“โอ๊ต-พิทักษ์ สภาธรรม” กับอาชีพแปลกใหม่ “สถาปนิกการเงิน” ผู้ช่วยร่างพิมพ์เขียวทางการเงินส่วนบุคคล
คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าปัจจัย 4 ในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร ยารักษาโรค และที่อยู่อาศัยนั้นต้องใช้ “เงิน” ในการได้มา หากสามารถจัดการบริหารค่าใช้จ่ายเหล่านี้ให้ดี รวมถึงปันส่วนที่เหลือเพื่อนำไปทำให้เงินงอกเงยเพิ่มขึ้นได้คงจะดีไม่น้อย คุณโอ๊ต-พิทักษ์ สภาธรรม สถาปนิกการเงิน จะมาช่วยดีไซน์ ร่างพิมพ์เขียวออกแบบเส้นทางการใช้เงิน เพื่อเป็นใบเบิกทางสู่หนทางแห่งอิสระทางการเงินที่ใคร ๆ ก็อยากไปให้ถึง
นิยามของ “สถาปนิกการเงิน”
ก่อนจะเริ่มต้นอ่านร่างพิมพ์เขียว เพื่อทำความเข้าใจแบบร่างของงานออกแบบการบริหารจัดการเงินให้ในทุกจังหวะชีวิตของเราสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างอุ่นใจ ว่าเรายังมีความมั่นคงทางการเงินเพื่อก้าวต่อไปได้อยู่เสมอนั้น คุณโอ๊ตได้อธิบายถึงความหมายของ “สถาปนิกการเงิน” ซึ่งเขาเป็นคนบัญญัติศัพท์ของอาชีพที่เขาคลุกคลีมานานกว่า 15 ปีจนกลายเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญว่า
“ส่วนใหญ่คนจะคุ้นเคยกับคำว่าที่ปรึกษาการเงินกันมากกว่า จริง ๆ คำนี้ในต่างประเทศเรียกว่า Wealth Management หรือ Wealth Advisor โดยที่คนไทยมักจะตีความกันไปว่า คนที่ทำหน้าที่นี้มักจะชวนให้ลงทุน หรือพูดคุยแต่เรื่องการซื้อหุ้น กองทุน หรือขายประกันของบริษัทการเงินนั้น ๆ เป็นหลัก ผมจึงคิดหาคำที่ทำให้คนฟังจะไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียดให้ซื้อประกันได้เข้าใจง่ายขึ้นมาว่า ‘สถาปนิกการเงิน’ ซึ่งเปรียบได้กับผู้ออกแบบพิมพ์เขียวทางการเงิน ที่มีหน้าที่จัดสรรการเงินให้เป็นไปตามไลฟ์สไตล์ ความต้องการ และเป้าหมายของผู้ที่ต้องการให้เราช่วยแนะนำ เช่น เริ่มต้นพูดคุยถึงเส้นทางการเงินตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงปลายทางที่เขาตั้งใจว่าจะต้องใช้เงินกับอะไรบ้าง แต่งงาน มีลูกกี่คน ซื้อบ้าน ซื้อรถ และเราจะนำสิ่งนี้มาเป็นโจทย์ เพื่อหาหนทางในการจัดสรรเงินที่จะนำไปลงทุนต่อยอดแบบที่ไม่ได้จำกัดแค่เพียงแบบใดแบบหนึ่ง หรือแค่ในประเทศเท่านั้น การออกแบบแบบนี้จะตอบโจทย์ตรงตามความต้องการมากกว่า”
คุณโอ๊ต-พิทักษ์ สภาธรรม
การออกแบบการบริหารจัดการทางการเงินสำคัญขนาดไหน
คุณโอ๊ตว่า ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้สึกว่า เขาจำเป็นต้องได้รับการออกแบบการจัดสรรทางการเงิน แต่จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ทุกคนควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการวางแผนจัดสรรล่วงหน้านั้นส่งผลต่อชีวิตในอนาคตของแต่ละคน ว่าจะใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างมีคุณภาพมากแค่ไหน หรือจะสามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้อย่างที่หลาย ๆ คนต้องการหรือไม่
