โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

(เพิ่มเติม) กนง.มีมติคงดอกเบี้ย 1.75% -เพิ่มเป้าจีดีพีปีนี้โต 2.3% ยันไทยไม่เกิด Technical Recession

efinanceThai

เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 08.34 น.

(เพิ่มเติม) กนง.มีมติคงดอกเบี้ย 1.75% -เพิ่มเป้าจีดีพีปีนี้โต 2.3% ยันไทยไม่เกิด Technical Recession

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -25 มิ.ย. 68 15:34 น.

กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ย 1.75% พร้อมปรับเพิ่มเป้าจีดีพีปีนี้โต 2.3% ภายใต้สมมติฐานไทยโดนภาษีสหรัฐ 18% มองครึ่งปีหลังเศรษฐกิจชะลอตัวแรง แต่ยืนยันไม่เกิด Technical Recession

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี ขณะที่เศรษฐกิจไทยในปีนี้ปรับประมาณการเพิ่มขึ้นเป็นขยายตัวได้ 2.3% จากเดิมที่ 1.3-2% และปรับลดประมาณการปีหน้าที่ 1.7% จากเดิม 1.8% ทั้งนี้ คณะกรรมการประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ โดยคาดว่าจะขยายตัวได้ 2.9% จากภาคการผลิตและการเร่งส่งออกสินค้า ขณะที่ครึ่งปีหลังคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.7%

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงในระยะถัดไป โดยมีความเสี่ยงจากการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ รวมทั้งยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากภูมิรัฐศาสตร์ และปัจจัยภายในประเทศ ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากปัจจัยด้านอุปทาน ในขณะที่สินเชื่อชะลอลง ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงในบางกลุ่มและความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คณะกรรมการเห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับต่ำที่ผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะถัดไป ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมาสามารถรองรับความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง โดยคณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน ซึ่งเป็นการให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิภาพผลของนโยบายการเงินภายใต้บริบาทที่มีความไม่แน่นอนสูง และขีดความสามารถของนโยบายการเงินมีจำกัด

“เศรษฐกิจไทยปีนี้ มองว่าจะขยายตัวได้ 2.3% และปีหน้าที่ 1.7% ภายใต้สมมติฐานที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ 18% ขณะที่ประเทศอื่นๆ ถูกเรียกเก็บ 10% ขณะเดียวกัน ไตรมาส 2/68 พบว่ามีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าที่ประเมินไว้ โดยการส่งออกที่ขายยตัวได้สูงจากกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และสินค้าที่มีการเร่งส่งออกไปสหรัฐ ส่งผลบวกต่อภาคการผลิตและภาคบริการที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้การประมาณการเศรษฐกิจครั้งนี้ได้รวมผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกมาล่าสุดที่ 1.15 แสนล้านบาท”นายสักกะภพ กล่าว

***ยันจีดีพีปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 2% มั่นใจไม่เกิด Technical Recession

ทั้งนี้ กนง.ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 2% หากไม่เกิด Shock รุนแรง อย่างไรก็ตาม จีดีพีปีนี้จะโตต่ำกว่า 2% ในกรณีเกิด shock รุนแรงในครึ่งหลังของปีนี้ โดยในอดีตจีดีพีเคยติดลบติดกันอย่างน้อย 2 ไตรมาสอยู่ 4 ครั้ง คือ วิกฤติทางการเงินในเอเชีย (AFC) , วิกฤติการณ์ทางการเงินโลก (GFC) ความไม่สงบทางการเมืองปี 56 และสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

“สำหรับในเรื่องของ Technical Recession นั้น หากข้างนอกเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ไทยก็มีโอกาสได้ แต่วันนี้จะบอกว่าไม่มีเลยก็ไม่ได้ แต่มีน้อยมาก โดยสิ่งที่จะทำให้เกิดภาวะถดถอยได้นั้น มองว่า จะต้องมี shock ที่รุนแรงมาก เช่น เกิดสงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงมาก ส่วนปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะการเมืองในครั้งนี้ยังไม่ได้รวมเข้าไปใน baseline แต่สิ่งที่ต้องติดตาม คือ ในเรื่องของงบประมาณปี 69 ที่ออกมาล่าช้า อาจจะกระทบกับจีดีพีปีนี้ได้ และกระทบต่อความเชื่อมั่นของการลงทุน”นายสักกะภพ กล่าว

***รับครึ่งปีหลัง ศก.มีแนวโน้มชะลอลงแรง จากผลกระทบขึ้นภาษีนำเข้าสหรัฐฯ

นายสักกะภพ กล่าวว่า ส่วนเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มชะลอตัวลงค่อนข้างแรง โดยคาดว่าการส่งออกสินค้าจะได้รับผลกระทบมากขึ้นจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงตามแนวโน้มรายได้และความเชื่อมั่นที่ลดลง ด้านจำนวนนักท่องเที่ยวปรับลดลงแม้รายรับนักท่องเที่ยวยังขยายตัวได้จากค่าใช้จ่ายต่อหัว โดยธุรกิจส่วนหนึ่งยังถูกกันจากสินค้านำเข้าและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

นายสักกะภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประมาณการเศรษฐกิจ ไทยปีนี้ ประเมินการส่งออกจะขยายตัวได้ 4% และปีหน้ามองติดลบ 2% ส่วนการนำเข้าปีนี้คาดขยายตัว 5.3% และปีหน้าติดลบ 1.9% ส่วนการท่องเที่ยวประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้ที่ 35 ล้านคน และปีหน้าที่ 38 ล้านคน ขณะที่รายรับจากนักท่องเที่ยวปีนี้ที่ 1.5 ล้านล้านบาท และปีหน้าที่ 1.7 ล้านล้านบาท นอกจากนี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบปีนี้ที่ 73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และปีหน้าที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้คาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำที่ 0.5% ส่วนหน้าที่ 0.8% จากหมวดพลังงานและอาหารสด ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในปีนี้ คาดอยู่ที่ 1% และปีหน้าที่ 0.9% ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ทรงตัวในระดับต่ำเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก และไม่ได้นำไปสู่ภาวะที่ราคาสินค้าลดลงเป็นวงกว้าง รวมถึงเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางยังยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม ในระยะข้างหน้า ต้องติดตามความเสี่ยงด้านสูงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลต่อราคาพลังงานโลก ด้านสินเชื่อโดยรวมหดตัว จากสถาบันการเงินยังระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะเอสเอ็มอีและครัวเรือนกลุ่มรายได้ต่ำ ประกอบกับความต้องการของธุรกิจที่ลดลงและการชำระคืนหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น

“ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน คณะกรรมการประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมปรับนโยบายการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มและความเสี่ยงของเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า”นายสักกะภพ กล่าว

เรียบเรียง โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์
อีเมล์. pattraporn@efinancethai.comอนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...