โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความพร้อมระบบการศึกษาไทยในการบูรณาการเทคโนโลยี AI อย่างยั่งยืน

The Story Thailand

อัพเดต 29 มิ.ย. 2568 เวลา 13.54 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2568 เวลา 13.54 น.

การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้สร้างจุดเปลี่ยนที่สำคัญ (Disruption) ต่อระบบการศึกษาทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยเทคโนโลยีนี้มีศักยภาพมหาศาลในการสร้างการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) และเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ผู้สอน แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดความท้าทายด้านจริยธรรม การลอกเลียนผลงาน (Plagiarism) และการบั่นทอนทักษะการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) สถานการณ์ปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนทางแพร่งสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันหาทิศทางที่ถูกต้อง

จอห์น รัตนเวโรจน์ ประธาน D Tech Association ได้ให้ทรรศนะในงาน Bangkok AI Week ว่า ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด เกิดจากความเข้าใจที่จำกัดอยู่แค่ "ความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต" (Internet Safety) ซึ่งเป็นเพียงการป้องกันภัย แต่แก่นแท้ของ "การเป็นพลเมืองดิจิทัล" (Digital Citizenship หรือ DQ) นั้นคือการสร้างทักษะเชิงรุก ทักษะดังกล่าวเริ่มต้นจากระดับพื้นฐาน คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ ปลอดภัย และมีจริยธรรม ซึ่งรวมถึงการเข้าใจเรื่องลิขสิทธิ์และการตรวจสอบข้อมูล จากนั้นจึงต่อยอดสู่ระดับประยุกต์ คือการก้าวจากการเป็นผู้เสพเนื้อหาไปสู่การเป็นผู้สร้าง โดยใช้ AI เป็นเครื่องมือเปลี่ยนไอเดียให้เป็นจริง และท้ายที่สุดคือการพัฒนาสู่ ระดับสูง ซึ่งหมายถึงการมีขีดความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) และต่อยอดทักษะไปสู่การเป็นผู้ประกอบการที่สร้างนวัตกรรมได้จริง หากขาดรากฐานความเข้าใจในระดับแรก การใช้ AI ในระดับที่สูงขึ้นก็จะปราศจากกรอบจริยธรรมชี้นำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง

สถานการณ์เชิงประจักษ์ในรั้วโรงเรียนได้บ่งชี้ถึงภาวะสุญญากาศทางนโยบายและความไม่พร้อมในทางปฏิบัติอย่างชัดเจน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นผ่านการที่ครูเกือบ 50% เลือกกลับไปใช้การบ้านแบบเขียนด้วยมือซึ่งเป็นมาตรการเชิงรับ และแม้ว่าครู 6 ใน 10 คนจะมองเห็นศักยภาพของ AI แต่ก็ยังเผชิญกับภาวะ "ดาบสองคม" คือเห็นประโยชน์แต่กังวลถึงผลเสียที่ไม่มีแนวทางป้องกันที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้ยิ่งน่ากังวลเมื่อพบว่าโรงเรียนมากกว่า 1 ใน 4 ยังขาดนโยบายรองรับ ทำให้การปฏิบัติในแต่ละห้องเรียนเป็นไปอย่างสะเปะสะปะและสร้างความสับสน

เพื่อเป็นสะพานเชื่อมช่องว่างเชิงนโยบายและปฏิบัติ D Tech ได้นำเสนอโซลูชันที่เป็นรูปธรรมผ่านโครงการ "Digital Vaccine" ซึ่งไม่ใช่แนวทาง "One-size-fits-all" แต่เป็นกระบวนการที่ปรับให้เข้ากับแต่ละบริบท กระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยขั้นตอนที่สำคัญที่สุด คือ การวินิจฉัยศักยภาพ (Assessment) โดยใช้ระบบของ DQ เพื่อวัดระดับความพร้อมของทั้งนักเรียนและบุคลากร ทำให้โรงเรียนเห็นภาพรวมและสามารถระบุจุดที่ต้องพัฒนาได้อย่างแม่นยำ จากผลการวินิจฉัยดังกล่าว จึงนำไปสู่ขั้นตอนที่สองคือ การสร้าง AI Platform ที่ปรับให้เหมาะกับแต่ละโรงเรียน เปรียบเสมือน "สถานีรถไฟดิจิทัล" (Digital Citizen Train) ที่มีข้อมูลและรูปแบบการใช้งานเฉพาะตัว เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Sandbox) ให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ

ภารกิจเร่งด่วนนี้จึงไม่ใช่เพียงการจัดหาเทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการศึกษาทั้งหมด เพื่อวางรากฐานทางความคิดและทักษะที่ถูกต้อง ท้ายที่สุดความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านนี้ขึ้นอยู่กับการตอบคำถามสำคัญที่ว่า “เราจะสอนเยาวชนให้ใช้ AI อย่างชาญฉลาด แทนที่จะพึ่งพามันเพียงอย่างเดียวได้อย่างไร?”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...