“หลังจากเรียนจบ ทุกคนก็เริ่มทำงานหาเงิน โดยที่ไม่มีใครสอนว่าจะจัดสรรเงินที่หามาได้อย่างไร เงินเก็บ เงินออมที่มีอยู่ ต่อไปในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าที่ค่าเงินเฟ้อมากขึ้นอีกไม่รู้กี่เท่าจะเพียงพอให้เราใช้ชีวิตต่อไปได้ไหม แต่ต้องบอกว่าปัจจุบันหากเทียบกับ 10 ปีก่อนคนไทยเริ่มตระหนักเรื่องนี้กันมา นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี ในขณะที่ต่างประเทศ อย่างคนอเมริกันเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้กันมานานมาก
เรื่องการเงินเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เพราะเราใช้เวลากว่าค่อนชีวิตในการทำเงิน แต่กลับไม่มีหลักสูตรในการสอนเลยว่า จะต้องบริหารยังไงเมื่อคุณได้เงินเดือนเดือนแรก สิ่งที่บ้านเราสอนคือเรื่องของระบบการทำเงินว่าคุณจะเข้าสู่ระบบแรงงาน ต้องมีอาชีพอะไรบ้าง มีทักษะอะไรบ้าง แต่กลับไม่มีการสอนด้วยซ้ำว่าหน้าที่ของพลเมืองไทยต้องมีการเสียภาษี คนที่ไม่รู้ก็โดนปรับ
มาจนถึงเรื่องเกษียณที่ดูเหมือนจะกลายเป็นปัญหาหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ จะเห็นได้จากข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ว่า 90% ของคนเกษียณไม่สามารถเกษียณออกไปได้แบบมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะการเกษียณต้องมีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้าราว 20-30 ปี แต่คนกลับไม่ค่อยตระหนัก เพราะส่วนใหญ่มองว่าเขาต้องการใช้ชีวิตวันนี้ อยู่แค่ปัจจุบันพอแล้ว ก็เลยใช้เงินไปกับสิ่งไม่จำเป็น”
ร่างพิมพ์เขียว แบบดีไซน์การบริหารจัดการทางการเงินของเหล่า First Jobber
เมื่ออธิบายให้เห็นภาพของความสำคัญในเรื่องของการวางแผนทางการเงิน และเพราะเหตุใดจึงควรต้องมีสถาปนิกการเงินอย่างคุณโอ๊ตเป็นผู้ช่วยเหลือออกแบบเส้นทางแล้วนั้น คุณโอ๊ตจึงได้บอกแนวทางในการดีไซน์การบริหารการเงินให้กับเหล่า First Jobber เพื่อการเริ่มต้นไปสู่เป้าหมายที่มีความปลอดภัยรออยู่ในอนาคตว่า
“จริง ๆ ถ้าจะให้แนะนำเป็นข้อควรทำแบบสำเร็จรูปตายตัว ต้องบอกว่าไม่สามารถทำได้ เพราะแต่ละคนเริ่มต้นด้วยเงินเดือนต่างกัน ปัจจัยในการดำรงชีวิตไม่เหมือนกัน บางคนนอกจากดูแลตัวเองแล้ว ยังต้องรับผิดชอบพ่อแม่ ครอบครัว การออกแบบการเงินจึงเป็นงานแบบ custom made ตามรายบุคคล แต่จะแนะนำแบบภาพรวม โดยถ้าจะให้แนะนำคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งก้าวสู่วัยทำงานว่า หากเราจะพูดถึงเรื่องเกษียณ อาจเป็นสิ่งไกลตัวที่ยังไม่ค่อยมีใครนึกถึงกันมากนัก แต่สิ่งที่คนในวัยนี้รู้สึกมีแรงบันดาลใจคือเรื่องอิสรภาพทางการเงิน หรือการมี passive income หรือเงินที่สร้างกระแสเงินสดที่จะเป็นรายรับกลับมาอย่างสม่ำเสมอ ก็คือการสร้างทางเลือกให้ตัวเองว่าถ้าหากวันนี้เราเบื่องาน แล้วเลือกที่จะไม่ทำงาน แต่เราจะยังมีรายรับกลับมาได้อย่างไร
“ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือ ตั้งเป้าหมายว่าอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า จะอยากมีเงินก้อนเพื่อวัตถุประสงค์อะไร จากนั้นจึงมาดูความสามารถของตัวเองในวันนี้ ว่าจะสามารถทยอยเก็บเงินได้เดือนละเท่าไร เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่เราตั้งไว้ได้ จากนั้นจึงศึกษาหาความรู้ข้อมูลเรื่องของการลงทุนเพื่อหาสิ่งที่เหมาะกับเป้าหมายของเรา และลงมือทำทันที”
