โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บทเรียนจากเนเธอร์แลนด์ (2) : การต่อสู้ของผู้คน, สังคม และรัฐ

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 20 ก.ย 2567 เวลา 06.34 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2567 เวลา 02.28 น.

ลักษณะเด่นของเนเธอร์แลนด์

และบทเรียนสำคัญ

หนึ่ง จากการได้ไปเห็นอัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองใหญ่ (8.2 แสนคน) ที่น่ารักน่าไปเยือนอย่างยิ่ง (ขณะเดียวกันก็ต้องไปชมเมือง Bruges ของเบลเยียม เมืองเก่าแก่ในประวัติศาสตร์ขนาดเล็ก (1.2 แสนคน) ที่พลาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด)

อัมสเตอร์ดัมมีรถราเต็มถนนแต่ก็ไม่ติดขัด มีเส้นทางจักรยานจำนวนมากและคนถีบมากมาย

อาคารบ้านเรือนสวยงามยิ่ง สะอาดและเป็นระเบียบมาก

มีคลองจำนวนมาก ความยาวราว 100 ก.ม., แม่น้ำหลายสาย เมืองอื่นๆ ที่ได้ไปเยือน คือเดลฟท์ รอตเตอร์ดัม และเฮก ถนน อาคารบ้านเรือน แม่น้ำ ทางเท้า ทางจักรยาน ท่าเรือ และสวนสาธารณะงดงามร่มรื่นและสะอาดไม่ต่างกันเลย

อัมสเตอร์ดัมมีพิพิธภัณฑ์ราว 100 แห่ง แต่ละแห่งน่าไปเที่ยวชม เช่น ศิลปะสมัยใหม่ สิ่งพิมพ์ กีฬา ภาพยนตร์ การละคร ภาพถ่าย วิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม สงคราม ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ที่ให้สาระหลายแง่มุม

สะท้อนให้เห็นความสนใจที่หลากหลาย และความตั้งใจของภาคส่วนนั้นๆ ในการศึกษาค้นคว้าอย่างเจาะลึก และนำเสนอได้อย่างน่าสนใจยิ่ง

สอง จากประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จนถึงบัดนี้รวม 10 ศตวรรษที่ชาวดัตช์ก่อรูปทั้งทางความคิดและกายภาพ พวกเขาได้แสดงให้เห็นคุณธรรมสำคัญ 5 ข้อ ไม่ใช่คุณธรรมที่ติดตามป้ายหรือท่องเสียงดังให้ผู้คนได้ยินกันทั่ว

แต่ทั้ง 5 ข้อได้แสดงออกมาเป็นทั้งคำพูด และการลงมือทำที่ปรากฏให้ประจักษ์ทั้งทางตรงและอ้อม ต่างกรรมต่างวาระ

คุณธรรม 5 ข้อคือ

1. รักและทำเพื่ออิสรภาพ ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใด

2. จะทำสิ่งใดก็ยืนหยัดมุ่งมั่นทำอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จเท่าที่จะทำได้

3. ใส่ใจติดตามศึกษาเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงโดยรอบและปรับตัวเข้ากับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ

4. รักและเคารพในสิทธิเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น

และ 5. ยอมรับความแตกต่างของแต่ละฝ่ายในสังคม

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างรูปธรรมของคุณลักษณะเหล่านั้น

ข้อแรก กลุ่มดัตช์ตกเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันมาตั้งแต่แรก แต่พวกเขาก็มิใช่ดอยช์ การดำรงอยู่ของแคว้นต่างๆ ที่เรียกว่าฮอลแลนด์เหนือและใต้ แม้จะอยู่อย่างกระจัดกระจาย แต่ก็คือบริเวณริมชายฝั่งทะเลเหนือ ทางตอนเหนือของกลุ่มดอยช์และกลุ่มฟรังก์ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่

ชาวดัตช์ได้สืบทอดลักษณะร่วมต่างๆ ของพวกเขาไว้ แม้ในช่วงศตวรรษที่ 13-15 ตระกูลเบอร์กันดีของเผ่าฟรังก์และเบลเยียมจะเข้ายึดครองพวกเขาทั้งหมด

