หุ้นไทยดิ่ง 13 จุด ท่ามกลางปัจจัยกดดัน สงครามตะวันออกกลาง-เสถียรภาพการเมือง
หุ้นไทยดิ่ง 13 จุด ท่ามกลางปัจจัยกดดัน สงครามตะวันออกกลาง-เสถียรภาพการเมือง
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 มิ.ย. 68 10:43 น.
หุ้นไทยปรับตัวลงแรง 13 จุด ทำดัชนีอยู่ที่ 1,054.63 จุด รับหลากหลายปัจจัยกดดัน ทั้งการเมืองในประเทศ และสงครามตะวันออกกลาง โบรกฯ แนะระมัดระวังหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจาก ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลง 13 จุด หรือ 1.22% ทำดัชนีอยู่ที่ 1,054.63 จุด มูลค่าการซื้อขาย 9,046 ล้านบาท โดยมีหุ้น DELTA-KTC-CPN-GULF-AOT ฉุดตลาด ทั้งนี้ตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.68 หุ้นไทยปรับตัวลดลงแล้ว 93.03 จุด หรือ 8.10%
บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) คาดว่า SET Index จะเคลื่อนไหวรายสัปดาห์ Sideway บริเวณ 1,050-1,090 จุด หลังรับรู้ปัจจัยลบไปมากพอสมควร อาทิ เสถียรภาพของรัฐบาล, ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา, สงครามอิสราเอล-อิหร่าน ที่ยังคงหนุนราคาน้ำมันดิบโลกให้อยู่ในระดับสูง และมาตรการภาษี Donald Trump ที่ไม่แน่นอน ท่ามกลางเศรษฐกิจไทยที่เติบโตช้า
อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์การเมืองล่าสุด หลังจากพรรคภูมิใจไทยถอนตัวออกจากรัฐบาล และยังไม่มีพรรคอื่นถอนตัวตาม (มีเพียงการเจรจาเพิ่มเติมระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล) เราเชื่อว่าพรรคอื่นจะไม่ถอนตัวตาม และทำให้รัฐบาลสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีสุญญากาศทางการเมือง ซึ่งอาจช่วยลด Fund flow ที่ไหลออกจากนักลงทุนต่างชาติได้บางส่วนดังนั้น
กลยุทธ์ในระยะสั้น-กลาง ยังแนะนำ
1) Trading พลังงานต้นน้ำ (PTTEP) จากราคาน้ามันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่แนะนำระมัดระวังกลุ่มโรงกลั่น (TOP SPRC BCP) เนื่องจาก Crack Spread ของโรงกลั่นที่อาจจะเพิ่มขึ้น น่าจะถูกหักล้างด้วยต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ ตลาดยังคงรอความเคลื่อนไหว คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดอิหร่านตัดสินใจ สำหรับการปิดช่องแคบ Hormuz อย่างไรก็ดี คิดว่ากรณีที่มีการปิดช่องแคบ จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักของอิหร่าน
2) หาจังหวะทยอยสะสมกลุ่มอ้างอิงกำลังซื้อในประเทศ หลังจากตลาด Underweight มามากพอสมควร เช่น กลุ่มท่องเที่ยว (CENTEL ERW), กลุ่ม Retail (CPALL MOSHI)
3) ระมัดระวัง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจาก ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา เช่น CBG (สัดส่วนกัมพูชาราว 60% สำหรับการส่งออก และ 28% สำหรับ Energy drink), และ TVO / GFPT/ BTG และ CPF ที่มีสัดส่วนรายได้ราว 5%/ 4%/ 4%/ 3-4% จากกัมพูชา ในขณะที่ TU มีสัดส่วนรายได้เพียง 0.007%
เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