โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ผัก-ผลไม้ ฟรีซดราย” มีคุณประโยชน์เหมือนเดิมไหม?

เดลินิวส์

อัพเดต 23 ก.ค. 2568 เวลา 17.46 น. • เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 23.30 น. • เดลินิวส์
แต่ก็มีข้อควรระวังที่นักกำหนดอาหารเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน แนะกิน ‘ผัก-ผลไม้ ฟรีซดราย” อย่างไรถึงปลอดภัยไร้กังวล

วันนี้ “เดลินิวส์” นำบทความจาก โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ โดย “วีณา หัตถากรวิริยะ” นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ศูนย์โภชนาการและการกำหนดอาหาร กล่าวถึง กระแสผักผลไม้กรอบที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ทั้งอร่อย รับประทานเพลิน มีคำเคลม เรื่องคุณประโยชน์มากมาย ทำให้หลายคนต่างตั้งคำถามกันว่า ผักผลไม้กรอบ มีคุณประโยชน์อยู่ครบ จริงหรือไม่ ?

โดยก่อนอื่นอยากให้ทุกคนรู้จักผักกรอบกันก่อน ผักกรอบหรือผลไม้กรอบ คือผักผลไม้ที่ผ่านกระบวนการถนอมอาหารที่เรียกว่า “ฟรีซดราย” (Freeze-Dry) โดยกระบวนการถนอมอาหารรูปแบบนี้เป็นการกำจัดความชื้นออกจากอาหาร โดยมีขั้นตอนหลัก 3 ขั้นตอน คือ
1. การแช่เยือกแข็ง (freezing) เป็นการลดอุณหภูมิของอาหารให้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง (freezing point) เพื่อให้เกิดผลึกน้ำแข็ง
2. การทำให้แห้งขั้นต้น (Primary Drying) ด้วยวิธีการระเหิด ผลึกน้ำแข็งในอาหารให้กลายเป็นไอน้ำโดยไม่ผ่านความร้อน
3. การทำให้แห้งขั้นที่สอง (Secondary Drying) เมื่อการทำแห้งขั้นต้นเสร็จสมบูรณ์ น้ำแข็งจะละลายไปหมด จะมีความชื้นที่หลงเหลืออยู่ จึงต้องมีการทำแห้งด้วยการเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น เพื่อดึงเอาความชื้นที่เหลืออยู่ออกถึงระดับความชื้นที่ปลอดภัย

โดยกระบวนการฟรีซดรายที่กล่าวไปข้างต้น ได้มีงานวิจัยที่กล่าวถึง กระบวนการ“ฟรีซดราย”กับคุณประโยชน์ของอาหารที่นำมาทำไว้ว่า กระบวนการถนอมอาหารด้วยวิธีการนี้เป็นการรักษารสชาติ กลิ่นและคุณค่าสารอาหารไว้อย่างดี เนื่องจากไม่ผ่านกระบวนการที่อุณหภูมิสูงเกินไป

แล้วหลายคนสงสัยว่า เราสามารถรับประทานผักผลไม้กรอบได้แทนขนมกรุบกรอบเลยได้หรือเปล่า? ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น “กระบวนการฟรีซดราย” เป็นกระบวนการที่สามารถรักษาคุณประโยชน์ได้เหมือนกับเรารับประทานผักผลไม้สด แต่หากเราตัดสินใจที่จะรับประทานก็มีข้อควรระวังที่นักกำหนดอาหารเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน

ประการที่ 1 : เลือกร้านที่ใช้กระบวนการฟรีซดราย ไม่ใช่การนำผักผลไม้ไปทอดแล้วมาอบให้กรอบ เพราะกระบวนการนี้ผ่านความร้อนปริมาณสูงทำให้ไม่เหลือคุณประโยชน์ของผักผลไม้ และยังได้ไขมันเพิ่มมาอีกด้วย
ประการที่ 2 : ปริมาณที่รับประทาน โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ในแต่ละวันควรบริโภคผักและผลไม้สด ปริมาณ 400 กรัม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งถือเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ หากเทียบง่ายๆ จะเท่ากับปริมาณผักผลไม้สด 4-6 ทัพพี แต่หากนำมาแปรรูปเป็นผักผลไม้กรอบ แต่ละร้านจะมีกระบวนการผลิตทำให้แห้งและน้ำหนักเบาลงไม่เท่ากัน ควรรับประทานวันละประมาณ 40 กรัม* และดื่มน้ำให้เพียงพอ
ประการที่ 3 : เลือกผักผลไม้ที่รับประทาน ควรรับประทานผักและผลไม้ให้หลากหลายชนิด ถ้าเป็นผักควรเลือกเป็นผักที่ไม่มีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก โดยผักที่มีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น ฟักทอง มันฝรั่ง มันม่วง มันเทศ ประการสุดท้าย : เลือกผักผลไม้อบกรอบที่ไม่ใส่น้ำตาลหรือปรุงรสชาติเพิ่มเติม เพราะจะทำให้เราบริโภค น้ำตาล โซเดียมในปริมาณมากเกินไป ทางที่ดีควรเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากโภชนาการ เพื่อให้เราได้ทราบถึงส่วนประกอบและปริมาณที่ควรบริโภคต่อ 1 ครั้ง *คิดจากการนำผักผลไม้สด 400 กรัมมาฟรีซดรายแบบสมบูรณ์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...