แต่ข้อดีก็คือเป็นครั้งแรกที่พวกเขาที่กระจัดกระจายได้มาอยู่ใต้อำนาจเดียวกัน และอีกข้อก็คือ พวกเขาไม่ได้ยอมศิโรราบ

การขยายอำนาจของสเปนเข้าไปในเขตเบลเยียมและเนเธอร์แลนด์สอดรับพอดีกับความขัดแย้งระหว่างคริสต์ศาสนานิกายคาทอลิกกับความเห็นต่าง การระดมกำลังต่อสู้ของหลายๆ เมืองจึงเริ่มขึ้นและดำเนินต่อมาหลายปี จนสเปนยอมยุติการรบในปี 1574 แต่แล้วสงครามก็ดำเนินต่อไป เพราะสเปนไม่พอใจที่ชาวดัตช์ประกาศอิสรภาพ มีการพักรบ 12 ปี (1609-1621) ซึ่งเปิดโอกาสให้ชาวดัตช์โหมพัฒนาทุกๆ ด้าน และส่งผลให้สเปนพ่ายแพ้อย่างราบคาบในการรบทางเรือเมื่อปี 1639

ข้อที่สอง การเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากน้ำ

น้ำท่วมจากทะเลครั้งใหญ่ในปี 1287 ได้เกิดเป็นอ่าวขนาดใหญ่ เรียกว่า อ่าวซุยเดอร์เซ (Zuidersee) อยู่ระหว่างฮอลแลนด์เหนือกับฟรีสลันด์ (Friesland) เกิดน้ำท่วมขังในเขตตอนในของแคว้นฮอลแลนด์ เรือจากทะเลเหนือสามารถเข้าไปถึงดินแดนตอนในของประเทศ

จากจุดนั้น ชาวดัตช์จึงสร้างเมืองท่าการค้าบนอ่าว ที่ขยายตัวเป็นเมืองท่าสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

ที่ตั้งของเมืองนี้คือมีแม่น้ำอัมสเตล (Amstel) ไหลมาลงที่อ่าว มีการสร้างเขื่อนเพื่อควบคุมการไหลของน้ำ เกิดเป็นหมู่บ้านประมง แล้วพัฒนาขึ้นเป็นเมืองท่าค้าขาย การสร้างเขื่อนกั้นน้ำ ณ จุดต่างๆ ส่งผลให้การค้าขายเติบโตมากขึ้นพร้อมกับร้านค้าและที่อยู่อาศัยของผู้คน ชื่อของเมืองนี้คือ อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam) จึงมาจากชื่อของแม่น้ำและคำว่าเขื่อน เกิดเมืองที่ทำให้ฮอลแลนด์ตอนเหนือและใต้มาเชื่อมกัน ทำให้เมืองนี้กลาย เป็นผู้นำทางการค้าของทั้งสองเขต และสร้างความเป็นหนึ่งเดียวของความเป็นดัตช์ให้เพิ่มมากขึ้น

ในช่วง ค.ศ.1290-1320 การเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้งทำให้ชาวดัตช์เห็นว่า จะป้องกันมิให้สูญเสียดินมากขึ้นได้อย่างไร

วิธีการอันหนึ่งคือสร้างทำนบกั้นน้ำขนาดใหญ่ เรียกว่า ไดค์ (Dyke) ทำจากทรายกับดินเหนียว สร้างทำนบชั้นเดียวหรือหลายชั้นสูงต่ำตามระดับน้ำทะเล บางแห่งมีถึง 4-5 ชั้น เพื่อป้องกันน้ำทะเลให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และในแต่ละทำนบก็คือที่อยู่อาศัยและอาคารร้านค้า

