โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เปิดข้อกฎหมาย คดีกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงฯ แค่ชักชวนให้หลงเชื่อก็มีความผิด

Khaosod

อัพเดต 11 ต.ค. 2567 เวลา 04.23 น. • เผยแพร่ 10 ต.ค. 2567 เวลา 21.04 น.

เปิดกฎหมาย คดีกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงฯ แค่ชักชวนให้หลงเชื่อก็มีความผิด ไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการผู้จัดการหรือมีอำนาจในบริษัท

หลังจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้ทำหนังสือถึง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายงานคดี ดิไอคอน กรุ๊ป หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดี

กรณีมีผู้เสียหายรวม 90 ราย รวมความเสียหายประมาณ 35 ล้านบาท เข้าแจ้งความร้องทุกข์ กับ บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวกผู้ต้องหา

ในความผิดฐาน “ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน

ตามพระราชกำหนด กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน มาตรา 4, 5, 12, พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พุทธศักราช 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2560 มาตรา 14 (1), ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง"

เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เพื่อปราบปรามการการกู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป โดยมีการจ่ายดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อย่างอื่นตอบแทนให้สูงเกินกว่าประโยชน์ที่ผู้กู้ยืมเงินหรือผู้รับฝากเงินจะพึงหามาได้จากการประกอบธุรกิจตามปกติ

โดยผู้กระทําได้ลวงประชาชนที่หวังจะได้ดอกเบี้ยในอัตราสูง ให้นําเงินมาเก็บไว้กับตนด้วยการใช้วิธีการจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ แล้วนําเงินที่ได้มาจากการกู้ยืมหรือรับฝากเงินรายอื่น ๆ มาจ่ายเป็นดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้ฝากเงินรายก่อน ๆ ในลักษณะต่อเนื่องกัน และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง

กฎหมายฉบับนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นมีอํานาจใช้มาตรการตามกฎหมาย และรัฐเท่านั้นที่มีอํานาจฟ้องคดีได้ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติพิเศษต่างจากความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา (คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2306/2560 บทบัญญัติตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4

หรือมาตรา 5 เป็นบทบัญญัติที่วางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ความผิดฐานนี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่จะดําเนินคดีแก่ผู้กระทําความผิด เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในการกระทําความผิดข้อหาดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยในความผิดข้อหานี้ได้) หมายความว่า ผู้เสียหายไม่อาจฟ้องผู้กระทําความผิดในข้อหานี้ต่อศาลได้เอง

โดยคำนิยาม ผู้กู้ยืมเงิน หมายความว่า บุคคลผู้ทําการกู้ยืมเงิน และในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นด้วย

ผู้กู้ยืมเงิน ตามกฎหมายฉบับนี้ แบ่งเป็น
1.บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ทําการกู้ยืมเงิน
2.นิติบุคคลที่เป็นผู้ทําการกู้ยืมเงิน โดยให้รวมถึงบุคคลที่ลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคล ซึ่งอาจเป็นตัวกรรมการบริษัทที่ไม่มีอํานาจจัดการ แต่ได้รับมอบหมายให้ลงนามในสัญญาหรือตราสารที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน รวมทั้งลูกจ้างที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายจากกรรมการผู้มีอํานาจให้ดําเนินการในเรื่องดังกล่าว

แต่หากเป็นกรณีที่บุคคลนั้นมีพฤติการณ์ชักชวนประชาชนให้กู้ยืมเงิน แม้จะมิใช่กรรมการผู้จัดการ หรือผู้มีอํานาจกระทําการแทนบริษัท และมิได้ลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของบริษัท ก็ถือว่าเป็นผู้กู้ยืมเงินเช่นกัน (คําพิพากษาฎีกาที่ 5071/2540)

สำหรับความผิดฐาน “กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” มาตรา 4 ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทําด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงินในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้

โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นจะนําเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนํามาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้น เป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทําความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

