มาสนิทกับจิ๋มตัวเองให้มากขึ้น ใน ‘จิ๋มเฟส 2’ ที่ชวนท่องโลกของจิ๋มโดยไม่อิงตำรา แต่ใช้ประสบการณ์ของเราในการเข้าใจจิ๋มตัวเอง
อะไรที่ทำให้จิ๋มมีความสุข? อะไรที่ทำให้จิ๋มมีความทุกข์? ในฐานะคนมีจิ๋ม พวกเรารู้จัก ‘จิ๋ม’ ดีพอถึงขั้นเรียกมันว่าเป็นเพื่อนสนิทสุดซี้ได้หรือยัง? ถ้ายังล่ะก็ ไปทำความรู้จักมันให้มากขึ้นกันเถอะ เพราะคนที่ควรสนิทสนมและรู้จักจิ๋มของเราเป็นอย่างดี ก็ควรจะเป็นเราเองนี่แหละ
เราชวนท่องโลกของจิ๋ม แบบที่บางเรื่องบางคนก็รู้แล้ว บางเรื่องบางคนก็ไม่รู้มาก่อน เมื่อมันไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในตำราหรือแม้กระทั่งเป็นไปตามที่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนบอกกับเรา เพราะที่นิทรรศการ ‘จิ๋มเฟส’ ครั้งที่ 2 โดยองค์กร ‘การเมืองหลังบ้าน’ นำโดย เต๋า-ศรัทธารา หัตถีรัต ซึ่งเพิ่งจบไปหมาดๆ เขาเปิดมาให้คนมีจิ๋มได้ลองใช้ประสบการณ์และความรู้สึกของตัวเองล้วนๆ สำรวจอวัยวะกลางหว่างขา ว่าอะไรคือความสุขของจิ๋มเรา และอะไรที่จะทำให้จิ๋มเรามีความทุกข์ แบบที่ไม่มีใครมาชี้ถูก ชี้ผิด สักนิดเดียว
“แม้กระทั่งความรู้เฟมินิสม์ก็ยังไม่ได้ครอบคลุมหรือมีรายละเอียดทุกอย่างมาให้เรา เราก็เลยต้องเปิดพื้นที่ที่เจ้าของประสบการณ์จะรู้สึกปลอดภัย และเป็นตัวของตัวเองได้มาก ให้เขาได้ทบทวนแล้วบอกออกมาว่า อันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ อันนี้ทุกข์นะ ตอนมีความสุขต้องหน้าตาเป็นแบบนี้” นี่คือความตั้งมั่นในการจัดงานนี้ขึ้นมาของเต๋าที่เธอบอกให้เราฟัง โดยเธอฝากให้ทุกคนได้ไปคิดตามว่า “ทุกวันนี้เราใกล้ชิดกับจิ๋มของเรามากแค่ไหนนะ?”
