เปิดข้อกฎหมาย คดีกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงฯ แค่ชักชวนให้หลงเชื่อก็มีความผิด
เปิดกฎหมาย คดีกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงฯ แค่ชักชวนให้หลงเชื่อก็มีความผิด ไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการผู้จัดการหรือมีอำนาจในบริษัท
หลังจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้ทำหนังสือถึง สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รายงานคดี ดิไอคอน กรุ๊ป หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดี
กรณีมีผู้เสียหายรวม 90 ราย รวมความเสียหายประมาณ 35 ล้านบาท เข้าแจ้งความร้องทุกข์ กับ บริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป จำกัด กับพวกผู้ต้องหา
ในความผิดฐาน “ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน
ตามพระราชกำหนด กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน มาตรา 4, 5, 12, พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พุทธศักราช 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2560 มาตรา 14 (1), ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง"
เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เพื่อปราบปรามการการกู้ยืมเงินหรือรับฝากเงินจากประชาชนทั่วไป โดยมีการจ่ายดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อย่างอื่นตอบแทนให้สูงเกินกว่าประโยชน์ที่ผู้กู้ยืมเงินหรือผู้รับฝากเงินจะพึงหามาได้จากการประกอบธุรกิจตามปกติ
โดยผู้กระทําได้ลวงประชาชนที่หวังจะได้ดอกเบี้ยในอัตราสูง ให้นําเงินมาเก็บไว้กับตนด้วยการใช้วิธีการจ่ายดอกเบี้ยในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ แล้วนําเงินที่ได้มาจากการกู้ยืมหรือรับฝากเงินรายอื่น ๆ มาจ่ายเป็นดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์ให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินหรือผู้ฝากเงินรายก่อน ๆ ในลักษณะต่อเนื่องกัน และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวง
กฎหมายฉบับนี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้นมีอํานาจใช้มาตรการตามกฎหมาย และรัฐเท่านั้นที่มีอํานาจฟ้องคดีได้ เนื่องจากเป็นบทบัญญัติพิเศษต่างจากความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา (คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 2306/2560 บทบัญญัติตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 มาตรา 4
หรือมาตรา 5 เป็นบทบัญญัติที่วางมาตรการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ความผิดฐานนี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นที่จะดําเนินคดีแก่ผู้กระทําความผิด เอกชนไม่ใช่ผู้เสียหายในการกระทําความผิดข้อหาดังกล่าว โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ฟ้องจําเลยในความผิดข้อหานี้ได้) หมายความว่า ผู้เสียหายไม่อาจฟ้องผู้กระทําความผิดในข้อหานี้ต่อศาลได้เอง
โดยคำนิยาม ผู้กู้ยืมเงิน หมายความว่า บุคคลผู้ทําการกู้ยืมเงิน และในกรณีที่ผู้กู้ยืมเงินเป็นนิติบุคคล ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลนั้นด้วย
ผู้กู้ยืมเงิน ตามกฎหมายฉบับนี้ แบ่งเป็น
1.บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ทําการกู้ยืมเงิน
2.นิติบุคคลที่เป็นผู้ทําการกู้ยืมเงิน โดยให้รวมถึงบุคคลที่ลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของนิติบุคคล ซึ่งอาจเป็นตัวกรรมการบริษัทที่ไม่มีอํานาจจัดการ แต่ได้รับมอบหมายให้ลงนามในสัญญาหรือตราสารที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน รวมทั้งลูกจ้างที่ได้รับการแต่งตั้งหรือมอบหมายจากกรรมการผู้มีอํานาจให้ดําเนินการในเรื่องดังกล่าว
แต่หากเป็นกรณีที่บุคคลนั้นมีพฤติการณ์ชักชวนประชาชนให้กู้ยืมเงิน แม้จะมิใช่กรรมการผู้จัดการ หรือผู้มีอํานาจกระทําการแทนบริษัท และมิได้ลงนามในสัญญาหรือตราสารการกู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของบริษัท ก็ถือว่าเป็นผู้กู้ยืมเงินเช่นกัน (คําพิพากษาฎีกาที่ 5071/2540)
สำหรับความผิดฐาน “กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน” มาตรา 4 ผู้ใดโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือกระทําด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปว่า ในการกู้ยืมเงิน ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้ตามพฤติการณ์แห่งการกู้ยืมเงินในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้
โดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าตนหรือบุคคลนั้นจะนําเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน หรือโดยที่ตนรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนํามาจ่ายในอัตรานั้นได้ และในการนั้น เป็นเหตุให้ตนหรือบุคคลใดได้กู้ยืมเงินไป ผู้นั้นกระทําความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
จากบทบัญญัติดังกล่าวผู้กระทําความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนจะต้องกู้ยืมเงินโดย
1.โฆษณาหรือประกาศต่อประชาชน หรือกระทําด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏแก่บุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป
2.ตนหรือบุคคลใดจะจ่ายหรืออาจจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้
3.โดยที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่า
