โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

“เซลล็อกซ์” เพิ่มดีกรีเจาะ B2B ผ่ากำลังซื้อ ลุ้นโตเลข 2 หลัก

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ค. 2565 เวลา 14.47 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2565 เวลา 04.41 น.

บีเจซี เปิดเกมรุกทุ่ม 1,600 ล้าน ลงทุนใหญ่ในรอบ 30 ปี เพิ่มกำลังการผลิตกระดาษทิสชู-ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน เดินหน้าขยายกลุ่มลูกค้าบีทูซีและบีทูบีตั้งเป้าโตดับเบิลดิจิต

ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ ผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี เปิดเผยว่า ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 บริษัทมองเห็นเทรนด์การใช้งานของกระดาษทิสชูที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยเมื่อหลายปีที่ผ่านมาผู้คนส่วนใหญ่นิยมใช้กระดาษแบบม้วน แต่ปัจจุบันเริ่มหันมาใช้กระดาษทิสชูแบบแผ่นในชีวิตประจำวันมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการใช้กระดาษเช็ดหน้าเพื่อการแต่งหน้า หรือใช้เพื่อซับเหงื่อบนใบหน้าและลำคอ รวมถึงการใช้สำหรับเช็ดมือขยายตัวเพิ่มขึ้น

ส่งผลให้ภาพรวมตลาดกระดาษทิสชูแบบม้วนที่มีมูลค่า 3,000-4,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย พรีเมี่ยม, มีเดียม และอีโคโนมี ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเติบโตทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 4-5%

ขณะที่บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตมากกว่าตลาดอยู่ที่อัตรา 11% และเพื่อผลักดันตลาดให้เติบโตขึ้น เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เซลล็อกซ์ ภายใต้การบริหารของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จึงได้ทุ่มงบฯลงทุน 1,600 ล้านบาท ขยายกำลังการผลิตกระดาษทิสชูเพิ่มขึ้น 27,500 ตันต่อปี ซึ่งเป็นเครื่องผลิตกระดาษเครื่องที่ 5 หรือเรียกว่า PM 5 ที่มีเทคโนโลยีในการบดเยื่อแบบ papillon refiner และการรีดน้ำออกจากกระดาษแบบ shoe press มาติดตั้งเพื่อลดการใช้พลังงานในการผลิต

ส่วนโรงงานแปรรูปกระดาษบริษัทได้นำเทคโนโลยีการขึ้นรูปลายกระดาษแบบ joint embosser เพื่อให้ได้กระดาษที่มีลวดลายสวยงาม เพิ่มความหนา และการซึมซับ

รวมถึงการนำระบบ automation และหุ่นยนต์มาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการผลิต การบริหารจัดการสินค้า และยังได้ลงทุนระบบคลังสินค้าอัตโนมัติเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนลดลงแต่ยังคงคุณภาพตามมาตรฐานการส่งมอบสินค้า

เพื่อสามารถตอบโจทย์การใช้เช็ดทำความสะอาดของผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย

ดร.ตุลย์ย้ำว่า การลงทุนดังกล่าวส่งผลให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวมมากที่สุดในไทย และจะสามารถรองรับการเติบโตในระยะ 7-8 ปีข้างหน้า และถือว่าเป็นงบฯก้อนใหญ่สุดในรอบ 30 ปีของโรงงานกระดาษทิสชู ซึ่งยังไม่รวมมูลค่าที่ดินตั้งโรงงาน

สำหรับแผนการดำเนินงานต่อจากนี้ บริษัทมุ่งให้ความสำคัญกับการขยายตลาดให้กว้างขึ้น ทั้งกลุ่มผู้บริโภค (B2C) รวมถึงเจาะกลุ่มองค์กรต่าง ๆ (B2B) เช่น โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน ห้างค้าปลีก ควบคู่กับการใช้งบฯทำตลาดราว ๆ 100 ล้าน เพื่อใช้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย

โดยเน้นใช้สื่อและกิจกรรมการตลาดแบบครบวงจร ทั้งออฟไลน์ ออนไลน์ และอินฟลูเอนเซอร์ พร้อมร่วมมือกับไลน์เฟรนด์ แคแร็กเตอร์ยอดฮิต ออกลายใหม่ ๆ รวมถึงในช่วงเทศกาลปีใหม่ได้จับมือกับหมอช้างออกลายทิสชูนกยูงเสริมด้านสิริมงคล ทั้งนี้ ก็เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาด

ด้านตลาดต่างประเทศบริษัทวางแผนขยายการผลิตกระดาษทิสชูไปยังตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีโรงงานตั้งอยู่ที่ประเทศเวียดนาม 2 แห่ง คือ BJC Cellox Viet Nam Company Limited และ Vina Paper Company Limited และที่ประเทศกัมพูชา 1 แห่ง คือ BJC Cellox Combodia Company Limited ซึ่งมีกำลังการผลิตกระดาษทิสชูมากกว่า 90,000 ตันต่อปี

ต้นทุนผลิตเพิ่ม สินค้าบางรายการ ปรับขึ้นราคา 3-5%

พร้อมกันนี้ ดร.ตุลย์ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้สถานการณ์ค่าเงินบาทอ่อนรวมถึงราคาพลังงาน ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบกระดาษทิสชูเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานบริษัทเพิ่มขึ้นกว่า 40% จากการนำเข้าวัตถุดิบเยื่อกระดาษเส้นใยสั้นจากต่างประเทศ จึงหันมาใช้เยื่อเส้นใยสั้นในประเทศทดแทนชั่วคราว ประกอบกับยังพอมีสต๊อกวัตถุดิบเยื่อไว้ซึ่งจะใช้ได้อีกประมาณ 6 เดือน

ขณะเดียวกัน บริษัทพยายามลดคอสต์ทุกอย่างลง และยอมรับว่าสินค้าบางรายการมีการปรับขึ้นราคาไปแล้วประมาณ 3-5%

“สำหรับในช่วงครึ่งปีหลังปัจจัยเรื่องเงินเฟ้อยังเป็นแรงกดดันต่อการผลิตสินค้า ขณะที่กำลังซื้อผู้บริโภคยังน่าเป็นห่วง คือเมื่อเกิดเอฟเฟ็กต์การขึ้นราคาสินค้าจะมีผลกระทบไปนานกว่า 2-3 เดือน สังเกตจากที่เราได้ปรับราคาทำให้ยอดขายชะลอไป 2 เดือน จากนั้นจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้น และในสิ้นปี 2565 บริษัทต้องการสร้างรายได้ให้เติบโตดับเบิลดิจิต

“โดยในครึ่งปีแรกเริ่มทำได้ใกล้เคียงแล้ว ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้มาจากในประเทศ 90% และส่งออกต่างประเทศ 10%” ดร.ตุลย์กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...