บทเรียนจากอัมสเตอร์ดัม หลายเมืองจึงสร้างไดค์เพื่อล้อมเมืองไว้ทุกๆ ด้านป้องกันน้ำเข้า มีการสร้างประตูน้ำ (Sluice) เพื่อให้ทำหน้าที่เปิดปิดน้ำ ควบคุมปริมาณนำตามจุดต่างๆ ทั่วเมือง

สุดท้าย พวกเขาก็สร้างสภาน้ำ (Water Board) เรียกในภาษาดัตช์ว่า ฮูกฮีมราด (Hoogheemraad) ประกอบด้วยตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร หน่วยงานต่างๆ ภาครัฐและภาคเอกชน มีการประชุมเป็นระยะๆ

ประธานสภาน้ำ เรียกว่า ไดค์กราฟ (Dijkgraaf) ได้รับการเลือกตั้งจากสมาชิกของสภา

ผลคือสภาแห่งนี้ดูแลน้ำทั่วทั้งเขตเมือง และจากนั้นได้แพร่หลายไปกว่า 3,500 แห่ง และนำไปสู่หน่วยงานที่ดูแลระบบน้ำทั่วประเทศในปี 1789

ข้อที่สาม การใช้ประโยชน์จากลม เริ่มในปี ค.ศ.1609 ยาน ลีกวาเตอร์ (Jan Leeghwater, 1575-1650) วิศวกรกังหัน ได้เริ่มสร้างกังหันลม (Windmill) แบบใหม่ซึ่งมี 3 ระดับ (สูง-กลาง-ต่ำ) ที่สามารถวิดน้ำออกจากพื้นที่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล สร้างที่ดินขนาดใหญ่จากร้อยถึงพันเอเคอร์ เรียกว่า โปลเดอร์ (Polder) สร้างครั้งแรกที่เมือง Beemster ได้พื้นที่กว่า 70 ตร.ก.ม. ความสำเร็จนั้นทำให้เกิดโครงการอื่นๆ ตามมา ทำให้ประเทศมีที่ดินและเมืองใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างถาวร เพิ่มพื้นที่การเกษตร และยุติปัญหาอุทกภัยในอนาคต

ปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวคิดเป็น 1 ใน 6 ของประเทศ ในอดีต ตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 ชาวดัตช์ได้ประดิษฐ์กังหันลมเพื่อใช้สร้างพลังงานสนับสนุนการผลิตหลายอย่าง เช่น โม่แป้ง สกัดน้ำมัน ตัดไม้ และใช้เป็นบ้านพัก และได้ยกระดับสมรรถนะให้ดีขึ้นๆ เป็นลำดับ

และทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติรอบตัว สมกับคำขวัญของดัตช์… “พระเจ้าสร้างโลก ชาวดัตช์สร้างเนเธอร์แลนด์”

ข้อที่สี่ การท้าทายความคิดเก่าทำให้เกิดนิกายใหม่ ในศตวรรษที่ 14 ได้มีคณะนักบวชบางคณะเสนอทัศนะการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย (Common life) เน้นการศึกษาค้นคว้า และติดตามด้วยนักปราชญ์คนสำคัญ คือ เอรัสมุส (Erasmus, 1466-1536) ซึ่งแปลพระคัมภีร์ใบเบิลจากภาษากรีกและแปลฉบับภาษาละตินอีกครั้งเพื่อค้นหาความหมายใหม่ๆ ในการมองศาสนาคริสต์

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิด อาร์มีเนียนิสม์ (Arminiasism) ซึ่งเป็นสำนักคาลวินิสต์ เน้นเสรีภาพของปัจเจกชน

ทั้งยังมีสำนักคาลวินิสต์อีกสายหนึ่งคือ โคมาริสม์ (Gomarism) ซึ่งเน้นประเพณีและการยึดถือระเบียบเดิมของคริสต์ศาสนา ทั้งหมดนี้เป็นพลังสั่งสมนำไปสู่การลุกขึ้นต่อต้านนิกายโรมันคาทอลิกครั้งสำคัญที่เยอรมนี โดย มาร์ติน ลูเธอร์ ในปี 1517

