โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

"แพทองธาร" เดิมพันความมั่นคง! เว้นเก้าอี้กลาโหม 3 เดือน รอ "บิ๊กแก้ว"

สยามรัฐ

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 04.56 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 04.56 น.

หลังการโปรดเกล้าฯ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ในชื่อ “แพทองธาร 2” หรือ “ครม.แพทองธาร 1/2” ได้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อีกครั้ง โดยเฉพาะการเว้นว่างตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ท่ามกลางสถานการณ์ความมั่นคงที่อ่อนไหวอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ความไม่สงบในภาคใต้ หรือแม้แต่แรงกระเพื่อมในสังคมไทยเอง

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า “ช่องว่าง” ที่เกิดขึ้นนี้ อาจไม่ใช่เพราะขาดบุคลากร หรือความขัดแย้งภายใน แต่เป็น “การรอ” บุคคลเพียงคนเดียวคือพล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ หรือ “บิ๊กแก้ว” อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด

คำถามสำคัญคือ การปล่อยให้เก้าอี้สำคัญด้านความมั่นคงระดับชาติ “ว่าง” เพื่อรอบุคคลเพียงหนึ่งเดียว สมเหตุสมผลเพียงใด? หรือแท้จริงแล้ว นี่คือการเดิมพันเชิงกลยุทธ์ทางการเมืองที่อาจมีต้นทุนมหาศาลต่อความมั่นคงของประเทศ?

การเว้นวรรคที่มีเป้าหมายรอ"บิ๊กแก้ว"

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลและนักวิเคราะห์ในแวดวงการเมืองต่างเห็นตรงกันว่า การไม่แต่งตั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในคราวนี้ “เพื่อรอ” พล.อ.เฉลิมพล ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญว่าอดีต ส.ว. ต้องเว้นวรรค 2 ปี ก่อนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

โดยพล.อ.เฉลิมพล พ้นจากตำแหน่ง ส.ว. เมื่อ 30 ก.ย. 2566 จึงจะรับตำแหน่งรัฐมนตรีได้หลัง 30 ก.ย. 2568 หรืออีกประมาณ 3 เดือนจากนี้

การตัดสินใจเว้นเก้ารัฐมนตรีกลาโหมในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพราะไม่มีคนเหมาะสม แต่เพราะรัฐบาลต้องการคนๆ นี้ โดยเฉพาะ

พล.อ.เฉลิมพล คือใคร? ทำไมรัฐบาลต้องรอ?

พล.อ.เฉลิมพล เป็นนายทหารอาชีพที่มีโปรไฟล์ “ไร้มลทิน” และได้รับการยอมรับจากทั้งในและนอกกองทัพ เคยดำรงตำแหน่ง ผบ.ทสส. (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดในสายงานทหาร และที่สำคัญคือ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่ม “นายทหารคอแดง” หรือทหารที่มีแนวโน้มสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยและรัฐบาลพลเรือน

รัฐบาลอาจมองว่า การดึง พล.อ.เฉลิมพล เข้ามาร่วม ครม. จะเป็นการ ส่งสัญญาณเชิงบวกต่อกองทัพ และลดแรงเสียดทานระหว่างฝ่ายการเมืองกับกองทัพที่สะสมมานาน รวมถึงเพิ่มความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่า “กลาโหมอยู่ในการกำกับของมืออาชีพ”

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์: แค่รักษาการ หรือแผนสำรอง?

ในช่วงที่ตำแหน่ง รมว.กลาโหมยังว่างเปล่า มีการระบุว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมจะทำหน้าที่รักษาการในช่วงเปลี่ยนผ่าน

แต่บทบาท “รักษาการ” ที่ไม่มีอำนาจเต็มในภาวะปกติ ยังไม่แน่ชัดว่าจะสามารถ บริหารจัดการด้านความมั่นคงที่กำลังร้อนแรง ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยเฉพาะหากเกิดวิกฤตไม่คาดฝันในช่วง 3 เดือนนี้ เช่น การปะทะชายแดน, ความขัดแย้งทางทะเล, หรือภัยคุกคามไซเบอร์

เสียงวิจารณ์: เว้นว่างเก้าอี้ใหญ่ = เว้นความมั่นคง?

