ถอดกลยุทธ์ ‘มาเซราติ’ ประเทศไทย ทำไมถึงเป็นแบรนด์ที่ได้ใจลูกค้า ‘LGBTQ+’
แม้ว่าในอดีต ผู้ชายอาจถูกมองว่ามีความสนใจในรถยนต์มากกว่าผู้หญิง แต่ในปัจจุบัน ความคิดนี้ไม่เป็นความจริงเสมอไป ความสนใจในรถยนต์เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพศใดเพศหนึ่ง ดังเช่น มาเซราติ ในไทย ที่มีสัดส่วนลูกค้าที่เป็นกลุ่ม LGBTQ+ ถึง 30% ของยอดขาย อะไรทำให้มาเซราติประเทศไทยถึงมัดใจลูกค้ากลุ่ม LGBTQ+ ได้ ไปหาคำตอบกัน
รู้จักมาเซราติ
เชื่อว่าคนที่ชื่นชอบรถยนต์ต้องรู้จักกับ มาเซราติ (Maserati)แบรนด์รถยนต์หรูสัญชาติอิตาลีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง โดยเฉพาะโลโก้ ตรีศูลของเทพโพเซดอน ซึ่งได้แรงบัลดาลใจมา น้ำพุแห่งเนปจูนซึ่งเป็นรูปปั้นสัญลักษณ์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองโบโลญญา ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของแบรนด์
โดยมาเซราติ ได้ถือกำเนิดจากพี่น้องตระกูลมาเซราติในปี 1914 ที่เริ่มจากการผลิตหัวเทียนสำหรับรถยนต์ ก่อนจะต่อยอดไปสู่การพัฒนา รถแข่ง ในปี 1920 จนมาทศวรรษ 1930 มาเซราติขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ไปสู่รถยนต์หรูสำหรับใช้งานบนท้องถนน
หลังจากที่แบรนด์มี ยุคทองในช่วง ทศวรรษ 1950-1960 มาเซราติก็ประสบปัญหาทางการเงิน เข้าสู่ช่วงขาลงในปี1970-1980 และถูกซื้อกิจการไปมาหลายครั้ง จนมา ทศวรรษ 1990มาเซราติถูกซื้อโดยกลุ่มเฟียต และเริ่มฟื้นฟูแบรนด์อีกครั้ง
ปัจจุบัน มาเซราติเป็นแบรนด์รถยนต์หรูที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม ทำให้มาเซราติมักถูกเปรียบเทียบเสมือนงานศิลปะบนล้อ เพราะผสมผสานความหรูหราเข้ากับความสปอร์ตได้อย่างลงตัว
แค่ 6.5 ล้าน ก็เป็นเจ้าของมาเซราติได้
สำหรับประเทศไทย มาเซราตินำเข้าและจัดจำหน่ายโดย บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน)หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย (MGC-ASIA) โฮลดิ้ง คอมพานี กลุ่มค้าปลีกและเซอร์วิสยานยนต์หลากหลายแบรนด์
อย่างไรก็ตาม ภาพจำของมาเซราติมักจะเป็น รถซูเปอร์คาร์ ราคา 20-30 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริงแล้ว มาเซราติในไทยมีรถหลายเซกเมนต์ โดยแบ่งเป็น
Maserati Grecaleเอสยูวี เริ่มต้นประมาณ 6.5 ล้านบาท
Maserati GranTurismoสปอร์ตคูเป้ เริ่มต้น 12.9 ล้านบาท
Maserati MC20ซูเปอร์คาร์ เริ่มต้น 23.5 ล้านบาท
โดย ปิยะเทพ ศิวากาศ ผู้จัดการทั่วไป มาเซราติ ประเทศไทย เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา มาเซราติประเทศไทยมียอดส่งมอบประมาณ 60 คันสำหรับปีนี้มียอดจองโตขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก 20%โดยคาดว่าสิ้นปีนี้จะมียอดส่งมอบประมาณ 70 คัน
ลูกค้ารุ่นใหม่ 30% เป็น LGBTQ+
หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจของแบรนด์มาเซราติในไทยก็คือ ลูกค้า LGBTQ+ โดย ปิยะเทพเล่าให้ฟังว่า กลุ่มลูกค้ามาเซราติจะแบ่งชัดเจนได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ ลูกค้ากลุ่มดั้งเดิมอายุ 50-60 ปี ที่มี ชื่นชอบในตัวแบรนด์อยู่แล้ว แต่อีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ Urban Luxuryอายุ 35-40 ปี ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้ถึง 30%เป็น LGBTQ+
โดยปิยะเทพ มองว่าสาเหตุที่ทำให้มาเซราติมัดใจลูกค้ากลุ่ม LGBTQ+ ก็คือ การ คัสตอมไมซ์ได้ตามความต้องการของลูกค้า ต่างจากแบรนด์พรีเมียมที่อาจมีสินค้าในราคาเดียวกัน แต่ไม่สามารถคัสตอมไมซ์รถได้ตามใจ จุดนี้จึงเป็นข้อได้เปรียบ ของมาเซราติ เพราะต้องยอมรับว่า ลูกค้ากลุ่มลักชัวรีต้องการ สะท้อนความเป็นตัวตนผ่านทุกสิ่งรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแฟชั่น, ที่พัก รวมถึงรถยนต์ ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ของมาเซราติเลือกที่จะคัสตอมไมซ์รถเพื่อให้สะท้อนถึงตัวตน บางคนใช้งบมากกว่าราคารถด้วยซ้ำ