หนทางสู่อิสรภาพทางการเงิน
ส่วนหนทางของการไปสู่คำว่า “อิสรภาพทางการเงิน” นั้น คุณโอ๊ตว่า เมื่อไรที่เรามีรายได้มากกว่ารายจ่าย และรายได้ที่มีอยู่นี้คือรายได้ที่มีอยู่ตลอดไป ไม่ว่าจะเจอวิกฤตใดก็จะไม่กระทบกับรายได้นี้ เราก็สามารถบอกได้ว่า เราคือผู้ที่มีอิสระทางการเงินได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แต่ในความเป็นจริง กว่าจะไปสู่การมีอิสระนี้ได้ ระหว่างทางมักมีความท้าทายให้เราต้องเผชิญอย่างแน่นอน
“สิ่งที่มักเป็นกับดักของคนที่ต้องการมี passive income คือ ส่วนใหญ่มักจะเลือกลงทุนในแบบที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเขาต้องการที่จะได้เงินมาให้ไวที่สุด ซึ่งความน่ากลัวอยู่ตรงนี้ มันกลายเป็นว่า เขาต้องเผชิญกับความผันผวนสูงมาก ถ้าสังเกตให้ดี คนรุ่นใหม่ไม่มีใครไม่รู้จักคริปโตเคอร์เรนซี หรือการเล่นเทรดทอง แม้จะเป็นการลงทุนที่ผันผวนมาก แต่เขารู้สึกว่า เขามีต้นทุนน้อย จึงต้องนำเงินมาลงทุนกับอะไรที่ให้ผลตอบแทนสูงและไว โดยที่จริง ๆ แล้ววิธีการนี้ไม่ใช่การลงทุน แต่มันคือการเก็งกำไร ที่ไม่สามารถสร้าง passive income ได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นวิธีการที่ไม่สามารถสร้างเสถียรภาพทางการเงินได้
สิ่งที่สามารถให้คำแนะนำได้ก็คือ ควรแบ่งเงินที่ได้จากความเสี่ยงนี้ มาวางแผนทำระบบให้มีความเสถียรมากขึ้น ผลตอบแทนอาจจะน้อยหน่อย แต่เราได้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอและแน่นอนทุกปี อย่างน้อยก็เป็นแผนสองว่า หากเงินส่วนใหญ่ที่นำไปเก็งกำไรเกิดความผิดพลาด ก็ยังมีเงินในส่วนนี้ที่จะขับเคลื่อนต่อไปได้อยู่ ก็คือการถ่ายโอนเงินมาเพื่อลดทอนความเสี่ยงนั่นเอง”
นอกจากคนรุ่นใหม่ที่ไม่กลัวที่จะเสี่ยง กล้าลงทุนแล้ว ยังมีอีกหลายคนที่มีความสนใจแบ่งเงินออมมาลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย แต่ยังรู้สึกไม่มั่นใจกับความผันผวนของเศรษฐกิจที่ทำให้เขารู้สึกว่ากอดเงินไว้ก่อนในยามนี้น่าจะปลอดภัยกว่า แต่สิ่งที่คิดจะปลอดภัยจริงหรือไม่ สถาปนิกทางการเงินหนุ่มให้ข้อมูลความรู้ที่น่าจะเป็นประโยชน์ และสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจว่า
“ในยุคนี้ ความเสี่ยงที่สูงที่สุดคือการเก็บเงินสด แม้เราจะเคยถูกสอนมาโดยตลอดว่าการเก็บเงินแบบออมทรัพย์ไม่มีความเสี่ยง ยอดเงินที่มีอยู่มันไม่หายไปไหนอย่างแน่นอน แต่อัตราของเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 3-4% ทุกปี จะทำให้อำนาจการใช้จ่ายของเราหายไป อธิบายง่าย ๆ คือ ปีนี้เรามีเงินเก็บอยู่ 100 บาท หากเทียบค่าของเงิน 100 บาทในปีนี้กับอีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้าจะยังเท่ากันอยู่หรือไม่ เมื่อก่อนเรากินข้าวตามร้านในศูนย์การค้าหลักหลายสิบบาทยังทำได้อยู่ แต่ทุกวันนี้ไม่สามารถแล้ว