จิ๋มเฟส จึงเป็นนิทรรศการที่มีตั้งแต่การแชร์ประสบการณ์และวิธีที่คนมีจิ๋มรองรับเลือดเมนส์ของตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่ามันมีอยู่ร้อยแปดวิธีมากกว่าใช้ผ้าอนามัย มีทางเลือกที่คนมีจิ๋มใช้พืชชนิดต่างๆ เพื่อลดอาการปวดท้องเมนส์แทนการกินยา มีให้คนมีจิ๋มได้แชร์อาการตอนเป็นเมนส์ที่บางคนก็ไม่เคยรู้มาก่อน ตั้งแต่ อารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้น เศร้ามากขึ้น หิวมากขึ้น เจ็บเต้านม อาเจียน บวมน้ำ ฯลฯ ประสบการณ์หาหมอที่บางครั้งหมอก็ไม่เข้าใจความเจ็บปวดของจิ๋มเท่าที่ควร
จนถึงห้องความสุขทางเพศ ที่ว่าด้วยการสำเร็จความใคร่ของคนมีจิ๋ม ที่แต่ละคนมีวิธีค้นพบความฟินไม่เหมือนกัน บางคนใช้ที่ฉีดก้น ใช้หมอนข้าง ใช้จินตนาการ หรือใช้เก้าอี้ก็มี! รวมไปถึงการชวนทำความรู้จักเซ็กซ์ทอยรูปทรงน่ารักที่เฟรนด์ลี่ต่อจิ๋ม และการฉายหนังโป๊ประเภท Feminist Porn ซึ่งสร้างมาให้คนมีจิ๋มดูแล้วมีความสุขโดยเฉพาะ ไม่ใช่หนังโป๊โดยมุมมองของผู้ชาย ไม่เพียงเท่านั้นยังมีห้องอบไอน้ำจิ๋ม สูตรสมุนไพรจากป่าชอุ่ม แห่งห้วยอีค่าง ที่เป็นสูตรลับของสาวปกาเกอะญอให้ลองคลายเส้นด้วย ฯลฯ
ความรู้ที่ส่งตรงจากคนมีจิ๋มผู้เป็นเจ้าของประสบการณ์มีอะไรที่ชวนให้ทุกคนเปิดโลกการมองจิ๋มให้กว้างขึ้นบ้าง ไปอ่านกันได้เลย
ทีมงานการเมืองหลังบ้านบอกกับเราก่อนจะพาเดินชมนิทรรศการว่าการมีอยู่ของงานจิ๋มเฟสครั้งนี้ “นี่คือความรู้จากผู้หญิง และผู้หญิงชายขอบ ที่สามารถบอกได้ว่า แม้บางคนจะไม่ได้จบปริญญาตรี แต่ก็สามารถตอบได้ว่าจิ๋มของเธอเป็นยังไง เพราะมันเป็นความรู้ที่พวกเธอเจอจริงๆ ไม่ใช่ความรู้ตามตำรา”
เข้ามาในงาน เราจะได้เจอกับโซนอุปกรณ์รองรับเลือดเมนส์ และรีวิวจากผู้ใช้จริงว่าความรู้สึกตอนใช้เป็นอย่างไรบ้าง บางคนอาจจะคุ้นเคยกับแค่ผ้าอนามัยแบบแผ่นตามปกติ แต่ความจริงแล้ว คนมีจิ๋มเขาใช้วิธีที่แตกต่างกันมากๆ ทั้งแบบ ปล่อยจอย ก็คือไม่ได้ใส่อะไรรองรับเลยตอนอยู่บ้าน แบบขี่ม้า หรือที่เรียกกันว่า ผ้าถุงพับ สุดคลาสสิคที่ผู้หญิงในบางพื้นที่ก็ยังใช้วิธีนี้กันอยู่ หรือจะผ้าอนามัยแบบห่วง แบบออร์แกนิค แบบซักได้ แบบ Disc แบบถ้วย แบบสอด แบบกางเกงใน ฯลฯ
ถัดมาจะมีการระบายสีผ้าอนามัยพร้อมเขียนความรู้สึกจากการมีเมนส์ รวมถึงกิจกรรมระบายสีจิ๋ม พร้อมภาพวาดจากศิลปินเฟมินิสต์ ที่สื่อสารว่าผู้หญิงไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดแค่คนผิวขาวหรือตัวเล็กน่ารัก แต่พวกเรามีความหลากหลายมากกว่านั้น
