โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แบงก์ชาติส่งหนังสือเตือน ตั้ง ‘ฮับการเงิน’ ต้องคุมเข้ม ป้องกันฟอกเงิน-หนุนก่อการร้าย

THE STANDARD

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 09.32 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 09.32 น. • thestandard.co
แบงก์ชาติส่งหนังสือเตือน ตั้ง ‘ฮับการเงิน’ ต้องคุมเข้ม ป้องกันฟอกเงิน-หนุนก่อการร้าย

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งหนังสือถึงแนวคิดตั้ง ‘ศูนย์กลางการเงิน’ หรือ Financial Hub ในไทย โดยเน้นย้ำว่าต้องมีมาตรการควบคุมความเสี่ยงด้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) อย่างเข้มงวด ตามมาตรฐานสากล

ธปท. ระบุชัด ขอเสนอความเห็นและข้อสังเกตต่อร่าง พ.ร.บ. มาตราต่างๆ ในรายละเอียด โดยขอเรียนย้ำความเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่ต้องคำนึงถึงในการจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub) ในประเทศไทย ซึ่งเคยได้หยิบยกในการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายและยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน

โดยการประชุมคณะอนุกรรมการยกร่างกฎหมายเพื่อจัดตั้งศูนย์กลางทางการเงิน และการประชุมเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ของคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงเคยได้มีหนังสือแจ้งความเห็นให้ ครม. พิจารณาเมื่อวันที่ 27 ม.ค. 2568 ด้วยแล้ว ดังนี้

  • กำกับดูแลความเสี่ยงด้านการฟอกเงินหรือการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย (AML/CFT) ของการประกอบธุรกิจใน Financial Hub ในระดับที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานในระบบการเงินหลักของประเทศและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

เนื่องจากกฎเกณฑ์ใน Financial Hub ผ่อนคลายมากกว่าปกติ Financial Hub บางแห่ง จึงถูกจับตามองหรือมีภาพลักษณ์ในการเป็นแหล่งสนับสนุนธุรกรรมทางการเงินที่ไม่ถูกกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงที่ Financial Hub ในประเทศไทย จะกลายเป็นแหล่งสนับสนุนธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย

การประกอบธุรกิจใน Financial Hub จึงจำเป็นต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานการกำกับดูแลการป้องกันความเสี่ยงด้าน AML/CFT ที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐานในระบบการเงินหลักของประเทศและเป็นสากล รวมถึงต้องมีกลไกการบังคับใช้ที่ชัดเจนและเพียงพอ เพื่อให้มั่นใจว่าการกำกับดูแลด้าน AML/CFT จะเป็นไปอย่างเข้มงวด มิฉะนั้น อาจทำให้การจัดตั้ง Financial Hub กลายเป็นการสร้างช่องทางในการหลบเลี่ยงกฎเกณฑ์และเป็นช่องทางในการฟอกเงิน ซึ่งจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบการเงินหลักและสร้างความเสียหายต่อประเทศในระยะยาวได้

  • ป้องกันไม่ให้การประกอบธุรกิจใน Financial Hub กระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยต้องกำหนดหลักการและแนวทางบริหารความเสี่ยงที่สำคัญเหล่านี้ไว้ในร่าง พ.ร.บ. ดังนี้

2.1 ไม่ให้ผู้ประกอบธุรกิจใน Financial Hub ให้บริการแก่คนในประเทศ เนื่องจากกฎเกณฑ์และการกำกับดูแลที่ผ่อนปรน จะทำให้ความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจสูงกว่าในระบบการเงินหลัก รวมทั้งเกณฑ์การคุ้มครองผู้ใช้บริการอาจเข้มงวดน้อยกว่า ซึ่งหากเกิดความเสียหายกับผู้ใช้บริการคนไทย อาจส่งผลกระทบในวงกว้างและต่อเนื่องมายังเสถียรภาพของระบบการเงินหลักได้

นอกจากนี้ หากให้ผู้ประกอบธุรกิจใน Financial Hub ให้บริการแก่คนในประเทศ จะเป็นการให้บริการในลักษณะเดียวกับผู้ประกอบธุรกิจในระบบการเงินหลัก แต่อยู่ภายใต้บังคับของกฎเกณฑ์ที่มีความเข้มงวดน้อยกว่า และได้รับการอุดหนุนหรือสิทธิประโยชน์บางประการเป็นพิเศษ ดังนั้น จึงต้องกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจใน Financial Hub ให้บริการเฉพาะผู้ที่มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (non-resident: NR) เท่านั้น (ร่างมาตรา 57)

2.2 แยกธุรกิจใน Financial Hub ไม่ให้ปะปนกับธุรกิจในระบบการเงินหลัก ทั้งในแง่ของนิติบุคคลผู้ประกอบธุรกิจและพื้นที่ในการประกอบธุรกิจ โดยการกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจใน Financial Hub แยกนิติบุคคลออกจากระบบการเงินหลักให้ชัดเจน จะช่วยจำกัดความเสียหายในกรณีที่เกิดปัญหาใน Financial Hub ซึ่งอาจลุกลามจนส่งผลต่อธุรกิจในระบบการเงินหลักและเสถียรภาพในวงกว้าง (ร่างมาตรา 38)

