โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อีวีจีน แข่งดุ เสี่ยงล้มทั้งอุตสาหกรรม

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 01.39 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2568 เวลา 07.49 น.

ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จีนกำลังเผชิญสงครามราคาครั้งใหญ่ หลัง BYD เปิดศึกด้วยการประกาศลดราคารถยนต์ 22 รุ่น สูงสุดถึง 34% เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยรุ่นยอดนิยมจับต้องได้ง่ายอย่าง BYD Seagull ที่มีระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ราคาเริ่มต้นเหลือเพียง 55,800 หยวน หรือ 250,000 บาทเท่านั้น ทำเอาบรรดาค่าย EV แบรนด์อื่น ต้องหั่นราคาตาม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

Geely หั่นค่าตัว Geome Xingyuan แฮตช์แบ็กไฟฟ้า 5 ประตู รุ่นเริ่มต้นเหลือ 59,800 หยวน หรือ 270,000 บาท ส่วน Chery ทุ่มงบฯ 10,000 ล้านหยวน อุดหนุน SUV ขนาดเล็กอย่าง Tiggo 3x ให้มีราคาลงเหลือ 34,900 หยวน หรือประมาณ 160,000 บาท ขณะที่ GM-SAIC ก็ปรับราคาขาย Buick Envision และ LaCrosse ในอัตราใกล้เคียงกัน

สมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีน (CAAM) และกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ ต่างออกมาแสดงความเป็นห่วงต่อ “สงครามราคาอันแสนวุ่นวาย” ที่เกิดขึ้นขณะนี้ ด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ลดลง จากระดับ 4.3% ในปี 2024 เหลือเพียง 3.9% ในไตรมาสแรกปี 2025

ถึงแม้อย่างนั้น BYD ก็ยังสามารถคงอัตรากำไรขั้นต้นได้สูงถึง 20% จากการควบรวมกิจการแนวดิ่งเพื่อลดต้นทุน ซึ่งทำให้ BYD ผลิตแบตเตอรี่ได้เองกว่า 90% และมีต้นทุนลิเทียมคาร์บอเนตต่ำกว่าที่อื่น 90% สาเหตุที่ BYD ต้องออกมาตรการลดราคาครั้งที่ 3 ในรอบ 2 เดือน เป็นเพราะบริษัทได้ตั้งเป้ายอดขายประจำปี 2025 ไว้ที่ 5.5 ล้านคัน เท่ากับว่า ต้องขายให้ได้ 15,000 คันต่อวัน ขณะที่ยอดขาย 4 เดือนแรก มีเพียง 1.38 ล้านคันเท่านั้น ซึ่งยังห่างไกลกับเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก

BYD
BYD

อย่างไรก็ตาม สมาคมผู้แทนจำหน่ายรถจีนออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ค่ายรถตั้งเป้าการผลิต และยอดขายให้ “สมเหตุสมผล” หลีกเลี่ยงการทุ่มตลาด และเลิกบังคับให้ตัวแทนจำหน่ายสต๊อกรถจนล้น ซึ่งเดือนเมษายน 2025 จีนมีสต๊อกอีวีบวมสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2023

สื่อจีนรายงานว่า ตัวแทนจำหน่ายบางรายต้องเอารถใหม่ที่ขายไม่ออก ไปลดราคาขายเป็นรถมือสอง ด้วยจุดขาย “รถมือสองแต่เลขไมล์เป็นศูนย์” ซึ่งเว่ย เจี้ยนจวิน ประธานบริษัท เกรท วอลล์ มอเตอร์ ออกมาต่อต้านการกระทำดังกล่าว โดยบอกว่ามีตัวแทนจำหน่าย 3,000-4,000 ราย ที่ประพฤติลักษณะเช่นนี้ในแพลตฟอร์มออนไลน์

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า สงครามราคาครั้งล่าสุดนี้ อาจทำให้เกิดจุดพลิกผันสำคัญ เมื่อผู้เล่นรายเล็กไม่สามารถทนขาดทุนได้อีกต่อไป “เจพีมอร์แกน” วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่จากสหรัฐชี้ว่า ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ค่ายรถจีนแข่งกันลดราคาลงถึง 16.8% มากกว่าสองเท่าของการปรับลดราคาตลอดทั้งปี 2024

โรบิน ซิง จากมอร์แกน สแตนลีย์ กล่าวว่า สงครามราคาครั้งล่าสุด แสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลระหว่างซัพพลายและดีมานด์ ซึ่งเกิดจากผลของภาวะเงินฝืด แม้ภาครัฐจะพยายามกระตุ้นการบริโภคแล้วก็ตาม แต่ก็ยังยากอยู่ดี ที่จะเร่งการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจ

หากสงครามราคายังดำเนินต่อไป ผู้เล่นในตลาดจะน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งสมาคมผู้ผลิตรถยนต์แห่งประเทศจีนคาดว่า จะเหลือค่ายรถใหญ่เพียง 5-7 แบรนด์ นำโดย BYD และ Geely ส่วนแบรนด์อื่น ๆ ที่เหลืออาจต้องควบรวมกิจการเพื่อความอยู่รอดในการแข่งขันของตลาด

ส่วนผู้บริโภค แม้ระยะสั้นจะได้รับประโยชน์จากราคาที่ถูกลง แต่ก็อาจต้องกังวลปัญหาว่า อาจมีการลดคุณภาพชิ้นส่วน เช่น เหล็กตัวถัง หรือระบบความปลอดภัยพื้นฐาน เพื่อให้สามารถจำหน่ายรถในราคาต่ำลง

หากทางการจีนปล่อยปัญหาไว้ต่อไป ไม่แน่ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์จีนจะไร้ทิศทาง และไม่ยั่งยืนในระยะยาว จนอาจซ้ำรอยความล้มเหลวของอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์จีน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์ แต่กลับต้องจบลงด้วยสงครามราคาอันไร้ทิศทาง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อีวีจีน แข่งดุ เสี่ยงล้มทั้งอุตสาหกรรม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...