โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ว่าด้วย ‘กระโปรง’ ที่ผู้หญิงเลือกใส่ในพื้นที่ทำงาน เมื่อความสั้นยาวของมันยังคงถูกให้แก่นสารมากกว่าเนื้องานหรือตัวตนของพวกเธอ

Mirror Thailand

อัพเดต 05 ส.ค. 2567 เวลา 08.10 น. • เผยแพร่ 05 ส.ค. 2567 เวลา 08.10 น.
ภาพไฮไลต์

ครั้งหนึ่ง กัสซี โมราน (Gussie Moran) นักเทนนิสหญิงมือวางอันดับ 4 ของอเมริกา เคยท้าทายกฎการแต่งตัวอันเคร่งครัดของกีฬาเทนนิสด้วยการสวมกระโปรงสั้นเหนือเข่าที่เผยให้เห็นกางเกงชั้นในลูกไม้ซ่อนอยู่ด้านใน ลงแข่งขันรายการ Wimbleton เมื่อปี 1949 จนถูกวิจารณ์อย่างรุนแรงว่าเธอนำความ ‘ต่ำทราม’ และ ‘บาป’ มาสู่กีฬาเทนนิส และคำวิจารณ์นี้เองที่เปลี่ยนชื่อเสียงให้คนทั่วโลกจดจำเธอจากการเป็นนักเทนนิสหญิงมือดี มาเป็น Sex Symbol ไปโดยปริยาย

ต่อมาในยุค 1960s แมรี่ ควานท์ (Mary Quant) ดีไซเนอร์ชาวอังกฤษได้คิดค้นกระโปรง ‘Mini Skirt’ ซึ่งนอกจากจะเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของการปลดแอกทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว การมาถึงของกระโปรง Mini Skirt ยังเป็นการนำเสนอภาพลักษณ์และบทบาทหน้าที่ใหม่ๆ ของผู้หญิงในเวลานั้น จากกุลสตรี แม่บ้าน และเมีย-ผู้อยู่ในโอวาทของสังคม กลายมาเป็นผู้หญิงที่สามารถเปิดเผยเนื้อตัวเรือนร่างของตัวเองได้อย่างอิสระ จนอาจเรียกว่ากระโปรง Mini Skirt เป็น ‘Sexual Revolution’ ครั้งสำคัญของผู้หญิงในหน้าประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้

อันที่จริงแล้วก่อนหน้านั้นตั้งแต่ยุควิคตอเรียนที่ผู้หญิงต้องสวมกระโปรงยาวคลุมข้อเท้าเป็นต้นมา การเห็น ‘ขา’ ของผู้หญิงโผล่พ้นชายกระโปรงแม้จะเพียงนิดเดียวก็นับว่ามีอิทธิพลทางสังคมและเกี่ยวโยงกับเรื่อง Sexual แทบทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้พอจะยืนยันได้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ความสั้นยาวของ ‘กระโปรง’ ผู้หญิง มีบทบาทไปไกลมากกว่าการที่มันเป็นเสื้อผ้าหนึ่งชิ้น โดยเฉพาะ ‘ขนาด’ ของกระโปรงของที่ผู้หญิงเลือกหยิบมาใส่ใน ‘พื้นที่ทำงาน’ ซึ่งสามารถนำไปสู่ประเด็นการถกเถียงเรื่องความเหมาะสม ความเป็นมืออาชีพ วุฒิภาวะ ส่งผลไปถึงหน้าที่การงาน และบทบาททางสังคมของผู้หญิงได้มากมายเลยทีเดียวโดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่างานนั้นจะเป็นงานอะไร พื้นที่ทำงานแบบไหน หรือใครเป็นผู้ใส่มัน

ในแง่หนึ่ง เป็นเรื่องน่าสนใจเหมือนกันว่าเพราะเหตุใด ขนาดความสั้นยาวของกระโปรงที่ผู้หญิงเลือกมาใส่ถึงดูเป็นเรื่องที่ถูกให้ความสำคัญมากกว่าแก่นสาร ตัวตน หรือความสามารถในการทำงานของพวกเธออยู่เสมอ โดยเฉพาะที่เลวร้ายกว่านั้นคือมันสามารถเป็นตัว ‘ลดทอนบทบาท’ ของผู้หญิงในหน้าที่การงานหรือแม้แต่เป็นอุปสรรคที่กีดกันผู้หญิงไม่ให้ก้าวขึ้นไปในสายอาชีพนั้นๆ ได้เลย เพียงเพราะว่าขนาดความสั้นยาวของกระโปรงถูกทำให้เชื่อว่าเป็นสิ่งเดียวกันกับเรื่องของ ‘วุฒิภาวะ’ และ ‘ความเป็นมืออาชีพ’ ของผู้หญิงคนนั้น

