โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ศาลไม่ให้ฟระกัน ‘ณฐพร-ลูกชาย’ คอตกนอนคุก คดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น

The Bangkok Insight

อัพเดต 06 มิ.ย. 2568 เวลา 01.56 น. • เผยแพร่ 06 มิ.ย. 2568 เวลา 01.55 น. • The Bangkok Insight

ศาลไม่ให้ฟระกัน "ณฐพร-ลูกชาย" คอตกนอนคุก คดีฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่นกว่า 249 ล้าน ชี้ พฤติการณ์แบ่งหน้าที่กันทำ กระทบความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

วานนี้ (5 มิ.ย.) ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน อายุ 72 ปี , นายรัฐสิทธิ์ โตประยูร บุตรชาย อายุ 50 ปี เป็นจำเลยในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงิน

โจทก์ยื่นฟ้องว่า สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีวัตถุประสงค์เป็นสหกรณ์ ที่เป็นสถาบันการเงินและสวัสดิการชุมชน ส่งเสริมให้สมาชิกช่วยตัวเองเพื่อดำเนินธุรกิจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส่งเสริมการออมทรัพย์ จัดหาทุนและบริการสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพและการดำรงชีพ โดยการบริหารและดำเนินการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น มีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร จำเลยที่ 5 สำนวนของศาลอาญานี้ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์ฯ

ระหว่างเดือน มกราคม 2551 ถึง ธันวาคม 2555 นายศุภชัยกับพวกอีกหลายคน ซึ่งดำรงตำแหน่งในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ร่วมกันกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ โดยหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ มีลักษณะแบ่งหน้าที่การทำโดยทุจริต แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยร่วมกันจัดทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกสมทบหรือผู้กู้ จำนวน 28 รายรวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 11,858,440,000 บาท โดยไม่ได้มีการกู้ยืมเงินกันจริง และร่วมทำบันทึกรายการทางการเงินอันเป็นเท็จโดยไม่มีการรับชำระหนี้เงินกู้ยืมและดอกเบี้ยจากลูกหนี้ที่กู้ยืมเงิน สัญญากู้ยืมเงินเท็จดังกล่าวเพื่อปกปิดการทุจริต และมีการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อตกแต่งบัญชีของสหกรณ์ฯ ให้มีผลประกอบการกิจการที่มีผลกำไรสุทธิ ปรากฏในงบการเงินและงบดุลของสหกรณ์ฯ ทั้งที่ความจริงแล้วผลประกอบการของสหกรณ์ฯ ขาดทุนมาตลอด ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ไม่สามารถประกอบกิจการได้ และไม่สามารถจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนได้ การขยายสาขาออกไปเรียนต่างจังหวัดนั้นก็ไม่สามารถทำได้

การกระทำของนายศุภชัยกับพวก เป็นการกระทำไปโดยทุจริตเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย มีสมาชิกได้รับความเสียหายจำนวน 2,254 ราย โดยพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 ได้ยื่นฟ้องนายศุภชัยกับพวกเป็นคดีหมายเลขดำ อ.3339/2559 ต่อศาลนี้แล้ว

ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน 2553 ถึงวันที่ 17 กันยายน 2553 ต่อเนื่องกัน นายศุภชัยกับพวก ซึ่งยังไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนอันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เมื่อนายศุภชัยได้สั่งจ่ายเช็คธนาคารพาณิชย์ เพื่อนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ออกจากสหกรณ์ฯ เข้าบัญชีเงินฝากธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นบัญชีของผู้มีชื่อ อันเป็นการสมคบกันฟอกเงิน เปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่ได้ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น เพื่อปกปิดหรือเพื่ออำพรางลักษณะที่แท้จริงการได้มาแหล่งที่มา การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิ์ใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานฟอกเงิน

ต่อมา คณะพนักงานสืบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่ ปปง.มีความเห็นว่า พฤติการณ์ของนายศุภชัยกับพวก เป็นการกระทำความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ก่อนมีคำสั่งให้อายัดที่ดินจำนวน 36 แปลงที่เกี่ยวข้องกับการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และแต่งตั้งคณะทำงานประสานงานในการดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย เพื่อดำเนินการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้เสียหาย และมีมติให้นำที่ดินดังกล่าวออกขาย เพื่อนำเงินคืนสหกรณ์ฯและเยียวยาความเสียหายแก่สหกรณ์ฯโดยด่วน

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานหรือหน่วยงานของรัฐ และนายศุภชัยและนายโชคอนันต์ ช้อยสุชาติ จำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำ ฟ.10/2562 ของศาลนี้ ซึ่งศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้ลงโทษแล้ว ได้ร่วมกันสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน โดยจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันวางแผนสมคบกัน โดยนายศุภชัยและนายโชคอนันต์ โอนเงินจำนวน 249,784,489 บาท ที่ได้รับแคชเชียร์เช็คมาจากผู้ซื้อที่ดิน โดยโอนเงินผ่านระบบธนาคาร โอนเข้าบัญชีนายศุภชัย ก่อนโอนเงินผ่านระบบธนาคารเพื่อนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน โอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยทั้งสองกับพวก หรือให้จำเลยทั้งสองกับพวก รับเงินสดหรือรับโอนเงินไป อันเป็นการสมคบการฟอกเงิน ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะโอนเงินให้แก่พวกของจำเลยทั้งสอง ซึ่งยังหลบหนีไม่ได้นำตัวมาฟ้อง จึงเป็นการร่วมกันโอนหรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด เพื่อซุกซ่อนหรือปกปิดแหล่งที่มาของทรัพย์สินนั้น หรือจะทำการด้วยประการใดๆ เพื่อปกปิดหรืออำพรางลักษณะที่แท้จริง การได้มาแหล่งที่ตั้ง การจำหน่าย การโอน การได้สิทธิ์ใดๆ ซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐานนั้น อันเป็นความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน

เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ ตำบลลาดบัวขาว และตำบลใดไม่ปรากฏชัด อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และตำบล อำเภอ จังหวัดใดไม่ปรากฏชัดของประเทศไทยเกี่ยวพันกัน

ชั้นสอบสวน จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

การกระทำของจำเลยตามข้อความที่กล่าวมาในคำฟ้อง เป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3,5,9 ,10, 60 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 มาตรา 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2526 มาตรา 4 และขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 สองเท่าตามกฎหมายด้วย

ทั้งนี้ นายณฐพร และนายรัฐสิทธิ์ ได้ยื่นหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยชั่วคราว

ศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหา คดีมีอัตราโทษสูง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองกับพวกแบ่งหน้าที่กันทำ กระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชนในวงกว้าง กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยทั้งสองจะหลบหนี จึงไม่อนุญาต

ต่อมา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ควบคุมตัวจำเลยทั้งสอง ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...