โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ย้อนรอยสงครามเงียบที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” กับรอยร้าวที่ยังไม่จาง

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 12.34 น.

ย้อนรอยสงครามเงียบที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” กับรอยร้าวที่ยังไม่จาง

วันที่ 29 พ.ค. 2568 The Room44 ชวนติดตามประเด็น ความขัดแย้งระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” : พรมแดนไม่เคยเป็นแค่เส้นบนแผนที่ แต่คือพื้นที่ของความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และบาดแผล จากเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี กลับมาปะทะอีกครั้ง เสียงปืนดังท่ามกลางความเงียบสงบของป่าเขา เกิดอะไรขึ้น? ทำไมปัญหา “เส้นเขตแดน” จึงยังคงเป็นชนวนแห่งความขัดแย้งไม่รู้จบ?

ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดนไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นรอยร้าวทางประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนอยู่ใต้พรมการทูตมานานหลายทศวรรษ เส้นแบ่งเขตแดนที่พร่าเลือน บวกกับการตีความที่แตกต่างในเรื่องอธิปไตย ทำให้ "พื้นที่ทับซ้อน" กลายเป็นชนวนเหตุแห่งความรุนแรงหลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์

ย้อนรอยจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง มากกว่าดินแดน คือ “ประวัติศาสตร์”

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเกี่ยวกับพื้นที่ชายแดนย้อนกลับไปได้ถึงยุคล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 19 ฝรั่งเศสซึ่งเข้ามามีอิทธิพลเหนือกัมพูชาในขณะนั้น ได้ทำแผนที่ระบุเขตแดนในรูปแบบที่ประเทศไทยไม่ยอมรับในภายหลัง หนึ่งในพื้นที่ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ คือ “ปราสาทพระวิหาร” และบริเวณใกล้เคียง

แม้ว่าศาลโลก (ICJ) จะมีคำตัดสินในปี 2505 ให้กัมพูชาเป็นฝ่ายปกครองปราสาทพระวิหาร แต่ก็ยังมีพื้นที่รอบปราสาทที่เป็น “เขตทับซ้อน” ซึ่งทั้งสองประเทศต่างอ้างกรรมสิทธิ์ ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดสะสมตลอดหลายทศวรรษ

เกิดเหตุปะทะกันกี่ครั้ง? ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีเหตุปะทะกันหลายครั้ง โดยมีเหตุการณ์หลักที่ถูกบันทึก

1. ปี 2551 (2008) – จุดเริ่มต้นของการปะทะในยุคใหม่ หลังจากยูเนสโกขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายกัมพูชา ฝ่ายไทยมองว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเคลื่อนกำลังเข้าพื้นที่ จนเกิดการยิงปะทะในเดือนตุลาคม

2. ปี 2553 (2010) – เกิดการยิงปะทะกันอีกครั้งบริเวณรอบปราสาท ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

3. ปี 2554 (2011) – เหตุการณ์ปะทะรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ทั้งบริเวณปราสาทพระวิหาร และพื้นที่ใกล้เคียง เช่น ปราสาทตาควาย และปราสาทตาเมือน ส่งผลให้ประชาชนชายแดนหลายพันคนต้องอพยพ

4. ล่าสุด: ปี 2568 (2025) – เหตุการณ์ความขัดแย้งวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 บริเวณอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีรายงานการเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อน และการตอบโต้ของฝ่ายไทย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและปะทะระยะสั้น แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต ล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายลงหลังการเจรจา

ย้อนรอย: ความขัดแย้งก่อน “สุวนันท์” ยังเด็ก

หลายคนอาจนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นยุค 2000 โดยอาจจำได้ว่า มีการประท้วงหน้าสถานทูตกัมพูชาที่กรุงเทพฯ ปี 2546 เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากข่าวลือเรื่องดาราสาวไทยชื่อดังในขณะนั้น สุวนันท์ คงยิ่ง ถูกกล่าวอ้างว่าให้สัมภาษณ์ดูหมิ่นกัมพูชาเกี่ยวกับนครวัด แม้ในภายหลังข่าวจะถูกปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง แต่ก็กลายเป็นชนวนให้เกิดเหตุวุ่นวายที่บานปลาย

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหลายสิบปี โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแผนที่ การตีความเขตแดน และการขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ต่างฝ่ายต่างมองว่าเป็น “การรุกล้ำ” ทางอธิปไตย

