โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ยอมถอยที่ชายแดน แก้แค้นบนศาลโลก! ส่องสื่อกัมพูชาเดินหน้าสู้เพื่อช่องบก

Amarin TV

เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 10.09 น.
Spotlight รวบรวมการรายงานข่าวที่น่าสนใจในกัมพูชา หลังล่าสุด กองทัพทั้งสองประเทศเจรจา ยอมถอยคนละก้าว แต่กัมพูชายังเรียกร้องให้ไทยขึ้นศาลโลก

แม้กองทัพบกไทยจะออกมาเปิดเผยการเจรจากันอย่างลับ ๆ เมื่อวานนี้ จนทำให้กองทัพกัมพูชาสั่งถอนทหารออกจากเส้นเขตแดนบริเวณช่องบกที่รุกล้ำเข้ามา ส่วนทหารไทยเองก็ยินยอมปรับการวางกำลัง ให้กลับไปสู่แนววางกำลังเดิมเมื่อปี พ.ศ.2567 เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ยอมถอยคนละก้าวในเขตชายแดน และลดความร้อนแรงที่อาจเสี่ยงต่อการปะทะและสูญเสียโดยไม่จำเป็น

แต่โดยภาพรวมแล้ว ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศยังไม่จางหายไปไหน ล่าสุด กัมพูชาสั่งลดเวลาพำนักของคนไทยในประเทศ เหลือเพียง 7 วัน จาก 60 วัน เมื่อครบกำหนดพลเมืองไทยจะต้องเดินทางออกจากกัมพูชา แล้วจึงสามารถกลับเข้ามาเพื่อประทับตราหนังสือเดินทางหรือบัตรผ่านแดนใหม่ได้ เพื่อเป็นการตอบโต้มาตรการไว้ที่ระดับเดียวกับไทยที่จำกัดเวลาพำนักของชาวกัมพูชาเช่นกัน ขณะที่สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ออกมาโพสต์เฟซบุ๊ก ยืนยันว่า กัมพูชาไม่ได้ถอนกำลังทหารแต่เป็นการปรับวางกำลังใหม่เท่านั้น

เห็นได้ชัดว่า นี่เป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่ยังไม่นิ่ง Spotlight ชวนมาส่องบรรยากาศที่เกิดขึ้นในกัมพูชาขณะนี้ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ผ่านสำนักข่าวและสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะพาดหัวข่าวของสำนักพิมพ์ระดับชาติกัมพูชา อย่าง พนมเปญโพสต์ แขมร์ไทมส์ เทมย-เทมย เป็นต้น โดยได้ใช้โปรแกรมแปลภาษาพาดหัวเป็นภาษาไทย ดังนี้

จากตัวอย่างพาดหัวข่าวบางส่วน จะเห็นว่าสื่อกัมพูชายังให้ความสนใจต่อประเด็นความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา กรณีชายแดนช่องบก โดยมีการรายงานความเคลื่อนไหวของผู้นำประเทศที่เกี่ยวข้อง ทั้งสมเด็จ ฮุนเซ็น การเจรจาของกองทัพกัมพูชากับกองทัพไทย คำแถลงรัฐมนตรีต่างประเทศ ตลอดจนการปรับตัวของกองทัพเพื่อรับมือกับเหตุปะทะ และประเด็นสังคม-วัฒนธรรมของไทยกับกัมพูชา เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า มีประเด็นสำคัญที่สื่อหลายสำนักในกัมพูชาค่อนข้างให้ความสนใจเป็นพิเศษ สื่อทุกสำนักต่างรายงานประเด็นนี้ ซึ่งตามมาด้วยการพูดคุยบนโลกโซเชียลของประชาชนชาวกัมพูชาที่ค่อนข้างดุเดือด โดย Spotlight ได้สรุปเนื้อหาบางส่วนที่น่าสนใจ ดังนี้

  • ยอมถอยที่ชายแดน แก้แค้นบนศาลโลก!

