โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ปิด ‘ฮอร์มุซ’ สะเทือนเอเชีย ไทยหวั่นราคา‘พลังงาน-ปุ๋ย’พุ่ง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 23 มิ.ย. 2568 เวลา 18.23 น. • เผยแพร่ 24 มิ.ย. 2568 เวลา 00.00 น.

“เศรษฐกิจเอเชีย” หนึ่งในภูมิภาคที่พึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางจะเผชิญความท้าทายอย่างมาก หากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใหญ่สุด 20% ของโลก

สำนักข่าวนิกเกอิเอเชีย รายงานว่า แม้ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาถกเถียงตลอดว่า อิหร่านจะปิดช่องแคบได้จริงหรือไม่ แต่รัฐสภาอิหร่านลงมติสนับสนุนการปิดช่องแคบนี้ ภายหลังสหรัฐประกาศเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2568 ว่า ได้ออกปฏิบัติการณ์ทางอากาศถล่มโรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งในอิหร่าน ที่ฟอร์โดว์ นาตันซ์ และเอสฟาฮาน

ปัจจุบันยังไม่ตัดสินใจขั้นสุดท้ายเรื่องนี้ ซึ่งเป็นการพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน และผู้นำสูงสุดอย่าง อยาตอลลาห์ อาลี คาเมเนอีแต่เรื่องนี้ทำให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นถึง 5.7% ไปทะลุ 81.40 ดอลลาร์/บาร์เรล ในการซื้อขายที่สหรัฐช่วงเปิดตลาดเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ก่อนจะลดลงมาต่ำกว่าระดับ 77 ดอลลาร์/บาร์เรล

นักวิเคราะห์จากบริษัท Rystad Energy ระบุชัดเจนว่า “เอเชียจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการขาดแคลนการส่งออกน้ำมันดิบ” หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด เพราะต้องพึ่งพาน้ำมันดิบที่ขนส่งผ่านเส้นทางนี้ โดยกว่า 80% ของน้ำมันดิบเกือบ 15 ล้านบาร์เรลต่อวันที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ ถูกส่งมายังเอเชีย

“เกาหลีใต้และญี่ปุ่น” เป็นผู้รับน้ำมันดิบรายใหญ่ที่ขนส่งผ่านช่องแคบนี้ โดยคิดเป็นสัดส่วนรวมกันถึง 24% นอกจากนี้ประเทศอื่นอย่าง “สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย มาเลเซีย ปากีสถาน และเวียดนาม” นำเข้าน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซปริมาณที่ไม่น้อยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน เอเชียรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ส่งจากจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปมากกว่า 80% โดยจุดหมายปลายทางหลักคือ ส่งไปจีนและอินเดียประมาณ 40% ของปริมาณทั้งหมด

แม้มีความตึงเครียดจากการโจมตีของสหรัฐและคำขู่ของอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์มองว่าโอกาสที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดมีน้อยมาก ส่วนนักวิเคราะห์จากกลุ่มยูเรเซีย กล่าวว่า “การปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย” และประเมินว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นมีเพียง 20% เท่านั้น

แถลงการณ์ระบุว่า อิหร่านไม่น่าจะโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในระดับที่รุนแรงขึ้น ตราบใดที่โรงงานส่งออกพลังงานของตัวเองยังคงปลอดภัยอยู่ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ก็เตือนว่า อิหร่านมีแนวโน้มที่จะคุกคามการขนส่งเรือบรรทุกน้ำมันมากขึ้นในอนาคต

กรณีเลวร้ายราคาน้ำมันพุ่ง110ดอลลาร์

ทั้งนี้ หากเกิดกรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า ถ้าหากปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลง 50% เป็นเวลา 1 เดือน และลดลงอีก 10% เป็นเวลา 11 เดือนต่อมา อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นสูงสุดที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ รวมทั้งราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปอาจพุ่งสูงขึ้นไปถึงระดับเดียวกับช่วงวิกฤติพลังงานของยุโรปในปี 2565

ข้อมูลจาก Rystad ระบุว่า ในส่วนของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมอย่างน้ำมันเบนซินและดีเซลที่มีการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันนั้น เอเชียมีสัดส่วนประมาณ 60% ของทั้งหมด

ขณะเดียวกัน เอเชียรับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ส่งจากจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปมากกว่า 80% โดยจุดหมายปลายทางหลักคือ ส่งไปจีนและอินเดียประมาณ 40% ของปริมาณทั้งหมด

แม้มีความตึงเครียดจากการโจมตีของสหรัฐและคำขู่ของอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์มองว่าโอกาสที่อิหร่านจะปิดช่องแคบฮอร์มุซทั้งหมดมีน้อยมาก ส่วนนักวิเคราะห์จากกลุ่มยูเรเซีย กล่าวว่า “การปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้นไม่น่าจะเกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย” และประเมินว่า โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นมีเพียง 20% เท่านั้น

