โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“Canva” บริษัทซอฟต์แวร์กราฟิกดีไซน์พลัง AI จากออสเตรเลีย บุกตลาดยุโรปแล้ว

Positioningmag

อัพเดต 08 มิ.ย. 2566 เวลา 10.19 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2566 เวลา 09.32 น.

บริษัทซอฟต์แวร์กราฟิกดีไซน์จากแดนจิงโจ้ “Canva” บุกตลาดยุโรปอย่างเป็นทางการ ตั้งสำนักงานใหญ่ภูมิภาคในลอนดอน โดยการขยายตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์อุตสาหกรรมเทคที่กำลังผันผวน แต่ซีอีโอหญิง “Melanie Perkins” เชื่อว่าบริษัทจะสามารถต้านทานปัจจัยลบต่างๆ ได้

Canvaปิดสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรปที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ไปเมื่อเดือนที่แล้ว โดยมุ่งมั่นที่จะแข่งขันกับบริษัทเทครายใหญ่ เช่น Adobe, Microsoft และดึงดูดให้ทั้งองค์กรและบุคคลทั่วไปหันมาใช้โปรแกรมดีไซน์ของบริษัทได้มากขึ้น
แม้ว่าตลาดดูจะไม่สู้เป็นใจนักต่อวงการเทค ท่ามกลางกระแสการเลย์ออฟทั่วโลก และเศรษฐกิจที่คาดว่าจะชะลอตัวลง แต่ Melanie Perkins ซีอีโอของ Canva เชื่อว่าบริษัทอายุ 9 ปีแห่งนี้จะรับแรงกดดันได้
“จากการที่เรามีกำไรมาตลอด 6 ปี มีกระแสเงินสดที่แข็งแรง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก” Perkins กล่าวกับสำนักข่าว CNBC
Canva นั้นเป็นซอฟต์แวร์เครื่องมือที่ใช้สำหรับงานดีไซน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเว็บไซต์ พรีเซนเทชั่น ไปจนถึงคอนเทนต์สำหรับลงโซเชียลมีเดีย โดยมีทั้งเครื่องมือที่ให้ใช้ฟรีและที่ต้องชำระเงิน
บริษัทระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม 2023 บริษัททำรายได้ไปแล้ว 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีกระแสเงินสดอยู่ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ
[caption id="attachment_1377474" align="alignnone" width="940"]

Melanie Perkins

Melanie Perkins ซีอีโอ Canva (Photo By Eóin Noonan/Sportsfile for Web Summit via Getty Images)[/caption]
ในจำนวนสมาชิกทั่วโลก 135 ล้านคน มีสมาชิก 16% ที่ใช้งานอยู่ในยุโรป และจากสมาชิกทั่วโลก มีอยู่ประมาณ 15% ที่ใช้งานในระบบชำระเงิน แบ่งได้เป็นผู้ใช้งานแบบบุคคลทั่วไป 14 ล้านคน ส่วนอีก 6 ล้านคนเป็นผู้ใช้ในระดับองค์กร ลูกค้าของ Canva ที่เป็นองค์กรนั้นมีทั้ง Unilever, Rolls Royce และ WPP (บริษัทโฆษณาที่ใหญ่ที่สุดในโลก)
“เรากำหนดราคาสินค้าของเราให้เข้าถึงได้ง่ายมากๆ ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค คนก็จะหันมาใช้ Canva มากกว่าที่จะหันหนี” Perkins กล่าว “เราได้เห็นสถานการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาซึ่งเศรษฐกิจผันผวนเริ่มเป็นปัจจัยสำคัญ”

ใช้ “เวทมนตร์” แห่ง AIต่อสู้ในธุรกิจ

บริษัท Canva ใช้ AI ในการพัฒนาบริการมาตลอด โดยการอัปเดตฟีเจอร์รอบล่าสุดของแพลตฟอร์มนี้ ทำให้บริษัทมีลูกค้าใหม่เข้ามาถึง 10 ล้านรายภายในเวลาเดือนเดียว ปัจจุบัน AI กลายเป็นคำที่วงการเทคใช้กันทั่วไป แต่ Canva ที่ใช้ AI เป็นเบื้องหลังมาตลอด ได้เรียกสิ่งนี้ว่า “เวทมนตร์” (magic) เช่น ฟีเจอร์คำสั่งเปลี่ยนสิ่งของในรูปจากสิ่งหนึ่งไปเป็นอีกสิ่งหนึ่งอัตโนมัติ ถูกเรียกว่า ‘Magic Edit’ จนคำนี้กลายเป็นแบรนดิ้งของบริษัท
[caption id="attachment_1433513" align="alignnone" width="1582"]

Canva

เครื่องมือ Magic Edit สามารถสั่งเปลี่ยนสิ่งของในรูปจากสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง[/caption]
นอกจากนี้ Canva ยังเป็นพันธมิตรกับ OpenAI แล้ว เพื่อร่วมมือกันพัฒนาเครื่องมือ Magic Write เป็นเครื่องมือสำหรับเขียนข้อความในพรีเซนเทชั่นหรือโพสต์ให้โดยอัตโนมัติ เพียงแค่ป้อนคำสั่งเข้าไปไม่กี่คำ
ท่ามกลางความกังวลของสังคมต่อการใช้ AI คิดข้อความหรือข้อมูลออกมาเอง Perkins เองก็ใส่ใจในเรื่องนี้เช่นกัน โดยเธอระบุว่า Magic Write จะไม่สามารถทำงานได้ในบางหมวดข้อมูล เช่น การแพทย์ การเมือง เพราะทางบริษัทมองว่าหมวดเหล่านี้ยังเสี่ยงอันตรายในการใช้ AI

อุตสาหกรรม “สร้างสรรค์”กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง?

เมื่อ AI มาถึง ทำให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์กำลังกังวลถึงโลกดิสรัปชัน เพราะบางแพลตฟอร์มเริ่มทำให้การรังสรรค์ภาพหรือคอนเทนต์ใดๆ ออกมาทำได้ง่ายขึ้น
Perkins มองประเด็นนี้ว่า เครื่องมือใหม่เหล่านี้มีความตั้งใจที่จะทำให้กระบวนการดีไซน์ทำได้ง่ายขึ้น ราบรื่นขึ้นมากกว่า
“ทุกอุตสาหกรรมต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง แน่นอนว่าอุตสาหกรรมของเราก็ไม่แตกต่างกัน” เธอกล่าว “เมื่อเทคโนโลยีใหม่มาถึง อุตสาหกรรมทั้งหมดต้องปรับตัวและทุกคนต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ฉันคิดว่านั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตลอด”
“เมื่อครั้งที่เราเปิดตัว Canva คนพูดกันว่า ‘โห นี่จะทำให้งานกราฟิกดีไซน์ถึงจุดจบเลยนะ’ และสุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ฉันคิดว่าเราได้เห็นความต้องการงานกราฟิกดีไซน์และการสื่อสารด้วยภาพภายในองค์กรต่างๆ มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก” Perkins กล่าว
Canva กำลังจะครบรอบ 10 ปีในเดือนสิงหาคมนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ว่า หลังจากนั้นบริษัทจะต้องไปให้ถึงเป้ามีผู้ใช้งาน 1,000 ล้านคนทั่วโลก และจะเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกให้ได้
Source

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...