แม้จะมีข่าวอัพเดตความเคลื่อนไหวของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชา ที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกเนื้อข่าวมักจะตอกย้ำและลงท้ายถึงการหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ ซึ่งในความหมายของรัฐบาลกัมพูชา คือต้องการผลักดันให้พื้นที่พิพาทช่องบก ถูกนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ และยังรวมถึงพื้นที่พิพาทชายแดนอีกหลายจุด ทั้งบริเวณปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่มอมเบย

นายปรัก โสคน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กล่าวว่า ปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขเหล่านี้ยังคงเป็นแหล่งที่มาของความเข้าใจผิดและความตึงเครียดที่เกิดซ้ำ และนำไปสู่เหตุการณ์ที่โชคร้ายหลายครั้ง รวมถึงการเผชิญหน้าล่าสุดที่หมู่บ้านเทโชโมโรโกต ตำบลโมโรโกต อำเภอโชอัมคซาน จังหวัดพระวิหาร เมื่อกองทัพไทยเปิดฉากยิงใส่ตำแหน่งกองทัพกัมพูชา ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย

เขากล่าวว่า เหตุการณ์วันที่ 28 พฤษภาคมยิ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหาทางออกที่ยั่งยืนและสันติ เมื่อพิจารณาถึงความซับซ้อน ลักษณะทางประวัติศาสตร์ และความละเอียดอ่อนของข้อพิพาทเหล่านี้ เป็นที่เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าการเจรจาทวิภาคีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ครอบคลุมและยั่งยืนอีกต่อไป จึงควรนำประเด็นดังกล่าวขึ้นพิจารณาโดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งข้อเรียกร้องดังกล่าว ถูกหยิบยกขึ้นมาหลายครั้ง แม้แต่นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ก็ตอกย้ำว่าต้องการให้ศาลโลกตัดสินเช่นกัน

  • รู้จุดแข็ง ไทยพึ่งแรงงานกัมพูชา

เมื่อวานนี้ (8 มิ.ย. 68) ไทยเดินหน้าใช้มาตรการปิดชายแดนชั่วคราว ส่งผลให้ชาวกัมพูชาที่พำนักในประเทศไทย โดยเฉพาะแรงงานนับหมื่นคน แตกตื่นกันไปเข้าแถวที่ประตูเขตแดนสำคัญ โดยเฉพาะ ด่านอรัญฯ - ปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ในสื่อใหญ่อย่างแขมร์ไทมส์ ก็รายงานข่าวนี้เช่นกัน โดยระบุพาดหัวข่าวว่า “ไทยอาจเผชิญความสูญเสียทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่หากไม่มีแรงงานต่างด้าว 1.2 ล้านคนจากกัมพูชาอยู่ในประเทศ”

สารัต นักธุรกิจชาวไทย ซึ่งลงทุนในภาคธุรกิจการบริการและการเกษตร กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติจากกัมพูชาในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ของไทยยังคงเป็นแรงงานที่มีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมาก เมื่อเราพูดถึงปัญหาชายแดน เราจะพิจารณาเฉพาะผลกระทบต่อการค้าและการท่องเที่ยวทวิภาคีเท่านั้น เขาเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเฟื่องฟูต่อไปได้ ก็ยังต้องอาศัยแรงงานจากต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลไทยก็รับรู้ดี

จากการศึกษาวิจัยของ Winrock International ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนของอเมริกาที่ดำเนินการวิจัยและวิเคราะห์เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติไปทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่ยิ่งใหญ่กว่าในการเสริมศักยภาพให้กับผู้ด้อยโอกาส พบว่า จังหวัดชลบุรี ระยอง ตราด จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว และเมืองหลวงของไทยอย่างกรุงเทพมหานคร ต้องพึ่งพาแรงงานชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก ข่าวนี้จึงชี้ให้เห็นว่า กัมพูชารู้จุดแข็งของตนเองว่าเป็นตลาดแรงงานที่ไทยขาดไม่ได้

  • เมืองพุทธพี่น้อง ทำไมร่วมมือกันไม่ได้?