แถลงการณ์ระบุว่า อิหร่านไม่น่าจะโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานในระดับที่รุนแรงขึ้น ตราบใดที่โรงงานส่งออกพลังงานของตัวเองยังคงปลอดภัยอยู่ อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ก็เตือนว่า อิหร่านมีแนวโน้มที่จะคุกคามการขนส่งเรือบรรทุกน้ำมันมากขึ้นในอนาคต

กรณีเลวร้ายราคาน้ำมันพุ่ง110ดอลลาร์

ทั้งนี้ หากเกิดกรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซจริง นักวิเคราะห์จากโกลด์แมน แซคส์ ประเมินว่า ถ้าหากปริมาณน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ลดลง 50% เป็นเวลา 1 เดือน และลดลงอีก 10% เป็นเวลา 11 เดือนต่อมา อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นสูงสุดที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงสั้นๆ รวมทั้งราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปอาจพุ่งสูงขึ้นไปถึงระดับเดียวกับช่วงวิกฤติพลังงานของยุโรปในปี 2565

สเตฟาน แองกริก นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Moody's Analytics เตือนว่า ราคาพลังงานที่แพงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อทั่วทั้งเอเชียจะเพิ่มขึ้น หรือพุ่งขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะในประเทศรายได้สูงอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันจะได้รับผลกระทบเป็นพิเศษ

“สถานการณ์นี้จะทำให้ประเทศเหล่านี้ขาดดุลการค้า เงินอ่อนค่าและนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรงขึ้น และเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ธนาคารกลางก็จะตอบสนองด้วยการหยุดลดดอกเบี้ย หรือกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง”

สหรัฐวอนจีนไม่ให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เรียกร้องให้ “จีน” ช่วยป้องกันไม่ให้อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางการค้าน้ำมันดิบที่สำคัญที่สุดในโลก

“ผมขอสนับสนุนให้รัฐบาลจีนในกรุงปักกิ่งพูดกับอิหร่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะพวกเขาพึ่งพาน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมาก” รูบิโอกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับทีวีฟ็อกซ์นิวส์เมื่อวันอาทิตย์ โดยจีนเป็นลูกค้าน้ำมันที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน และยังคงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่าน

ก่อนหน้านั้นในวันเดียวกัน รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านเตือนว่าอิหร่าน “สงวนทางเลือกทั้งหมดเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยของตน” หลังจากที่สหรัฐทิ้งระเบิดโรงงานนิวเคลียร์สำคัญ 3 แห่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผู้ส่งออกหวั่นท่าเรือหลักปิดบริการ

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า หากอิหร่านปิดช่องแคบเฮอร์มุช เบื้องต้นประเมินท่าเรือ อาทิ Jabel Ali, Doha, Dammam จะปิดเส้นทางหมด รวมถึง regional network กระทบส่งออกไป Gulf Coast

ทั้งนี้ สัดส่วนส่งออกไปตะวันออกกลางปี 2567 เท่ากับ 3.5% ของการส่งออกไทยทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้การส่งออกไทยปีนี้ไม่เติบโต แต่การนำเข้าจะกระทบมาก เพราะไทยนำเข้าสัดส่วนถึง 9.27% โดยเฉพาะน้ำมันดิบและปุ๋ย ซึ่งในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ไทยนำเข้าน้ำมันดิบจาก UAE 41.09% ซาอุดิอาระเบีย 12.04% กาตาร์ 3.35% คิดเฉพาะ 3 ประเทศนี้มีสัดส่วนสูงถึง 56.48% จาก World Total

ไทยนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางสูงถึง 42.37% แบ่งเป็น ซาอุดิอาระเบีย 27.71% กาตาร์ 3.67% จอร์แดน 3.48% โอมาน 3.41% และบาห์เรน 2.3% ซึ่งจะมีผลต่อภาคการเกษตรของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ต้นทุนการทำเกษตรสูงขึ้น เป็นแรงกดดันด้านราคา เพราะอาจจะขึ้นราคาขายให้ครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ยาก

แนะหาแหล่งอื่น-เพิ่มสต็อกน้ำมัน

สำหรับแนวทางการปรับตัวโดยเฉพาะความมั่นคงทางพลังงานต้องเร่งปรับแหล่งจัดซื้ออื่นทดแทน/เพิ่ม stock น้ำมันดิบมากขึ้น โดยเฉพาะการสั่งซื้อพลังงานจากสหรัฐทดแทนให้มากขึ้นจะได้ประโยชน์สองทาง แต่การเปลี่ยนแหล่งผลิตอื่นอาจมีข้อติดขัดเพราะจะสั่งซื้อกันไว้ล่วงหน้า และแต่ละแหล่งจะมีคุณภาพน้ำมัน ที่ทำให้สัดส่วนน้ำมันสำเร็จรูปแต่ละชนิดได้ปริมาณแตกต่างกันด้วย

