โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

“จาตุรนต์” ปลุกสส.รวมพลัง 9 ก.ค.ปลดล็อกกติกา หลือทำประชามติชั้นเดียว

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 14.30 น.

“จาตุรนต์” ปลุกสส.รวมพลัง 9 ก.ค.ปลดล็อกกติกา เหลือทำประชามติชั้นเดียว ลุยแก้รัฐธรรมนูญ

วันที่ 7 ก.ค. 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย(พท.) โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กว่า ประชุมสภาฯสัปดาห์นี้ (9ก.ค.) ขอให้ทุกท่านร่วมกันปลุกพลัง สส. เตรียมโหวตครั้งสำคัญในการปลดล็อกกติกาประชามติ เดินหน้าสู่การแก้รัฐธรรมนูญ

เปิดประชุมสภาฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้เสนอเรื่องด่วนให้สภาผู้แทนราษฎร นำร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ ขึ้นมาพิจารณาใหม่อีกครั้ง เพื่อลงมติยืนยันร่างที่สภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบแล้วตามมาตรา 138 (2) ของรัฐธรรมนูญ ในการปลดล็อกกติกาออกเสียงประชามติให้เป็น "ระบบเสียงข้างมากธรรมดา" (Simple Majority) หลังจากครบ 180 วันที่ร่างถูกยับยั้งไว้

จุดเริ่มต้นของ "ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ฉบับที่ … พ.ศ. …. (ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ)"เกิดจากจากการเสนอญัตติของทั้งคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย

ในการพิจารณาของชั้นกรรมาธิการได้พิจารณาสาระสำคัญให้ใช้กติกาการออกเสียงประชามติด้วยระบบเสียงข้างมากธรรมดา (Simple Majority) ที่ระบุว่า “มาตรา13 การออกเสียงที่จะถือว่ามีข้อยุติในเรื่องที่จัดทำประชามติ ให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียงข้างมากต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความเห็นในเรื่องที่จัดทำประชามตินั้น”

ข้อสรุปนี้ไม่ได้ทำให้การทำประชามติผ่านไปโดยง่ายเป็นพิเศษหรือไม่สง่างาม แต่กลับเป็นกติกาที่สร้างความชอบธรรมมากยิ่งขึ้น เพราะการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ครั้งคือปี 2550 และปี 2560 กำหนดไว้ว่าให้ใช้เสียงข้างมากเป็นอันผ่านประชามติ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไปทำประชามติ โดยที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดว่าจะต้องไปทำประชามติโดยมีเสียงข้างมากกี่ชั้น

เมื่อไม่ได้กำหนดเช่นนี้ ทำให้สิ่งที่ควรจะเป็นหลักการคือ “ต้องย้อนไปดูว่ารัฐธรรมนูญที่เป็นตัวแม่คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560 ตอนทำประชามติใช้หลักเกณฑ์อย่างไร ก็ไม่ควรใช้หลักเกณฑ์ที่ต่างกัน” ทั้งไม่ควรทำให้ง่ายหรือยากขึ้น

หลักการที่เป็นเหตุเป็นผลและชอบธรรมนี้ทำให้ในวันที่ 21 สิงหาคม 2567 สภาผู้แทนราษฎรทั้งสภาเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประชามติฯ ทั้ง 3 วาระโดยเสียงเอกฉันท์ สร้างความหวังว่าเรากำลังจะเดินหน้าสู่การแก้รัฐธรรมนูญได้โดยไม่ติดขัด แต่เมื่อร่างส่งไปในชั้นวุฒิสภากลับมีมติเสียงข้างมาก “พลิกกลับ” ยืนยันให้ใช้ระบบเสียงข้างมากสองชั้น ที่กำหนดว่าผู้มาใช้สิทธิ์ต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์

กติกานี้มีผลเท่ากับว่าคนไม่มาออกเสียงและคนไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญกลายเป็นฝ่ายเดียวกัน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญก็อาจไประดมคนให้นอนอยู่บ้านเพื่อได้คะแนนไปรวมกับผู้ไม่ออกเสียง จนอาจทำให้การทำประชามติเพื่อแก้รัฐธรรมนูญครั้งนั้นมีผู้มาออกเสียงน้อยมาก และท้ายที่สุดแม้การลงประชามติเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญจะมีคะแนนเสียงท้วมท้น แต่ก็ต้องตกไปเพราะกติกาที่มีปัญหานี้

แน่นอนว่าเสียงส่วนใหญ่ของสภาผู้แทนราษฎร “ไม่เห็นชอบ” กับร่างดังกล่าวของสว. นำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันระหว่างสองสภาเพื่อพิจารณากฎหมายนี้อีกครั้ง แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันเนื้อหาตามที่ สว. ได้แก้ไขไว้ และได้ส่งร่างกลับมาให้แต่ละสภาพิจารณาอีกครั้ง

แม้วุฒิสภาจะมีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว แต่สภาผู้แทนราษฎรเรายังคงยืนยันในหลักการอีกครั้งโดยที่ไม่กลัวว่าการแก้รัฐธรรมนูญจะล่าช้า เพราะถ้าหากว่าเห็นชอบตามวุฒิสภาไปอาจจะทำให้การทำประชามติเกิดขึ้นเร็ว แต่นั่นคือการปิดประตูตอกฝาโลงการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นเรื่องที่จะเป็นปัญหาใหญ่หลวงมากสำหรับประเทศไทย

ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติฯ จะกลับมาพิจารณาอีกครั้งในการประชุมสภาฯสัปดาห์นี้ (9ก.ค.2568) ขอให้ทุกท่านติดตามเพื่อสนับสนุนให้สภาผู้แทนราษฎรยืนยันกติกาออกเสียงประชามติที่เป็นธรรม เปิดทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เกิดขึ้นให้ได้ครับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...