แม้จะมีข่าวความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดเป็นเวลาต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งเกิดการปะทะจนทำให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตนั้น แต่สื่อกัมพูชาบางส่วนก็ยังมีพื้นที่ให้กับประเด็นสังคม วัฒนธรรม และความใกล้เคียงกันระหว่างไทยและกัมพูชา โดยบทความที่ถูกเผยแพร่มีพาดหัวข่าวระบุว่า “เพราะเหตุใด เมืองพุทธที่อยู่ติดกัน จึงไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ”

บทความดังกล่าวระบุว่า กัมพูชาและไทย แม้จะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่นับถือศาสนาพุทธและมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และศาสนาที่ใกล้ชิด แต่กลับเผชิญกับความตึงเครียดเรื่องเขตแดนและมรดกทางวัฒนธรรมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่สำคัญเช่นปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินให้เป็นของกัมพูชาในปี 1962 และ 2013 และพื้นที่อื่นๆ เช่น วัดตาเมือนธม ความขัดแย้งเหล่านี้มักจุดชนวนกระแสชาตินิยมในไทย และเหตุการณ์ล่าสุดที่ทหารกัมพูชาเสียชีวิตที่หมู่บ้านมอมเบย ได้ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น

บันทึกความเข้าใจ (MoU) ปี 2000 ที่ไทยและกัมพูชาลงนามเพื่อสำรวจและกำหนดเขตแดนกลับไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา เนื่องจากทั้งสองฝ่ายใช้แผนที่อ้างอิงที่แตกต่างกัน โดยกัมพูชาและ ICJ ใช้แผนที่ที่จัดทำขึ้นภายใต้อนุสัญญาปี 1904 และสนธิสัญญาปี 1907 ขณะที่ไทยใช้แผนที่ของตนเอง ปัญหาชายแดนนี้มักถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในไทย โดยเฉพาะในช่วงที่การเมืองภายในไม่มั่นคง หรือเมื่อกองทัพต้องการยึดอำนาจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากกรณีปราสาทพระวิหารในปี 2008 และการปะทะกันล่าสุดที่มอมเบย

เมื่อบันทึกความเข้าใจปี 2000 ไม่สามารถแก้ไขข้อพิพาทได้ รัฐบาลกัมพูชาจึงตัดสินใจเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ส่งข้อพิพาทใน 4 พื้นที่อ่อนไหวไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อหาทางออกอย่างสันติ การที่ไทยมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารที่เหนือกว่า ทำให้ไทยมักสนับสนุนการเจรจาทวิภาคีที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง ในขณะที่กัมพูชามุ่งมั่นที่จะใช้กลไกที่เป็นกลางตามกฎหมายระหว่างประเทศ การแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติโดยการยอมรับเขตแดนตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ (uti possidetis juris) ซึ่งสืบทอดมาจากยุคอาณานิคม จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทั้งสองประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่ไม่มีที่สิ้นสุด และส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติและความร่วมมือในภูมิภาค

จากการส่องสื่อกัมพูชา ทำให้เห็นว่าไทยดูเป็นผู้ร้ายในสายตากัมพูชา เพราะมีข้อความอย่างการเปิดฉากโจมตีเพราะทหารต้องการยึดอำนาจ ขณะเดียวกัน ในฝั่งของไทยเองก็มีความเชื่อที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาใช้ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น ปลุกความรักชาติในกัมพูชาเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเช่นกัน ความขัดแย้งอันไม่จบสิ้นของสองประเทศในคราวนี้ ยังไม่แน่ชัดนักว่าจะจบลงอย่างไร แต่นี่เป็นอีกครั้งที่คนทั้งสองประเทศกำลังก่อความเกลียดชังขึ้นในใจอีกทีละนิด ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะจางหายไปได้เลย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...