การปวดท้องเมนส์ถือเป็นปัญหาโลกแตกของผู้มีจิ๋ม และระดับความเจ็บปวด หรืออาการของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันจริงๆ ที่นี่จึงเปิดโอกาสให้คนมีเมนส์ได้มาแชร์ว่า มีเมนส์ครั้งหนึ่ง มันเกิดอาการอะไรบ้างขึ้นบ้าง โดยการให้หยดสีลงบนสำลีตามอาการที่ระบุไว้ เช่น ปัญหาผิวหนัง เป็นสิว ปวดเนื้อปวดตัว ตกขาว เจ็บปวดจิ๋มและช่องคลอด มีอารมณ์ทางเพศเพิ่มขึ้น ปวดหลัง หงุดหงิด เหนื่อย เพลีย หิวมากขึ้น เศร้า หดหู่ เวียนหัว อาเจียน ไมเกรน ท้องเสีย คิดมาก เจ็บนม คันจิ๋ม บวมน้ำ ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้ได้เห็นว่า จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีแค่อารมณ์สวิงที่เกิดขึ้นกับคนมีเมนส์เท่านั้น แต่มันยังมีไปถึงความเปลี่ยนแปลงตามร่างกายที่แปรผันตามการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมน
นำไปสู่การผลักดันให้เกิดนโยบาย ‘เมนส์มาลาได้’ อย่างเป็นรูปธรรม เพราะอาการที่เกิดช่วงมีเมนส์ บางครั้งก็ส่งผลอย่างหนักต่อการใช้ชีวิต ซึ่งสำหรับอาการปวดท้องเมนส์ ภายในงานก็มีทางเลือกใหม่ๆ นอกเหนือการกินยา ที่คนมีจิ๋มได้ทดลองทำกันเองแล้วเวิร์คต่อตัวพวกเธอ อย่างการใช้ ‘พืชบำบัด’ โดยเอาพืชชนิดต่างๆ มาชงเป็นชาดื่ม เช่น ว่านสาวหลง ที่ช่วยคลายประสาท และการนอนหลับ, จำปี ที่ช่วยบรรเทาความเศร้า, กระดังงา ช่วยคลายความวิตกกังวล หรือ คนทีสอ ที่ช่วยปรับสมดุลเลือดเดือนโดยเฉพาะ จนถึงการทำอบไอน้ำจิ๋ม เพื่อผ่อนคลายเส้นตึง โดยหม้อสมุนไพร ซึ่งเป็นภูมิปัญญาจากป่าชอุ่ม แห่งห้วยอีค่าง ของสาวปกาเกอะญอ
“มันเป็นประชาธิปไตยทางการแพทย์เหมือนกันนะ เวลาหมอบางคนบอกคนมีจิ๋มว่าอาการนั้น อาการนี้ ไม่เจ็บปวดเท่าไหร่หรอก กินยาก็หายแล้ว แต่จริงๆ เราเจ็บมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่การแพทย์ไม่รู้เพราะบางคนก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เท่าไหร่” ทีมงานการเมืองหลังบ้านกล่าว
เดินทางมาถึงห้องความสุขทางเพศ ที่ชวนเราสำรวจสารพัดการสำเร็จความใคร่ที่ดีต่อใจเรามากที่สุด เริ่มตั้งแต่การช่วยตัวเองด้วยนิ้ว เซ็กซ์ทอย สายฉีดก้น หมอนข้าง เก้าอี้ แตงกวา จู๋ น้ำมันหล่อลื่น หรือใช้จินตนาการในหัว ซึ่งเท่าที่ดู ดูเหมือนวิธียอดฮิตจะเป็นสายฉีดก้นนะ!
พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่ที่สามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ และมีทีมงานคอยรับฟังอย่างเข้าใจ ไม่ว่าเราจะเคยเสร็จ หรือไม่เคยเสร็จ หรือไม่รู้ว่าตอนไหนคือเสร็จแล้ว จนถึงชอบช่วยตัวเองในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน มันบ้วนเป็นปกติที่เราควรจะได้ทดลองและหาคำตอบของความสุขด้วยตัวเอง และแน่นอนว่ามันไม่มีคำตอบอะไรตายตัวเลย
ห้องนี้ยังมีของเล่นทางเพศที่เข้าถึงได้รูปทรงต่างๆ ที่ชวนให้เปิดใจว่า เซ็กซ์ทอยมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะ เพราะมันมีทั้งรูปทรงลิปสติก ทรงแปรงแต่งหน้าที่พกออกไปใช้เป็นบลัชได้จริงๆ ทรงกระต่าย ทรงวาฬ ทรงกระบองเพชร ทรงดอกกุหลาบ ทรงเป็ด หรือทรงที่น่ารักเหมือนอาร์ตทอยก็มีให้เลือกมากมาย ทั้งแบบสั่น แบบจุ๊บ กันน้ำ ไม่กันน้ำ ติดกางเกงใน ใช้นิ้ว ฯลฯ
รวมถึงการฉายหนังโป๊ Feminist Porn ที่ตั้งคำถามว่าทำไมบางครั้งผู้หญิงดูหนังโป๊แล้วไม่มีความสุข เพราะหนังเรื่องนั้นอาจเป็นเพราะผลิตมาเพื่อให้ผู้ชายดูต่างหาก หนังโป๊ในงานนี้จึงเป็นหนังโป๊ที่ว่าด้วยของ consent เน้นการสร้างอารมณ์ความรู้สึก และยังมีสตอรี่ปูทางไปยังเซ็กซ์แบบสมเหตุสมผล
เต๋าในฐานะหัวหอกในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ เธอเล่าอย่างจริงใจว่า “ทุกวันนี้เราใกล้ชิดกับจิ๋มเรามากแค่ไหน? จับต้อง พูดคุย ส่งคำขอบคุณให้มันมั้ย ไม่ใช่แค่เรื่องจิ๋มนะ แต่มันหมายความว่าร่างกายของเราทุกส่วน เรามีเวลาเข้าอกเข้าใจบ้างมั้ย”
เธอยังพูดถึงปัญหาว่า ทุกวันนี้เราอาจถูกเลี้ยงดูมาด้วยชุดข้อมูลหนึ่งที่มันอาจไม่ได้จริงกับตัวเรา แต่มันความถูกต้องในสายตาคนอื่น และนั่นทำให้เราขาดโอกาสที่จะสร้างความสัมพันธ์กับจิ๋มตัวเองไปโดยปริยาย ยิ่งในสังคมที่ให้ค่าคนที่สติปัญญาความรู้มากๆ บางครั้งเรื่องของประสบการณ์ส่วนตัว น้อยครั้งนักที่จะถูกมองว่าใช้ได้จริง ซึ่งความจริง ประสบการณ์ที่เราเจออาจเป็นความจริงที่สุด และใช่ที่สุดสำหรับเราก็ได้
“ปัจจุบันหลายเรื่องก็ชัดแล้วว่าคนเริ่มเข้าใจว่าอะไรคือ consent อะไรคือความรุนแรง แต่ก็มีอีกหลายเรื่องมากๆ ที่ไม่ได้ถูกคลี่คลายออกมาอย่างเรื่องในชีวิตประจำวันของคน”
“แม้กระทั่งความรู้เฟมินิสม์ก็ยังไม่ได้ครอบคลุมหรือมีรายละเอียดทุกอย่างมาให้เรา เราก็เลยต้องเปิดพื้นที่ที่เจ้าของประสบการณ์จะรู้สึกปลอดภัย และเป็นตัวของตัวเองได้มาก ให้เขาได้ทบทวนแล้วบอกออกมาว่า อันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ อันนี้ทุกข์นะ ตอนมีความสุขต้องหน้าตาเป็นแบบนี้”