และเกิดการแยกเป็นนิกายโปรเตสแตนต์กระจายไปทั่วยุโรปตะวันตก

ข้อที่ห้า การล่าอาณานิคม ดัตช์อยู่ริมทะเล ที่ดินมีจำกัด การประมงและเดินเรือจึงเป็นอาชีพหลัก สเปน-โปรตุเกสและอังกฤษจึงเป็นแบบให้ดัตช์ติดตามตลอดมา เมื่อโคลัมบัสค้นพบโลกใหม่ และวาสโก ดา กามา อ้อมแหลมกู๊ดโฮป สร้างเส้นทางใหม่ไปอินเดีย ในช่วงปี 1492-1504 และ 1497-1499 ชาวดัตช์ก็ออกศึกษาค้นคว้าจนมั่นใจจึงเริ่มค้าขายกับชวาในปี 1595 และจัดตั้งบริษัทดัตช์อีสต์อินเดีย เริ่มในปี 1602 เพื่อหวังยึดครองเครื่องเทศที่ทำกำไรมหาศาลในยุโรป

ลุยสำรวจแม่น้ำฮัดสันในนิวยอร์ก เพราะคิดว่าจะเป็นเส้นทางไปถึงจีน

และเข้าซื้อเกาะแมนฮัตตัน (นิวยอร์ก) เมื่อปี 1626 ต่อมาในปี 1667 ดัตช์ก็ยกแมนฮัตตันให้อังกฤษ และภายหลังได้จัดทำข้อตกลงในการแบ่งหมู่เกาะมลายูกับหมู่เกาะชวากับอังกฤษในปี 1824

การตัดสินใจยกดินแดนหลายส่วนให้แก่อังกฤษ น่าจะมีเหตุผลสำคัญ เช่น ยุทธศาสตร์ต่างกัน อังกฤษมีประชากรมาก และได้เข้าไปยึดครองหลายส่วนตั้งแต่จอร์เจีย, เซาธ์แคโรไลนาขึ้นไปจนถึงแคนาดา อังกฤษจึงเห็นว่านิวยอร์กควรเป็นส่วนหนึ่งของตนเพื่อสร้างอาณานิคมผืนใหญ่

ดัตช์เองก็มีประชากรน้อย จึงเน้นทำกำไรจากการค้า เช่น ที่ลังกา ชวา และแอฟริกาใต้ ประกอบกับเห็นว่ากำลังการรบของอังกฤษเหนือกว่าของดัตช์หลายเท่า พวกดัตช์ทำสงครามทางเรือกับอังกฤษหลายครั้ง และยอมสงบศึกในปี 1674

ดัตช์จึงเห็นว่าการแบ่งสรรผลประโยชน์จะเป็นทางออกที่ดีกว่า

ข้อที่หก สู่การแสวงหาจุดแข็งของตนเอง ในช่วงศตวรรษที่ 16-17 ภาควิชาพฤกษศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไลเด้น นำโดย Carolus Clusius (1526-1609) มีชื่อเสียงมากเพราะได้รวบรวมพันธุ์พืชมากมายมาปลูกและทดลอง การก่อตั้งบริษัทเฟโอเซ ที่ออกไปทำการค้าทั่วโลกช่วยให้การนำหน่ออ่อนหรือหัวเชื้อของพืชพันธุ์ในถิ่นต่างๆ กลับมาที่สถาบันแห่งนี้

อุตสาหกรรมไม้ดอก เช่น ไอริส แดฟโฟดิล กล้วยไม้ กุหลาบ รักเร่ เบญจมาศ คาร์เนชั่น ไลแล็ก ลิลลี่ ไฮยาซินท์ ฯลฯ เริ่มมีนวัตกรรมมากขึ้นจากการพัฒนาอาคารเรือนกระจกที่โปร่งแสง สามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดี และโดดเด่นยิ่งขึ้นต่อมาจากการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์

