โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที

“DNA” โบราณทำนักวิจัยทึ่ง เผยความเชื่อมโยงชาว “อียิปต์” และ “เมโสโปเตเมีย”

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 17.33 น.
งานวิจัยชิ้นใหม่จากสถาบันวิจัยในลอนดอน เปิดเผยการศึกษาโครงกระดูกของชายโบราณที่เคยอาศัยในแถบลุ่มแม่น้ำไนล์ โดยพบเบาะแสที่อาจจะมีความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างระหว่างสองอารยธรรม อียิปต์ และ เมโสโปเตเมีย แม้ว่าจะอยุ่ไกลกันหลักพันกิโลเมตร โดยเฉพาะในเรื่องของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

การทดสอบดีเอ็นเอกระดูกของชายโบราณที่เคยอาศัยอยู่บริเวณหุบเขาแถว แม่น้ำไนล์ (Nile Valley) เผยให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของ อารยธรรมอียิปต์โบราณ ในมุมมองใหม่ โดยพบความเชื่อมโยงกับหนึ่งในอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น ซึ่งก็คือ“เมโสโปเตเมีย” หรือบริเวณ“อิรัก” ในปัจจุบัน

DNA โบราณมาจากไหน?

ดีเอ็นเอดังกล่าวถูกนำมาจากกระดูกในหูชั้นในและฟันของชายคนหนึ่ง ที่ฝังอยู่ในหมู่บ้านนูไวรัต (Nuwayrat) ห่างจากกรุงไคโรไปทางใต้ 265 กิโลเมตรและเสียชีวิตเมื่อประมาณ 4,500 - 4,800 ปีก่อน ใกล้ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในยุคที่อียิปต์และเมโสโปเตเมียถือกำเนิดขึ้น

พบอะไรใน DNA โบราณ?

จากการวิเคราะห์โครงกระดูกแสดงให้เห็นว่าชายคนนี้มีอายุ 60 ปีและอาจทำงานเป็นช่างปั้นหม้อ โดยดีเอ็นเอหนึ่งในห้าของเขา มาจากบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ห่างออกไป 1,500 กิโลเมตร ตรงกับพื้นที่อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

การค้นพบนี้สอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชี้ว่า ทั้งสองภูมิภาคนี้อาจมีการติดต่อกันอย่างน้อยราว 10,000 ปีก่อน เมื่อผู้คนในเมโสโปเตเมียเริ่มทำฟาร์ม และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของสังคมเกษตรกรรม

ทำไมการวิเคราะห์ข้อมูล DNA จึงสำคัญ?

การค้นพบนี้จึงถือเป็นหลักฐานทางชีววิทยาชิ้นแรก ที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองอารยธรรม และอาจช่วยอธิบายได้ว่าอียิปต์เปลี่ยนแปลงจากชุมชนเกษตรกรรม ไปเป็นอารยธรรมที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างไร

ศาสตราจารย์พอนทัส สโกกลุนด์ (Pontus Skoglund) แห่งสถาบันฟรานซิส คริก ในลอนดอน (London’s Crick Institute) ผู้นำงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า การสกัดและอ่านดีเอ็นเอจากกระดูกโบราณ ยังช่วยให้นักวิจัยมองเห็นเหตุการณ์และบุคคลต่าง ๆ ในอดีตได้ชัดเจนขึ้น นอกเหนือจากข้อมูลบันทึก ซึ่งอาจะมีความคลาดเคลื่อนตามมุมมองของผู้บันทึก หรือผู้ว่าจ้างในยุคนั้น

ขั้นต่อไปของงานวิจัยชิ้นนี้

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ตัวอย่างดีเอ็นเอโบราณเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับขอบเขต และระยะเวลาของการเคลื่อนไหวระหว่างศูนย์กลางวัฒนธรรมทั้งสองแห่งต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...