3.1ตนหรือบุคคลนั้นจะนําเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินรายนั้นหรือรายอื่นมาจ่ายหมุนเวียนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินหรือ
3.2ตนหรือบุคคลนั้นไม่สามารถประกอบกิจการใดๆ โดยชอบด้วยกฎหมายที่จะให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนํามาจ่ายในอัตรานั้นได้
องค์ประกอบความผิดมาตรา 4
- ผู้ใด หมายถึง บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลที่กระทําความผิด บุคคลดังกล่าว หมายถึง ตัวการ ผู้ใช้บังคับ ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรือยุยงส่งเสริม หรือผู้โฆษณา หรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทําความผิด หรือผู้ให้การช่วยเหลือ หรือผู้ให้ความสะดวกในการกระทําความผิด
- การโฆษณาหรือประกาศแก่ให้ปรากฏต่อประชาชน หรือกระทําด้วยประการใด ๆ ในการกู้ยืมเงินกระทําตั้งแต่ต่อบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ในการกู้ยืมเงิน
การโฆษณาหรือประกาศหรือกระทำด้วยวิธีการใด ๆ เช่น การแจ้งหรือแพร่ข่าวสาร การติดต่อ หรือการชักชวน ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาในหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์แจกแผ่นพิมพ์ แผ่นพับ หรือใบปลิว เป็นต้น
ประชาชนทั่วไป ไม่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่จํากัดจํานวนคนว่าจะมีกี่คนก็ตาม หากประกาศโฆษณาแก่ประชาชนทั่วไปแล้ว จะมีคนหลงเชื่อกี่คนก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการโฆษณาหรือประกาศต่อประชน
ในการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชนหรือการกระทำด้วยประการใดๆ ให้ปรากฏตั้งแต่สิบคนขึ้นไป อันจะทำให้เป็นความผิดสำเร็จฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องกระทำการดังกล่าวต่อผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้งเป็นคราว ๆ ไป เพียงแต่จําเลยแสดงข้อความดังกล่าวให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายแม้เพียงบางคนแต่เป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนําเงินมาให้จําเลยกู้ยืม ก็ถือเป็นการกระทําความผิดแล้ว (คําพิพากษาศาลฎีกาที่ 8826/2554)
- ดิไอคอนกรุ๊ป แจงแล้ว ปม 5 ดาราดัง "กันต์-แซม-มิน-บอย-โดม" ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น
- เรื่องถึง ปปง.แล้ว หลังผู้เสียหายรวมตัวแจ้งความ "ดิไอคอน" ให้ดำเนินคดี 3 ข้อหาหนัก
- ผู้เสียหายแห่แจ้งจับ ดิไอคอน แฉพฤติกรรมชวนลงทุน เปิดใจไม่เหลือแม้แต่เงินจะกินข้าว
ความผิดที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน
มาตรา 5 ผู้ใดกระทําการดังต่อไปนี้
(1) ในการกู้ยืมเงินหรือจะกู้ยืมเงิน
(ก) มีการโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไป หรือโดยการแพร่ข่าวด้วยวิธีอื่นใดหรือ
(ข) ดําเนินกิจการกู้ยืมเงินเป็นปกติธุระ หรือ
(ค) จัดให้มีผู้รับเงินในการกู้ยืมเงินในแหล่งต่าง ๆ หรือ
(ง) จัดให้มีบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ไปชักชวนบุคคลต่าง ๆ เพื่อให้มีการให้กู้ยืมเงินหรือ
(จ) ได้กู้ยืมเงินจากผู้ให้กู้ยืมเงินเกินสิบคนซึ่งมีจํานวนเงินกู้ยืมรวมกันตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไป อันมิใช่การกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน และ
(2) ผู้นั้น
(ก) จ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ หรือ
(ข) ไม่ยอมปฏิบัติตามคําสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 7 (1) (1) หรือ (3) หรือกิจการของผู้นั้นตามที่ผู้นั้นได้ให้ข้อเท็จจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 7 ไม่ปรากฏหลักฐานพอที่จะเชื่อได้ว่า เป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนํามาจ่ายให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงินทั้งหลาย
ผู้นั้นต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิดฐานกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 4 ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้นั้นจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า กิจการของตนหรือของบุคคลที่ตนอ้างถึงนั้น เป็นกิจการที่ให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียงที่จะนํามาจ่ายตามที่ตนได้กล่าวอ้าง หรือหากกิจการดังกล่าวไม่อาจให้ผลประโยชน์ตอบแทนพอเพียง ก็จะต้องพิสูจน์ได้ว่ากรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นเนื่องจากสภาวะการณ์ทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติอันไม่อาจคาดหมายได้ หรือมีเหตุอันสมควรอย่างอื่น
ลักษณะความผิดตามมาตรา 5 ไม่ชัดเจนว่าเป็นการหลอกลวงผู้เสียหาย แม้จะมีการกู้ยืมเงินมีอยู่จริง แต่ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน หากมีการจ่าย หรือโฆษณา ประกาศ แพร่ข่าว หรือตกลงว่าจะจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนให้แก่ผู้ให้กู้ยืมเงิน ในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงินจะพึงจ่ายได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ให้ได้ความตามข้อยกเว้นวรรคท้ายของมาตรา 5 สําหรับความผิดตามมาตรา 4 นั้น เป็นลักษณะของการหลอกลวงผู้เสียหายให้นําเงินมาร่วมลงทุน (คําพิพากษาฎีกาที่ 8826/2554)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดข้อกฎหมาย คดีกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงฯ แค่ชักชวนให้หลงเชื่อก็มีความผิด
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th