ดอกทิวลิปไม่เคยมีในยุโรป ต้นกำเนิดอยู่ที่เปอร์เซีย สุลต่านออตโตมันมอบเป็นของขวัญให้ออสเตรียในปี 1544 และแพร่หลายเข้าสู่ยุโรปตะวันตก ด้วยสีสันสดใส ทั้งแดง เหลือง ขาว ม่วง และพัฒนาด้วยงานวิจัย ให้มีทั้งหลายสีและลวดลายใหม่ๆ ในดอกเดียว บนพื้นที่กว้างใหญ่สำหรับการปลูกดอกไม้งามหลากสีสันล้วนสะท้อนให้เห็นการทุ่มเทงานด้านศึกษาวิจัยและการลงมือ และสร้างชื่อเสียงดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

การที่ดอกไม้ในอดีตไม่ใช่ของราคาถูก การพัฒนาจนเป็นอุตสาหกรรมดอกไม้จนราคาดอกไม้ลดลงกลายเป็นสินค้าหาซื้อได้ทั่วไป บวกกับเทคโนโลยีการขนส่งที่พัฒนาไปมากส่งผลให้ผู้บริโภคมีความสุข และเนเธอร์แลนด์ขึ้นยืนแถวหน้า

ข้อที่เจ็ด คืนสู่ชีวิตและสังคมที่เป็นองค์รวม เนเธอร์แลนด์ ส่งสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดโลกมีมูลค่ามากเป็นอันดับ 2 ทั้งๆ ที่มีพื้นที่เพียง 4.2 หมื่น ตร.ก.ม. รองจากสหรัฐซึ่งเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ (9 ล้าน ตร.ก.ม.)

สินค้าเกษตรที่เนเธอร์แลนด์ส่งออกมากที่สุดคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี มันฝรั่ง ผลิตภัณฑ์ไข่-นมเนย พืชผัก ผลไม้และดอกไม้ ทั้งยังเป็นผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ (วัว หมู ไก่) มากเป็นอันดับ 1 ของยุโรป

เหตุผลคือ ดัตช์ให้ความสำคัญต่อการเกษตรมานานนับศตวรรษเพราะเห็นว่าชีวิตจะอยู่ได้ต้องมีอาหารเพียงพอ ต้องเน้นศึกษาวิจัยการเกษตร การพัฒนาเทคนิคโนโลยี นวัตกรรมและระบบการจัดการข้อมูล การปรับปรุงเรือนกระจกให้ทันสมัยเพื่อยกระดับการปลูกพืชและเพิ่มประสิทธิภาพในพื้นที่จำกัด และระบบการจัดการน้ำ ฯลฯ

เนเธอร์แลนด์มีการพัฒนาประเทศรอบด้านมาก มูลค่าสินค้าเกษตรส่งออกที่ว่าสูงเป็นอันดับ 2 ของโลกนั้น แท้จริงมีมูลค่าเพียง 17.5% ของมูลค่าสินค้าออกทั้งหมด เนเธอร์แลนด์ยังทุ่มเทพัฒนาอุตสาหกรรม ภาคบริการ การค้าขาย การศึกษา สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม ฯลฯ สินค้าออกที่ทำรายได้สูงสุดของประเทศได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม อุปกรณ์การสื่อสาร เครื่องจักรกลโรงงานและเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ

ยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศ ที่มุ่งให้เกษตรกรและแต่ละภูมิภาคพัฒนาไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ดูแลตัวเองได้ทุกด้าน ส่งออกเพื่อเสริมรายได้ เน้นการพัฒนาเมืองแบบกระจายอำนาจให้แต่ละเมืองปกครองตนเอง ไม่เน้นการพัฒนาเมืองเดียว เนเธอร์แลนด์สรุปบทเรียนจากการล่าอาณานิคมแบบปล้นสะดมในอดีต และการค้าขายทาสมาเป็นการค้าขายระหว่างภูมิภาค การพัฒนาเศรษฐกิจทุกๆ สาขา

การใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลก

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บทเรียนจากเนเธอร์แลนด์ (2) : การต่อสู้ของผู้คน, สังคม และรัฐ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...