“สิ่งที่อยากบอกคือ อัตราเงินเฟ้อมันวิ่งไวมาก หากเราเก็บเงินแบบออมทรัพย์ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับประมาณร้อยละ 0.25 ในขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นปีละ 4% เท่ากับเราขาดทุนทุกปี นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เราต้องแบ่งเงินไปลงทุน เราไม่สามารถกำหนดได้ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีช่วงไหน ไม่ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือหากเรามีการวางแผนและจัดการเงินของเราให้ดี บัญชีทุกบัญชีมีการป้องกันความเสี่ยงหรือไม่ หากวันนี้ เราขับรถไปแล้วยางแตก เรามีเงินพอที่จะเปลี่ยนยางไหม หรือวันหนึ่งถ้าเราป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล เรามีเงินจ่ายค่ารักษาหรือเปล่า เราควรต้องซื้อประกันสุขภาพหรือไม่ หรือถ้าเราโดนบริษัทเลย์ออฟขึ้นมา ระหว่างที่ยังหางานใหม่ไม่ได้ เรามีเงินพอที่จะดูแลตัวเองในช่วงที่ไม่มีเงินเดือนได้หรือเปล่า ทั้งหมดมันไม่ใช่เรื่องของการลงทุน แต่มันคือการออกแบบการเงินตามไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเราเอง”
ตั้งสติก่อนโอน อย่าปล่อยให้ความโลภบังตา
ปัจจุบันนอกจากเรื่องอัตราเงินเฟ้อ ความผันผวนของเศรษฐกิจที่น่ากลัว ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรตระหนักให้มากแล้ว ยุคที่มิจฉาชีพแฝงเข้ามาในทุกรูปแบบเพื่อหาทางล่อลวงเงินเก็บของหลายต่อหลายคน ก็เป็นอีกความอันตรายที่กลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศซึ่งยังไม่อาจหาทางแก้ไขได้ คุณโอ๊ตว่า สิ่งที่เราต้องปรับเปลี่ยนคือเรื่องของชุดความคิด หากในแง่ของการลงทุนเราต้องศึกษาสิ่งที่เราจะลงทุนให้ดีก่อน สิ่งที่ต้องคิดอยู่เสมอคือการลงทุนทุกอย่างไม่มีอะไรที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนเกินความเป็นจริงอย่างแน่นอน
“ถ้ามีคนยื่นข้อเสนอบอกว่า ลงทุนแล้วจะได้ผลตอบแทนเดือนละ 20% เราต้องคิดแล้วว่า มันเป็นไปได้จริงเหรอ โดยมากมิจฉาชีพที่มาในคราบของนักลงทุนมักจะเล่นกับความโลภของมนุษย์เป็นหลัก ดังนั้นถ้าเรามีสติ หยุดคิด และพิจารณาให้ดี ตรวจสอบที่มาที่ไป หาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อได้
“สิ่งสำคัญอีกเรื่องคือ ก่อนที่จะโอนเงินให้ใครนำไปลงทุน ต้องตรวจสอบชื่อบัญชีให้แน่ใจ ถ้าเป็นชื่อบัญชีที่เป็นบุคคล ให้คิดไว้ก่อนก็เลยก็ได้ว่ามิจฉาชีพแน่ ๆ เพราะโดยมากแล้วการลงทุนที่ปลอดภัยจริง ๆ คือลงทุนผ่านสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารที่เรารู้จัก หรือสถาบันที่ได้รับการรับรองจาก กลต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) เป็นบริษัทหลักทรัพย์ดำเนินการลงทุน จะไม่มีการให้โอนเงินผ่านบัญชีส่วนบุคคลอย่างแน่นอน”
คุณโอ๊ตว่า แม้เรื่องของการลงทุน และอาชีพสถาปนิกการเงินของเขาอาจยังเป็นสิ่งไกลตัวของหลายคน แต่ปัจจุบันนับว่าคนไทยให้ความสำคัญกับการวางแผนการเงินมากขึ้น รวมถึงสื่อต่าง ๆ ที่พยายามให้ข้อมูลความรู้ในเรื่องนี้อย่างแพร่หลายมากขึ้นนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องราวดี ๆ ที่ทำให้เห็นว่า เราให้ความสำคัญกับ “การใช้เงิน” กันมากขึ้น หากใครที่กำลังมีความตั้งใจอยากมีความมั่นคง มั่งคั่ง ใช้ชีวิตทางการเงินได้อย่างปลอดภัย เกษียณได้อย่างมีคุณภาพ ขอให้เริ่มต้นตั้งเป้าหมาย และลงมือทำทันทีในวันนี้ จะได้มีชีวิตที่ดีที่สุดในวันข้างหน้า
ภาพ : พิทักษ์ สภาธรรม
เรื่อง : EnJoy