1O กองทุน RMF ผลตอบแทน 1O ปีดีที่สุด
ใช้แรงทำเงิน& ให้เงินทำงาน กดSubscribe รอเลย…
Facebook| Line| Youtube | Instagram
หากถามว่า“ควรซื้อกองทุนRMF ช่วงนี้หรือไม่” หลายคนอาจขอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนกว่านี้แล้วค่อยตัดสินใจ หรือขอรอซื้อปีหน้า เพราะกังวลว่าเมื่อซื้อไปแล้วตลาดปรับลดลงและทำให้ขาดทุน อย่างไรก็ตาม กองทุนRMF ถูกออกแบบเพื่อลงทุนระยะยาว ดังนั้น เมื่อเห็นตลาดปรับลดลง น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการเข้าซื้อ
กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(กองทุนRMF) หลัก ๆ มีนโยบายการลงทุน4 ประเภท
- นโยบายลงทุนหุ้น(เช่น หุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ)
- นโยบายลงทุนตราสารหนี้(เช่น ตราสารหนี้ไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ)
- นโยบายลงทุนแบบผสม(ผสมระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้)
- นโยบายลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก(เช่น ทองคำ)
ถ้าสนใจซื้อกองทุนRMF จุดที่เหมาะสม คือ ซื้อเมื่อพร้อมและจังหวะตลาดปรับลดลง และใช้วิธีทยอยลงทุนอย่างสม่ำเสมอ(DCA) เพราะการลงทุนแบบDCA ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน(เช่น ทุกเดือน) และทำต่อเนื่องจะทำให้ได้ถัวเฉลี่ยต้นทุนไปเรื่อย ๆ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นวัยทำงาน มีเงินออมจำกัด หรือยังไม่กล้าใส่เงินก้อนใหญ่เข้าลงทุน อีกทั้ง ผู้ที่เสียภาษีจะรู้ว่าในแต่ละปีจะต้องจ่ายภาษีจำนวนเท่าใด จึงรู้ว่าควรแบ่งเงินมาซื้อRMF จำนวนเท่าใดด้วย ที่น่าสนใจไปกว่านั้น กองทุนRMF ยังถูกออกแบบมาเพื่อเป็นช่องทางสะสมเงินเตรียมไว้ใช้หลังเกษียณอีกด้วย
สำหรับการลงทุนกองทุนRMF ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แนะนำว่าสามารถใช้อายุของตัวเอง เทียบกับระยะเวลาในการถือครองกองทุน เพื่อเป็นแนวคิดในการลงทุน
วัยเริ่มทำงาน เนื่องจากกองทุนRMF สามารถขายคืนได้ตอนอายุครบ55 ปีบริบูรณ์ ดังนั้น ถ้ายังอายุไม่มาก อาจเลือกซื้อกองทุนSSF ก่อน แต่หากฐานภาษีสูงและซื้อกองทุนSSF จนเต็มสิทธิแล้ว ควรซื้อกองทุนRMF เพื่อลดหย่อนภาษีด้วย ถือเป็นทางเลือกที่ดีในการเริ่มวางแผนเกษียณตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะข้อดี คือ การถือครองในระยะยาว สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพราะระยะเวลาถือครองที่นานขึ้น เป็นการลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง
อายุ46 ปี ขึ้นไปเป็นช่วงอายุที่การซื้อกองทุนRMF ใช้เวลาถือครองตามเกณฑ์ลดหย่อนภาษีน้อยกว่าการซื้อกองทุนSSF หลายคนจึงหันมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีผ่านกองทุนRMF แทนจนเต็มสิทธิ
วัยใกล้เกษียณถ้ามีแนวคิดว่าเมื่อเกษียณไปแล้วต้องนำเงินในกองทุนRMF ออกมาใช้ ควรจะซื้อกองทุนRMF ที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ที่เสี่ยงต่ำ(เช่น ตราสารหนี้) และควรดูผลประกอบการของกองทุนที่ถือครองอยู่ เช่น ถ้ามีกองทุน ที่มีนโยบายลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงอยู่เป็นจำนวนมาก ควรเริ่มเปลี่ยนมายังกองทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อเน้นการรักษาเงินต้น