“เพราะคนมีเงินเขาไม่ค่อยชอบแต่งตัวเหมือนใคร ถ้าเจอคนใส่ชุดเหมือนกันเขาก็จะรู้สึกเสียเซลฟ์เหมือนกัน ดังนั้น แนวคิดนี้มันก็ไปบนฐานลูกค้ามาเซราติเหมือนกัน เราเลยเห็นว่าลูกค้าส่วนน้อยมาก ๆ ที่ไม่ปรับแต่งรถที่สั่ง บางคนใช้แต่งรถแพงกว่าราคารถก็มี”
6 หรือ 50 ล้านก็ได้ประสบการณ์เอ็กซ์คลูซีฟ
อีกจุดที่ทำให้มาเซราติยังคงมีรอยัลตี้เหนียวแน่น ซึ่งวัดได้จาก 20% ของยอดขายแต่ละปีมาจากลูกค้าเก่า ก็คือ ประสบการณ์ที่ได้รับด้วยโควต้าจำหน่ายแต่ละปีที่จำกัด ทำให้นอกจากจะทำให้ลูกค้าคัสตอมไมซ์รถได้ตามใจ การบริการก็สามารถได้ได้ทั่วถึง ในระดับเดียวกันไม่ว่าจะซื้อรถราคา 6 ล้านบาท หรือ 20 ล้านบาท
“หนึ่งที่หลายแบรนด์ในระดับราคา 5-6 ล้านบาททำไม่ได้ก็คือ เอ็กซ์พรีเรียนแบบเหนือระดับ เพราะเขาเน้นวอลลุ่ม ดังนั้น สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างได้คือ ประสบการณ์ นี่จึงเป็นสิ่งที่เราเน้นย้ำว่า เขามาเลือกแล้วเลือกไม่ผิด เพราะว่าการที่จะจ่ายเงิน 6-7 ล้านบาท ทุกคนอยากมีความเอ็กซ์คลูซีฟ มีความ VIP”
นอกจากนี้ ที่มาเซราติประเทศไทยรู้จักพฤติกรรมลูกค้าในเชิงลึกเป็นเพราะ การมีส่วนร่วมของแบรนด์เพราะลูกค้ามาเซราติจะมี คลับ ที่มักจะะจัดกิจกรรมเพื่อพบปะสังสรรค์และพรีเซ็นต์ตัวเอง ซึ่งมาเซราติก็ได้ทำงานร่วมกับประธานคลับ เพื่อพยายามมีส่วนร่วมและสนับสนุน นอกจากนี้ ทางมาเซราติเองก็จะมีการจัดกิจกรรมในช่วงรอยต่อที่คลับไม่มีกิจกรรม รวมแล้วทั้งมาเซราติและคลับมีการจัดกิจกรรมประมาณ 8-9 ครั้ง/ปี
“คลับของลูกค้าเราจะไม่เหมือนแบรนด์อื่น คือ เน้นพบปะ สังสรรค์ ปาร์ตี้ ได้มาแลกเปลี่ยน ไม่ได้มาเน้นไปที่การขับขี่รถ”
ทุ่มงบ 10 ล้าน รีโนเวทโชว์รูมพารากอน
ล่าสุด บริษัทได้ทุ่มงบประมาณกว่า 10 ล้านบาทรีโนเวตโชว์รูมรถยนต์มาเซราติ ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ภายใต้คอนเซ็ปต์ห้องศิลป์แห่งความหลงใหล ซึ่งจะมี Corporate Identity เหมือนกับที่อิตาลี โดยโชว์รูมใหม่นี้จะไม่ได้เปิดโล่ง แต่ล้อมรอบด้วยกระจกใส มองเห็นได้จาก 3 ด้าน พร้อมโชว์รถเพียงแค่ รุ่นเดียวเสมือนโชว์งานศิลปะ
นอกจากนี้จะมีห้องพิเศษซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถรังสรรค์รายละเอียดการตกแต่งรถยนต์มาเซราติแบบ immersive 3D ที่เรียกว่าโปรแกรม Fuoriserieซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับโชว์รูมในเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และนับเป็นโชว์รูมมาเซราติ ที่มาพร้อมอัตลักษณ์ใหม่ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขอโตช้า ๆ เพื่อรักษาตัวตน
ปิยะเทพ ยอมรับว่าในแง่คนทำธุรกิจก็อยากเติบโต แต่แบรนด์มาเซราติมีข้อจำกัดในเรื่องของ กำลังการผลิตนอกจากนี้ ถ้าแบรนด์ขายมากขึ้น การลงทุนก็ต้องมากขึ้นตาม เพื่อรักษามาตรฐานการบริการ ดังนั้น แนวทางการเติบโตของมาเซราติจะไม่เน้นเรื่อง จำนวนเพื่อรักษาคุณภาพของบริการ และ คาแรกเตอร์ ของแบรนด์ซึ่งก็คือ ความ Personalize
“คนทำธุรกิจเราอยากขายเยอะอยู่แล้ว แต่ลูกค้าเราก็พูดเองว่าอย่าไปทำเยอะ ๆ นะ อย่าไปทำเป็นแมสนะ เราเลยต้องบาลานซ์ทั้งลูกค้าเก่า และหาลูกค้าใหม่ ดังนั้น เราอยากคงคาแรกเตอร์ของเราไว้คือ โปรดักส์ที่มีความ Personalize แต่สุดท้าย แล้ว ทุกอย่างที่เราทำมันไม่ใช่เพราะนโยบายของเรา แต่พฤติกรรมลูกค้าที่เป็นตัวกำหนด”