สำหรับทางเลือกในการขนส่ง โดยขนถ่ายผ่านท่าเรือรองอื่น อาทิ Jeddah (Saudi), Salalah (Oman) และขนส่งทางบกต่อไปปลายทาง แต่ต้องหารือกับผู้ขนส่งเพื่อทราบแนวทางปฏิบัติไว้ล่วงหน้า และพิจารณากรณีต้องส่งกลับสินค้าว่าต้องดำเนินการอย่างไร พิธีการศุลกากรขาเข้าอย่างไร มีค่าใช้จ่ายเท่าใด เป็นต้น

“ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วก่อนมีข่าวปิดช่องแคบค่าระวางเรือจากไทยไป Jabel Ali, UAE ปรับขึ้นแล้ว 20% จาก 1,000 ดอลลาร์ต่อทีอียู เป็น 1,200 ดอลลาร์ต่อทีอียู”นายคงฤทธิ์ กล่าว

“ช่องแคบฮอร์มุช” จุดยุทธศาสตร์สำคัญ

นายเอกรินทร์ วงษ์ศิริ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังรัฐสภาอิหร่านได้อนุมัติมาตรการปิดช่องแคบฮอร์มุซเพื่อตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่สหรัฐฯ โจมตีทางอากาศใส่สถานที่นิวเคลียร์ของอิหร่านโดยขณะนี้ การตัดสินใจดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน

สําหรับไทยนําเข้านํ้ามันดิบมากกว่า 47,000 ล้านลิตรในปีที่ผ่านมา โดยกว่าครึ่งมาจากกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ความเสี่ยงจากเหตุการณ์นี้ จึงมีความหมายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะต่อกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นที่ต้องพึ่งพาการนําเข้านํ้ามันจากแหล่งเดียวกัน หากช่องทางขนส่งถูกปิดกั้นหรือมีข้อจํากัด ย่อมส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบและความต่อเนื่องในการผลิตทันที

ปิดช่องแคบฮอร์มุช น้ำมันหาย 20%

นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวว่า กรณีเลวร้ายสุดหากปิดช่องแคบเฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่จากตะวันออกกลางไปเอเชียและยุโรป หากช่องแคบนี้ถูกปิดการส่งออกน้ำมันจะหายไป 20% และส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ แต่มีความเป็นไปได้น้อย

ปัจจุุบันอิหร่านผลิตน้ำมันอยู่ที่ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากหายไปวันละ 1 ล้านบาร์เรล จะทำให้ราคาน้ำมันดิบเบนท์ปรับขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยเบื้องต้นมีการประมาณการกันว่า น้ำมันน่าจะหายไปอย่างน้อยวันละ 2 ล้านบาร์เรล และอาจหายไปเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน ฉะนั้น น้ำมันดิบเบนท์น่าจะปรับตัวสูงขึ้นเกิน 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ภายใน 1-2 เดือนข้างหน้า

นายกรรณ์ หทัยศรัทธา นักกลยุทธ์การลงทุน บล. ซีจีเอส-อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลเสริมว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดน้ำมันทำให้มีความผันผวนที่สูงขึ้นอย่างมาก ซึ่งราคาในช่วงสั้นๆ จะพุ่งสูงกว่าราคาในช่วงระยะกลางถึงยาว ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนและความผันผวนที่กำลังเกิดขึ้นในตลาดอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ภาพรวมของน้ำมันมีแนวโน้มที่จะมีความผันผวนสูงมากในลักษณะขึ้นแรง ลงแรง สลับกันไป ซึ่งไม่ใช่การขึ้นในทิศทางเดียวต่อเนื่องอย่างที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งอาจทะลุระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไปจนถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลคงไม่ใช้เวลานี้ แต่เป็นในรูปของความผันผวนมากกว่า

“คลัง”เตรียมมาตรการรับมือ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อจนถึงจุดที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นได้ แม้ว่าโดยธรรมชาติแล้วอุปทานน้ำมันทั่วโลกจะไม่ได้ขาดแคลนก็ตาม ทั้งนี้ การปรับขึ้นของราคาน้ำมันจะเป็นผลจากเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งโดยตรง

นายพิชัย กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดในสองประเด็นหลักคือ 1. เรื่องราคาพลังงาน และ 2. การเคลื่อนย้ายเงินทุน

สำหรับประเทศไทย อัตราเงินเฟ้อโดยรวมค่อนข้างต่ำแต่ปัจจัยที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นมีหลักๆ สองประการคือ สินค้าพลังงาน และสินค้านำเข้าบางชนิด เช่น ปุ๋ย ซึ่งได้รับผลกระทบจากสงคราม

“ในกรณีที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเร็ว รัฐบาลพร้อมใช้มาตรการจากกองทุนเข้าช่วยเหลือรวมถึงมาตรการทางภาษี อย่างไรก็ตาม แนวคิดคือการบริหารจัดการในระดับที่เหมาะสม โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนมากกว่าการพยุงราคาสินค้าให้ต่ำอยู่ตลอด” นายพิชัย กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...