ส่วนการกำหนดให้มีพื้นที่ที่มีขอบเขตเฉพาะสำหรับ Financial Hub นอกจากจะเอื้อต่อการกำหนดสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจใน Financial Hub และสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแลทั้งในรูปแบบ off-site และ on-site แล้ว ยังจะช่วยลดความสับสนให้กับผู้ใช้บริการและสาธารณชน และลดความเสี่ยงที่จะกระทบความเชื่อมั่นต่อระบบการเงินหลักที่เป็นระบบสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

โดยตัวอย่างการกำหนดพื้นที่เฉพาะสำหรับ Financial Hub เช่น รัฐดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กำหนดให้ Dubai International Financial Centre มีขอบเขตพื้นที่ที่ชัดเจนไว้เป็นการเฉพาะ สำหรับการผลักดันการสร้าง Financial Free Zone (ร่างมาตรา 37) 3 มีกลไกให้หน่วยงานกำกับดูแลในระบบการเงินหลัก สามารถออกกฎเกณฑ์หรือมีคำสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจใน Financial Hub ต้องปฏิบัติตามได้ในภาวะวิกฤติ โดยหน่วยงานกำกับดูแลการประกอบธุรกิจใน Financial Hub จะมีบทบาทส่งเสริมการประกอบธุรกิจที่เน้นความคล่องตัวและกฎเกณฑ์ที่ผ่อนปรนเป็นหลัก

อย่างไรก็ดี ในภาวะวิกฤติ หรือในกรณีที่มีเหตุอันอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน หรือระบบเศรษฐกิจของประเทศ หรือกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนอย่างร้ายแรงนั้น จำเป็นต้องมีกลไกให้หน่วยงานกำกับดูแลในระบบการเงินหลักสามารถออกกฎเกณฑ์หรือมีคำสั่งให้ผู้ประกอบธุรกิจใน Financial Hub ต้องปฏิบัติตามได้ เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินแบบองค์รวม (ร่างมาตรา 41 และร่างมาตรา 71)

  • เตรียมหน่วยงานกำกับดูแลการประกอบธุรกิจใน Financial Hub ให้พร้อมก่อนอนุญาตให้มีการประกอบธุรกิจใน Financial Hub

เนื่องจาก Financial Hub จะประกอบด้วยธุรกิจทางการเงินที่มีความหลากหลาย หน่วยงานกำกับดูแลการประกอบธุรกิจใน Financial Hub จึงต้องทำหน้าที่เสมือนหน่วยงานกำกับดูแลหลักทั้งหมดรวมกัน (ธปท. ก.ล.ต. และ คปภ.) และในระยะเริ่มต้นจะมีภารกิจในการยกร่างกฎหมายลำดับรอง และกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสำหรับธุรกิจแต่ละประเภท

ดังนั้น จึงควรมีการจัดตั้งและเตรียมการอย่างเหมาะสม ทั้งด้านการวางโครงสร้างพื้นฐานขององค์กร การวางแผนจัดสรรทรัพยากรให้เพียงพอ และการวางระบบประสานงานกับผู้กำกับดูแลหลัก โดยการให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบธุรกิจควรเริ่มดำเนินการเมื่อมีความพร้อม เพื่อมิให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจ และกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ประเด็นสำคัญอีกสองประการ ที่จำเป็นต้องคำนึงถึงควบคู่กันไป คือ การกำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการจัดตั้ง Financial Hub โดยประเมินจุดแข็งของประเทศ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันและดึงดูดให้มีการมาประกอบธุรกิจใน Financial Hub เป็นลำดับแรก

รวมถึงพิจารณาความเสี่ยงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างรัดกุมและรอบด้าน เพื่อให้การจัดตั้ง Financial Hub ในประเทศไทยบรรลุเป้าประสงค์ในการดึงดูดเงินลงทุนเข้าประเทศ สนับสนุนให้เกิดการจ้างงาน และเกิดการถ่ายทอดความรู้ความชำนาญให้กับคนไทยได้ โดยตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดตั้ง Financial Hub เช่น สิงคโปร์ ได้กำหนดเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางด้านการบริหารความมั่งคั่งและเทคโนโลยีทางการเงิน

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องมีระบบนิเวศที่พร้อมรองรับและสนับสนุนการจัดตั้ง Financial Hub โดยระบุจุดที่ต้องยกระดับความพร้อมของประเทศไทยให้ชัดเจน นอกเหนือไปจากการมีกฎเกณฑ์การประกอบธุรกิจที่คล่องตัวและการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ระบบกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจของบริษัทข้ามชาติ แรงงานที่มีทักษะสูงและสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ระบบธรรมาภิบาลและการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็ง โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และปัจจัยสนับสนุนทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมในระดับสูง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...