โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กรภัทร” แนะเก็บหุ้นกลุ่ม “Global–Domestic Play” พร้อมจับตาทางออกการเมืองไทย

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 19 มิ.ย. 2568 เวลา 04.26 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยผ่านรายการ ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2568 ว่า ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ โดยสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านยังไม่ลุกลามเป็นสงครามวงกว้างหรือเกิดวิกฤตพลังงานโลกแบบเดียวกับกรณีรัสเซีย-ยูเครน แม้ราคาน้ำมันจะเร่งตัวขึ้นในช่วงนี้สะท้อนในความเสี่ยงระดับที่แรกคือยังจำกัดในกรอบข้อพิพาททางทหารระหว่างสองชาติเท่านั้น ส่วนระยะสองหากขยายวงกว้างโอกาสเกิดวิกฤตราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลยังค่อนข้างต่ำ แต่ถือเป็นปัจจัยกดดันเชิงจิตวิทยาต่อตลาดหุ้นในภาพรวม

ส่วนกรณีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามคาด โดยมีแนวโน้มจะเริ่มปรับโทนนโยบายในไตรมาส 3 ปีนี้ โดยนักวิเคราะห์ยังเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่ Fed จะลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เพิ่มเติมจากสงครามหรือเงินเฟ้อที่เร่งตัวสูงผิดปกติ ท่าทีของนายเจอโรม พาวเวลล์ ยังสะท้อนถึงความพร้อมต่อการปรับลดดอกเบี้ย แต่รอประเมินผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้า และผลการเจรจาการค้า

อย่างไรก็ตามความล่าช้าในการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยยังสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชีย ขณะที่ภาพรวมตลาดหุ้นส่วนใหญ่ในภูมิภาคปรับตัวลดลงเช่นเดียวกับไทย

ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเป็นอีกปัจจัยหลักที่ถ่วงตลาด โดยตลาดหุ้นไทยได้ “price in” ความไม่แน่นอนทางการเมืองไว้พอสมควรแล้ว โดยดัชนี SET ปรับลงกว่า 10% นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม เมื่อเริ่มเห็นรอยร้าวในรัฐบาล แต่ตลาตอบรับความเสี่ยงนั้นแล้วและปรับเพิ่มขึ้นราว 1.06% แสดงว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงออกไปมากกว่า 70–80% ผลตอบรับของตลาดต่อสถานการณ์การเมือง

อย่างไรก็ตามได้ประเมินผลตอบรับของตลาดต่อสถานการณ์การเมืองใน 3 กรณีดังนี้

1.หากนายกรัฐมนตรีลาออก ตลาดจะรีเฟรชเชิงบวกในระยะสั้น แต่ยังมีความไม่แน่นอนจากกระบวนการคัดสรรผู้นำใหม่ และการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2569 จะปิดความเสี่ยงระยะกลางได้ อย่างไรก็ตามการฟื้นตัวมี upside จำกัดเพราะอาจต้องรอการสรรหาและรับรองนายกรัฐมนตรีคนใหม่ก่อนที่นโยบายจะขับเคลื่อนได้เต็มที่

2.กรณียุบสภา ตลาดจะตอบรับเชิงบวกในทันทีจากการ "รีเฟรช" ความเชื่อมั่น แต่กระบวนการจัดการเลือกตั้งและร่างงบประมาณจะทำให้ระยะกลางยังต้องพึ่งพาปัจจัยต่างประเทศ หากจัดเลือกตั้งภายในปีนี้ กระบวนการงบประมาณใหม่จะเริ่มได้ราวต้นปี 2569

3.รัฐบาลเดินหน้าต่อโดยรวมเสียงได้เพียงพอ หากสามารถผ่านงบประมาณในวาระ 2 และ 3 ได้ ตลาดจะรับรู้การคลายความเสี่ยงระยะกลาง–ยาว แต่หากไม่สามารถจัดการภายในได้ ก็มีความเสี่ยงที่จะต้องยุบสภาในภายหลัง ตรงนี้ตลาดอาจมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่จะมี Upside ระยะสั้นที่จำกัด

นอกจากนี้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ถือเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากหากเกิดสุญญากาศทางการเมือง อาจทำให้การเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ต้องล่าช้าออกไป เพราะเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายใหญ่ๆ ที่ต้องรอผู้นำคนใหม่รวมถึงการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาด้วย

สำหรัลกลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้คาดการณ์ว่า SET Index จะไม่ปรับตัวลดลงไปมากนัก อาจจะอยู่ที่ไม่เกิน 1,070 จุด และคาดว่าจะมีแรงซื้อกลับเข้ามา

จากสถานการณ์ทั้งหมด แหล่งข้อมูลแนะนำให้ "พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส" ในการทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดี โดยเน้นการซื้อแบบค่อยๆ แบ่งไม้ซื้อ ไม่ใช่ซื้อครั้งเดียวเต็มจำนวน

-หุ้นที่อิงปัจจัยภายนอก (Global Play / External Factor Play): ในระยะสั้น หุ้นกลุ่มนี้จะได้รับแรงขับเคลื่อนและ Outperform ตลาดได้ เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัจจัยภายในประเทศมากนัก เช่น กลุ่มพลังงาน และ กลุ่มส่งออก

-หุ้นที่อิงปัจจัยในประเทศ (Domestic Play): แม้ว่าหุ้นกลุ่ม Domestic Play ที่อิงกับงบประมาณภาครัฐจะได้รับแรงกดดัน แต่หากราคาปรับตัวลงมาลึก ถือเป็น "โอกาสในการเข้าซื้อสะสม" โดยเน้นเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งสามารถแข่งขันได้ และมีศักยภาพในการเติบโตในระยะกลางถึงยาว

โดยหุ้นที่น่าสนใจได้แก่

ค้าปลีก เช่น CPALL ซึ่งมีกระแสเงินสดแข็งแกร่งและเติบโตระยะกลางถึงยาวได้,

ธนาคารพาณิชย์: เช่น KBANK และ KTB ที่มีปันผลดี และปัญหาการเมืองเป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น

กลุ่ม ICTเช่น ADVANC ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างกระแสเงินสดแข็งแกร่ง

-ธุรกิจโรงไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) และ Data Center: เช่น GULF

-หุ้นภาคบริการ: เช่น โรงพยาบาล (BDMS) และการท่องเที่ยว (CENTEL) ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...