บทสรุป เมื่อพรมแดนคือแผลเก่า

เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ได้เกิดจากความเกลียดชังของประชาชน หากแต่เป็นผลจากความไม่ชัดเจนของเส้นเขตแดน ประวัติศาสตร์ที่ต่างตีความ และการเมืองภายในประเทศที่บางครั้งใช้ประเด็น “เขตแดน” เป็นเครื่องมือ

ถึงแม้การเจรจาในครั้งล่าสุดจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้ในระดับหนึ่ง แต่ความตึงเครียดที่ฝังรากลึกยังคงอยู่ การป้องกันเหตุซ้ำรอยจึงต้องพึ่งพาทั้งความร่วมมือระหว่างประเทศ และการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

สถานการณ์ล่าสุด 28 พฤษภาคม 2568 “น้ำยืน” ลุกเป็นไฟอีกครั้ง

แม้จะผ่านมาแล้วหลายปีนับจากเหตุปะทะใหญ่ช่วงปี 2554 แต่รอยร้าวระหว่างไทย-กัมพูชาก็ยังไม่จางหาย ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 เกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดขึ้นอีกครั้งในพื้นที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ “ทับซ้อน” ที่ยังไม่มีการแบ่งเขตอย่างชัดเจน

จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดจากการที่หน่วยลาดตระเวนของฝ่ายไทยตรวจพบความเคลื่อนไหวผิดปกติของทหารกัมพูชา ซึ่งมีการตั้งจุดตรวจชั่วคราวล้ำเข้ามาในเขตที่ไทยอ้างสิทธิ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้เข้าไปเจรจาและขอให้รื้อถอนจุดตรวจดังกล่าว แต่สถานการณ์กลับตึงเครียด เมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นในช่วงบ่าย ทำให้ทั้งสองฝ่ายระดมกำลังเข้าประจำพื้นที่

แม้การปะทะจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้น และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต แต่ แรงสั่นสะเทือนของเหตุการณ์ได้กระตุ้นความวิตกในชุมชนชายแดน โดยเฉพาะในหมู่บ้านใกล้พื้นที่ปะทะที่ประชาชนต้องอพยพชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

ภายหลังการเจรจาเบื้องต้นผ่านช่องทางทูตทหาร ทั้งสองฝ่ายตกลง ถอนกำลังกลับสู่แนวปฏิบัติเก่า และตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบจุดขัดแย้ง โดยมีการยืนยันจากฝ่ายกัมพูชาว่าการตั้งจุดตรวจเป็น “ความเข้าใจผิดเชิงยุทธวิธี” ไม่ได้มีเจตนารุกล้ำอธิปไตย

อย่างไรก็ตาม เหตุปะทะที่อำเภอน้ำยืนในปี 2568 ล่าสุด สะท้อนให้เห็น ว่า “ชายแดน” ยังเป็นพื้นที่อ่อนไหว ไม่เพียงแต่ในแง่ทางกายภาพ แต่ยังรวมถึงมิติทางจิตวิทยาและการเมือง

- ความคลุมเครือในเส้นแบ่งเขตแดนที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้อย่างเป็นทางการ

- ประวัติศาสตร์ที่แต่ละฝ่ายมีมุมมองและการตีความที่แตกต่าง

- การเมืองภายในของทั้งสองประเทศที่อาจหยิบยก “ความมั่นคงชายแดน” มาเป็นเครื่องมือในยามที่เกิดแรงกดดัน

ในขณะที่การเจรจาระดับทวิภาคีช่วยลดความร้อนแรงได้ในระยะสั้น แต่หากไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างของปัญหาได้อย่างแท้จริง ความขัดแย้งในลักษณะนี้ก็อาจปะทุขึ้นอีกในอนาคต

ทางออกอยู่ที่ “การยอมรับความจริงร่วมกัน”

แม้ชายแดนจะเป็นเพียงเส้นบาง ๆ บนแผนที่ แต่ในความจริง มันเป็นเส้นที่เต็มไปด้วยอารมณ์ ความเชื่อ ประวัติศาสตร์ และการเมือง การจะยุติความขัดแยงที่ฝังลึกนี้ได้อย่างถาวร ต้องอาศัยทั้งความกล้าหาญในการเปิดใจยอมรับอดีต และความตั้งใจร่วมกันในการหาทางออกที่เป็นธรรม ไม่ใช่แค่สำหรับรัฐ แต่อย่างยิ่งสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ตรงนั้น

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...