ความ 'ขี้เกียจ' สร้างอารยธรรมมนุษย์ได้อย่างไร
ตั้งแต่ที่บรรพบุรุษของมนุษย์อพยพออกจากแอฟริกา มนุษย์ก็มีสังคมและการดำรงชีวิตแบบล่าสัตว์หาของป่า (Hunter-Gatherers) กล่าวคือ มนุษย์จะอพยพโยกย้ายถิ่นฐานไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้อยู่อย่างถาวร การหาอาหารก็มาจากการล่าสัตว์และกินพืชผลที่อยู่ในบริเวณนั้น และเมื่ออาหารหมดลง ก็จะอพยพไปยังบริเวณอื่นต่อไป
จนกระทั่งมนุษย์รู้จักการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ เลยทำให้มนุษย์ตัดสินใจตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร มีการสร้างที่อยู่อาศัย พัฒนาเป็นสังคมเมือง ก่อนที่จะกลายเป็นอารยธรรมในท้ายที่สุด
แล้วปัจจัยสำคัญอะไร ที่ทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงตัวเองจากอพยพไปเรื่อย ๆ กลายเป็นตั้งถิ่นฐานถาวร นักวิจัยด้านมานุษยวิทยาชีวภาพของสถาบันสมิธโซเนียน สหรัฐอเมริกา ก็ได้ให้คำตอบว่า 'ความขี้เกียจ' ของคนเราเนี่ยแหละ คือคำตอบของเรื่องนี้
จากการศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกมนุษย์ยุคปัจจุบันหรือโฮโม เซเปียนส์ กับโครงกระดูกบรรพบุรุษมนุษย์สปีชีส์ต่าง ๆ รวมถึงสัตว์จำพวกไพรเมตพบว่า บริเวณใกล้กับข้อต่อกระดูกหรือที่เรียกว่ากระดูกพรุนที่มีลักษณะเป็นฟองน้ำ มีความหนาแน่นน้อยกว่ากระดูกของมนุษย์ยุคแรกและสัตว์ไพรเมต
ในตอนแรกนักวิจัยคาดการณ์ว่า การเปลี่ยนแปลงของกระดูกนี้ ปรากฏขึ้นในช่วง 2-3 ล้านปีก่อน ในตอนที่โฮโม อีเรคตัส (Homo Erectus) อพยพออกจากแอฟริกา การเดินทางที่ไกลมากขึ้น ทำให้กระดูกมีความหนาแน่นน้อยและเบาลง
ทว่าจากการศึกษาภายหลังกลับพบว่า การเปลี่ยนแปลงของกระดูกเกิดขึ้นในช่วง 12,000 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มนุษย์เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตจากล่าสัตว์หาของป่ามาเป็นตั้งถิ่นฐานถาวร
และที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะมนุษย์ขี้เกียจที่จะอพยพโยกย้ายไปที่อื่นแล้ว เลยตัดสินใจตั้งถิ่นฐานถาวรและเพาะปลูกพืชเลี้ยงสัตว์แทน
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า ความขี้เกียจไม่ยอมออกไปล่าสัตว์หรือขยับร่างกายไปไหน ทำให้กระดูกของมนุษย์ยุคหลังค่อย ๆ แข็งแรงน้อยลงหากเทียบกับมนุษย์ยุคแรกที่ยังออกไปล่าสัตว์
“เราระบุว่าเป็นเพราะการขาดความคล่องตัว และจำนวนประชากรที่อยู่อย่างถาวรมากขึ้น”
“การออกกำลังกายและการเคลื่อนไหว เป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างกระดูกที่แข็งแรง” ทิโมธี ไรอัน (Timothy Ryan) รองศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัย Penn State University กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นนี้
ใครจะไปรู้ว่าความขี้เกียจ จะทำให้มนุษย์ก้าวกระโดดได้ไกลขนาดนี้