“วิธีการส่งต่อการเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ คือสิ่งที่เราจับเป็นไฮไลต์ของงานนี้ เรารู้สึกว่าถ้าสังคมจะไปต่อได้ต้องคุยเรื่องนี้กันแล้วมั้ง เราจะก้าวหน้าแค่ไหนก็ตาม แต่ว่าถ้าเราพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมแบบใช้วิธีการของโลกเก่า ไปพลิกคว่ำคน ไม่เคารพมนุษย์ สาปส่ง ไปบอกว่าอันนี้ผิด อันนี้เลว มีถูก มีผิด มีฮีโร่ มีมาร มันอาจจะไม่เป็นผล”
“บางคนเขาเครียด และวิตกกังวลนะ ว่าฉันมีความรู้พอมั้ย พูดอะไรผิดหรือเปล่า เป็นเฟมินิสต์พอมั้ย เราก็เลยรู้สึกว่า ถ้าความรู้ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกไม่เป็นมิตร มันใช่วิธีเปลี่ยนโลกที่อยากได้จริงเหรอ หรือเราจะลองให้คนได้พูดประสบการณ์จริงออกมา โดยไม่ทำให้เขาตัวเล็กลง”
นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นจาก วรรณิดา อาทิตยพงศ์ ผู้เขียนหนังสือ ‘เมื่อเราพูดและเพื่อนพูด Herstories’ ที่เดินทางมาเข้าร่วมงานนี้ เธอเล่าประสบการณ์ส่วนตัวในวงเสวนาว่า
“บางครั้งการแพทย์สมัยใหม่ ก็ทำให้เราไม่มีอำนาจในตัวเองเลย ตอนเราเจอเนื้องอกในมดลูก หมอบอกให้ตัดทิ้ง แต่เราไม่อยากตัด แต่เราก็ไม่อยากมีลูกนะ หมอก็บอก ถ้าไม่มีลูก ก็ตัดสิ จะเก็บไว้ทำไม อ้าว แต่เราอยากมีมดลูกอะ ก็เลยรู้สึกว่าอำนาจเราต่ำมาก เรามองว่าวิธีการของผู้ชายบางครั้งก็คิดแบบกำจัดทิ้ง แต่สุดท้ายเราก็ไปเจอหมอที่เข้าใจ เก็บมดลูกเราไว้ได้ แต่ระยะช่วงผ่าตัด ก็ไม่มีใครแคร์ร่างกายเรา ครอบครัวเราก็ต้องการให้ตัด ฉะนั้นถ้าตัวเราเองไม่แคร์ร่างกายของเราเอง ก็คงไม่มีใครแคร์เลย เราจึงควรฟังเสียงร่างกายตัวเองค่ะ”
ตลอด 7 ปีในการปลุกปั้นการเมืองหลังบ้าน เต๋าอยากจะหยิบยกทุกเรื่องราว ‘หลังบ้าน’ ที่ถูกเมิน หรือไม่ถูกจัดรวมเป็นเรื่องของการเมืองขึ้นมาพูด เพราะเธอมองว่า “ผู้หญิง หรือเจ้าของร่างกาย มีพื้นที่ที่เขาได้เป็นตัวเองน้อยมาก” เธอจึง “อยากให้เขามีรู้สึกว่าปลอดภัย”
“การที่คนมีจิ๋มลุกขึ้นมารวมตัวกัน แบ่งปันเรื่องราวชีวิตเพื่อจะเปลี่ยนแปลงสังคม แล้วบอกว่าต้องการอะไรบ้างในชีวิต หรืออยากจะได้รับความสุขอะไร นี่แหละคือเรื่องข้างหลังบ้าน และเป็นเรื่องการเมือง ที่อยู่ข้างหลังสังคมเรา ไม่ใช่เรื่องขำๆ แต่นี่คือความเป็นจริงในชีวิต”
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
- มาสนิทกับจิ๋มตัวเองให้มากขึ้น ใน ‘จิ๋มเฟส 2’ ที่ชวนท่องโลกของจิ๋มโดยไม่อิงตำรา แต่ใช้ประสบการณ์ของเราในการเข้าใจจิ๋มตัวเอง
- Rebecca Cheptegei นักวิ่งมาราธอนโอลิมปิกชาวยูกันดา เสียชีวิตแล้ว หลังถูกแฟนหนุ่มจุดไฟเผา
- 6 นักกีฬาหญิงพาราลิมปิก 2024 ที่ประกายไฟฝันของพวกเธอ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลก
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com