จากบทบัญญัติดังกล่าวผู้กระทําความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนจะต้องกู้ยืมเงินโดย
1.โฆษณาหรือประกาศต่อประชาชน หรือกระทําด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
2.ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้
3.โดยที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า
3.1ตนหรือบุคคลนั้นจะนําเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินหรือ
3.2ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนํามาจ่ายในอัตรานั้นได้

องค์ประกอบความผิดมาตรา 4
- ผู้ใด หมายถึง บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลที่กระทําความผิด บุคคลดังกล่าว หมายถึง ตัวการ ผู้ใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือผู้โฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทําความผิด หรือผู้ให้การช่วยเหลือ หรือผู้ให้ความสะดวกในการกระทําความผิด

- การโฆษณาหรือประกาศแก่ให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทําด้วยประการใด ๆ ในการกู้ยืมเงินกระทําตั้งแต่ต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ในการกู้ยืมเงิน

การโฆษณาหรือประกาศหรือกระทำด้วยวิธีการใด ๆ เช่น การแจ้งหรือแพร่ข่าวสาร การติดต่อ หรือการชักชวน ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์แจกแผ่นพิมพ์ แผ่นพับ หรือใบปลิว เป็นต้น

ประชาชนทั่วไป ไม่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่จํากัดจํานวนคนว่าจะมีกี่คนก็ตาม หากประกาศโฆษณาแก่ประชาชนทั่วไปแล้ว จะมีคนหลงเชื่อกี่คนก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการโฆษณาหรือประกาศต่อประชน

ในการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้งเป็นคราว ๆ ไป เพียงแต่จําเลยแสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายแม้เพียงบางคนแต่เป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนําเงินมาให้จําเลยกู้ยืม ก็ถือเป็นการกระทําความผิดแล้ว (คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8826/2554)

ความผิดที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
มาตรา 5 ผู้ใดกระทําการดังต่อไปนี้
(1) ในการกู้ยืมเงินหรือจะกู้ยืมเงิน
(ก) มีการโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป หรือโดยการแพร่ข่าวด้วยวิธีอื่นใดหรือ
(ข) ดําเนินกิจการกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ หรือ
(ค) จัดให้มีผู้รับเงินในการกู้ยืมเงินในแหล่งต่าง ๆ หรือ
(ง) จัดให้มีบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ไปชักชวนบุคคลต่าง ๆ เพื่อให้มีการให้กู้ยืมเงินหรือ
(จ) ได้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินเกินสิบคนซึ่งมีจํานวนเงินกู้ยืมรวมกันตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป อันมิใช่การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน และ

(2) ผู้นั้น
(ก) จ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ หรือ
(ข) ไม่ยอมปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 7 (1) (1) หรือ (3) หรือกิจการของผู้นั้นตามที่ผู้นั้นได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 7 ไม่ปรากฏหลักฐานพอที่จะเชื่อได้ว่า เป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนํามาจ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินทั้งหลาย

ผู้นั้นต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 4 ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้นั้นจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า กิจการของตนหรือของบุคคลที่ตนอ้างถึงนั้น เป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนํามาจ่ายตามที่ตนได้กล่าวอ้าง หรือหากกิจการดังกล่าวไม่อาจให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียง ก็จะต้องพิสูจน์ได้ว่ากรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติอันไม่อาจคาดหมายได้ หรือมีเหตุอันสมควรอย่างอื่น

ลักษณะความผิดตามมาตรา 5 ไม่ชัดเจนว่าเป็นการหลอกลวงผู้เสียหาย แม้จะมีการกู้ยืมเงินมีอยู่จริง แต่ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน หากมีการจ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ให้ได้ความตามข้อยกเว้นวรรคท้ายของมาตรา 5 สําหรับความผิดตามมาตรา 4 นั้น เป็นลักษณะของการหลอกลวงผู้เสียหายให้นําเงินมาร่วมลงทุน (คําพิพากษาฎีกาที่ 8826/2554)

คลิกอ่านกฎหมายฉบับเต็มที่นี่

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดข้อกฎหมาย คดีกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงฯ แค่ชักชวนให้หลงเชื่อก็มีความผิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...