ตัวอย่างเช่นในซีรีส์ซิทคอมอเมริกันเรื่อง Ally McBeal เมื่อยุค 1990s ที่นางเอกของเรื่องทำอาชีพทนายความ แต่กลับต้องพิสูจน์ฝีมือตัวเองไปไกลมากกว่าและในแบบลากเลือดมากกว่าความสามารถทางอาชีพของตัวเองในวงการกฎหมายที่เต็มไปด้วยผู้ชาย ทำให้เธอต้องต่อสู้กับ Sexual Harrasment และ Male Power ในองค์กรพร้อมกันไปด้วย จาการที่เธอเลือกนำเสนอภาพของทนายความหญิงที่สวมกระโปรงสั้นเหนือเข่ามาทำงาน

“ถ้าพูดกันตามจริงในแง่กฎหมาย การเปิดเผยเนื้อหนังร่างกายส่วนที่ไพรเวทที่สุดในพื้นที่สาธารณะก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดอะไรนะคะ” ซูซาน สกาฟิดิ (Susan Scafidi) สถาบันกฎหมายแฟชั่น มหาวิทยาลัย Fordham มองว่าผู้หญิงสามารถใส่กระโปรงสั้นแค่ไหนก็ได้ที่พึงพอใจ และใส่ไปได้ทุกที่ที่ต้องการ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับความจริงว่าจะต้อง ‘รับมือ’ กับเสียงวิจารณ์และการตัดสินจากสังคมรอบข้างไปด้วย เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมมักจะให้ความสนใจว่าเราแต่งตัวอย่างไร มากกว่าเราทำอะไร ซึ่งบ่อยครั้งขนาดความสั้นยาวของกระโปรงผู้หญิง โดยเฉพาะในพื้นที่ทำงานก็พิสูจน์แล้วว่ามันมีอิทธิพลอย่างไร และสามารถนำมาสู่การ Stereotype หรือการตัดสินแบบเหมารวมได้มากแค่ไหน

แม้ว่ายุคนี้ สังคมจะเปิดกว้างไปไกลมากแล้วจากยุคของ Ally McBeal ในเรื่องเสรีภาพและไม่ได้มีกรอบมาจำกัดการแต่งตัวของเพศกับอาชีพมากเท่าเมื่อก่อน แต่ในบางพื้นที่ที่มีความอนุรักษ์นิยมมากหน่อย ต้องยอมรับว่าค่านิยมเรื่องกระโปรงนั้นยังคงมีอิทธิพลต่อหน้าที่การงานจนถึงสถานะทางสังคมของผู้หญิงอยู่ไม่น้อย เช่นในแวดวงราชการ หรือบางสายอาชีพอย่างทนายความที่การใส่กระโปรงภายใต้เงื่อนไขของสีและความยาว ‘ที่เหมาะสม’ ก็ยังเป็นหนึ่งในกฎข้อบังคับอยู่

แต่ไม่เพียงแค่ความสั้นยาวของกระโปรงจะมีผลต่อการงานของผู้หญิง ดร. แคลร์ กันบี้ (Dr. Clare Gunby) จากคณะอาชญาวิทยา มหาวิทยา Manchester Metropolitan ในอังกฤษ มองว่าจุดที่เลวร้ายที่สุดของข้อถกเถียงเรื่องนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมการโทษเหยื่อ หรือ ‘Victim Blaming Culture’ แทบจะทุกครั้งเวลาที่เกิดประเด็นความรุนแรงทางเพศใดๆ ต่อผู้หญิง ซึ่งนักอาชญาวิทยามองว่าหากสังคมยังเพิกเฉยและมองข้ามต้นตอของปัญหาความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นแบบนี้ เพียงเพราะมัวแต่โทษขนาดความสั้นยาวของกระโปรงหรือเสื้อผ้าที่ผู้หญิงใส่ ประเด็นเหล่านี้อาจไปไกลกว่าเรื่องของความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม แต่มันจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและสวัสดิภาพของผู้หญิงต่อไปไม่รู้จบอย่างแน่นอน

อ้างอิง

https://www.nytimes.com/2024/06/24/style/skirt-length-professionalism-age.html

https://www.independent.co.uk/news/obituaries/gussie-moran-tennis-player-who-shocked-wimbledon-with-her-controversial-clothing-8459119.html

https://le.ac.uk/social-worlds/all-articles/short-skirt

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...