การตัดสินใจเว้นว่างตำแหน่ง รมว.กลาโหม ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์อย่างรุนแรง ทั้งในแวดวงความมั่นคงและในหมู่ประชาชน

1. การละเลยความจำเป็นเร่งด่วน นักวิชาการด้านความมั่นคงเตือนว่า “ช่วง 3 เดือนข้างหน้าอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่ประเทศสามารถ ‘พักผ่อน’ จากภัยคุกคามได้” โดยเฉพาะเมื่อชายแดนไทย-กัมพูชา มีแนวโน้มตึงเครียดขึ้นจากกรณีทางการเมืองและผลประโยชน์ด้านพลังงาน

2. ความไม่ต่อเนื่องเชิงนโยบาย กระทรวงกลาโหมต้องการความต่อเนื่องในการกำหนดท่าทีและนโยบาย เช่น แผนจัดซื้ออาวุธ, การวางกำลังตามแนวชายแดน, ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับต่างประเทศ การปล่อยให้ตำแหน่งนี้ว่าง อาจทำให้เกิดช่องว่างเชิงยุทธศาสตร์

3. ความสงสัยต่อเจตนา ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตว่า การรอ 3 เดือนเพื่อแต่งตั้งบุคคลหนึ่ง อาจสะท้อนว่า รัฐบาลยอมให้ประเทศอยู่ในภาวะสุญญากาศเพื่อ “การเมือง” มากกว่า “ชาติ”

ท่าทีของแพทองธาร: มั่นใจแต่ไม่เคลียร์

เมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกถามเรื่องการเว้นตำแหน่งนี้ ได้ตอบด้วยท่าทีมั่นใจว่า “ไม่มีปัญหา เพราะ พล.อ.ณัฐพล ก็สามารถทำงานได้” โดยไม่ได้ระบุชัดเจนว่ารอ พล.อ.เฉลิมพล จริงหรือไม่

แต่ความเงียบในบางประเด็น กลับสะท้อนถึง ความอึดอัดใจในการบริหารจัดการเกมอำนาจ ระหว่าง “พรรคเพื่อไทย-ทหาร-ประชาชน”

การไม่แต่งตั้งใครขึ้นมารับตำแหน่งในทันที อาจส่งสัญญาณว่า อำนาจการตัดสินใจบางอย่างของรัฐบาลยังต้องอยู่ภายใต้ “เงื่อนไข” จากกองทัพ

ความมั่นคงไม่ควรรอการเมือง

ที่ผ่านมาประเทศไทยเคยประสบปัญหาการเมืองที่ลุกลามจนกระทบกับความมั่นคงโดยตรง ทั้งจากชายแดนใต้ การก่อการร้ายข้ามชาติ การเผชิญหน้ากับเพื่อนบ้าน และแม้แต่ภัยพิบัติที่ต้องใช้การบัญชาการจากทหาร

ในโลกปัจจุบันที่ภัยคุกคามหลากหลายขึ้น ทั้ง ไซเบอร์เทอร์เรอร์, สงครามข้อมูล, ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ บทบาทของกระทรวงกลาโหมไม่ใช่แค่ “ดูแลทหาร” แต่ต้องทำหน้าที่เชิงรุกในทุกมิติ

การปล่อยให้เก้าอี้สำคัญเช่นนี้ว่าง อาจเป็นการเปิดทางให้ “ความเสี่ยง” ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นแบบไร้การควบคุม

เกมการเมืองที่เดิมพันด้วยความมั่นคง

หากมองแบบวิเคราะห์เชิงลึก การเว้นว่างตำแหน่ง รมว.กลาโหม อาจไม่ใช่แค่การรอ “คนที่ใช่” แต่เป็นการวางหมากเพื่อหวังผลในด้านต่างๆ ดังนี้

สานสัมพันธ์กับกองทัพ ดึงนายทหารที่น่าเชื่อถือมาเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์

วางหมากยาว เตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งหรือเปลี่ยนผ่านอำนาจในอนาคต โดยใช้ความมั่นคงเป็นเครื่องมือเจรจาทางการเมือง

ลดแรงเสียดทาน หากตั้งคนที่กองทัพไม่ยอมรับขึ้นมา อาจเกิดแรงเสียดทานล่วงหน้า การเว้นไว้ก่อนคือการ “ซื้อเวลา”

เว้นตำแหน่ง รมว.กลาโหม—เว้นใจประชาชน?

แม้การรอ พล.อ.เฉลิมพล อาจเป็นเรื่องที่มีเหตุผลในเชิงกลยุทธ์ แต่คำถามสำคัญคือ “ประเทศไทยจะต้องแลกอะไรบ้าง” เพื่อรอให้บุคคลคนเดียวได้ขึ้นตำแหน่ง

ในภาวะที่ประเทศกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากทุกด้าน ความมั่นคงไม่ควรถูกทำให้เป็นรองทางการเมือง

ความมั่นคงไม่ควรมีวันเว้นวรรค และประชาชนไม่ควรถูกปล่อยให้รอให้ใครสักคนพ้นตำแหน่ง ส.ว. เพื่อให้เก้าอี้กลาโหมถูกเติมเต็ม

#แพทองธาร2 #รมวกลาโหม #บิ๊กแก้ว #เฉลิมพลศรีสวัสดิ์ #ครมใหม่ #กองทัพ #เพื่อไทย #ความมั่นคง #ชายแดนกัมพูชา #การเมืองไทย2025

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...