โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

7 THINGS WE LOVE ABOUT RICK OWENS ดีไซเนอร์ระดับไอคอนและเจ้าพ่อสายดาร์ก

THE STANDARD

อัพเดต 06 ก.ค. 2568 เวลา 11.43 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 11.43 น. • thestandard.co
7 THINGS WE LOVE ABOUT RICK OWENS ดีไซเนอร์ระดับไอคอนและเจ้าพ่อสายดาร์ก

จาก Men’s Fashion Week ฤดูกาล Spring/Summer 2026 เพิ่งปิดม่านลงไปไม่นานนัก หนึ่งในโชว์ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจและถูกจับตามองอย่างมากคงต้องยกให้ Rick Owens ผลงานจากดีไซเนอร์ชาวอเมริกันผู้มีสไตล์เฉพาะตัวที่โดดเด่นทั้งในแง่ดีไซน์และคอนเซ็ปต์ ที่พาแขกผู้เข้าร่วมไปชมคอลเล็กชันแห่งความดิบ ผ่านโชว์แบบ Immersive บนรันเวย์ที่ถูกแปลงโฉมให้เป็นพิธีกรรมกลางสายน้ำ

เบื้องหลังโชว์สุดล้ำนี้คือชายผู้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้กลายเป็นประติมากรรมที่มีชีวิต จากจุดเริ่มต้นอาชีพในช่วงปี 1994 จนกระทั่งกลายเป็นไอคอนแห่งแฟชั่นในปัจจุบัน Rick Owens ได้สร้างวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และสร้างปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ไม่เหมือนใคร จนอาจเรียกได้ว่าเป็น Subculture ที่มีผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นไปทั่วโลก

สัปดาห์นี้ THE STANDARD POP จึงขออาสาพาทุกคนไปสำรวจทุกแง่มุมของดีไซเนอร์เจ้าของอาณาจักรความดาร์ก ที่เต็มไปด้วยตัวตนที่กล้าจะท้าทายทุกขีดจำกัดของวงการแฟชั่น ตั้งแต่ที่มาของแรงบันดาลใจ ซิกเนเจอร์ที่น่าจดจำ เรื่องราวชีวิตรัก ไปจนถึงผลงานชิ้นไอคอนิกที่คนทั่วโลกอยากครอบครอง

SIGNATURE AESTHETIC

หากถามว่าความงามคืออะไร หลายคนคงนึกภาพความเบ่งบาน ความสว่างไสว แต่สำหรับ Rick Owens แล้ว เขาเป็นที่จดจำในฐานะผู้สร้างนิยามใหม่ให้กับความงาม ด้วยเบื้องหลังในวัยเด็กที่เติบโตมากับการเผชิญกฎระเบียบ ความเคร่งครัดจากครอบครัวคาทอลิก กลายเป็นชนวนสุมความโกรธแค้นชั้นดีให้เจ้าตัวได้ยกมันมาถ่ายทอดผ่านงานแฟชั่น อีกทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญให้เขาหลงใหลในความมืด ความบิดเบี้ยว และพิธีกรรม ทำให้เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยความดาร์ก ความดิบ มีจุดเด่นเรื่องการใช้โทนสีดำอันเป็นสัญลักษณ์แทนทั้งความลึกลับและความแข็งแกร่ง การใส่ดีเทลเรื่องความไม่สมบูรณ์แบบ เน้นที่รอยยับย่นของผ้า เนื้อสัมผัสที่ดูขรุขระ หรือการตัดเย็บที่ดูเหมือนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ การสอดแทรกแรงบันดาลใจจากจิตวิญญาณด้านมืดของมนุษย์ไว้ให้เห็น ตลอดจนแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ที่ถูกกล่าวขานถึงความแปลกประหลาดและล้ำสมัย ด้วย Performance Art ที่มักพาผู้คนไปดำดิ่งสู่ความมืดหม่นอันเต็มไปด้วยองค์ประกอบสุดดรามาติก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองที่กลายเป็นความงามในแบบฉบับของเขาที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ จนทำให้เกิดสมญานาม The Lord of Darkness ที่มาเสริมภาพลักษณ์ของ Rick Owens ให้ทรงพลังขึ้นไปอีกขั้น

LOVE STORY WITH MICHÈLE LAMY

เรื่องราวความรักระหว่าง Rick Owens และ Michèle Lamy เป็นหนึ่งในเรื่องราวความรักที่น่าสนใจที่สุดในวงการแฟชั่นยุคนี้เลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากการพบกันของพวกเขาที่ลอสแองเจลิสในปี 1990 ด้วยเหตุผลทางการจ้างงานจากทางฝั่ง Michèle ที่มีแบรนด์เสื้อผ้าของตนเอง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เติบโตทั้งในด้านหุ้นส่วนทางธุรกิจอย่างการย้ายมาอยู่ที่กรุงปารีสในปี 2003 และร่วมกันก่อตั้ง Owenscorp บริษัทแม่ของแบรนด์ Rick Owens ในปีถัดมา พร้อมกับการเป็นคู่รักและคู่ชีวิตที่ยั่งยืนมาจนถึงปัจจุบันกว่า 30 ปี นอกจากวิสัยทัศน์ส่วนตัวของ Rick Owens แล้ว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวตนของ Michèle หญิงเจ้าของเสน่ห์แบบดิบ ๆ คนนี้นี่แหละที่เป็นทั้ง Muse และ คนรัก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่แหวกแนวและท้าทายให้เราได้ชมกันในหลากหลายคอลเล็กชั่น อีกทั้งเธอยังรับบทบาทผู้ดูแลสายงานศิลปะ การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ และมีส่วนร่วมในงาน Performance Art ของแบรนด์ จนกลายเป็นที่มาของการเป็นคู่รักที่สร้างอาณาจักรแห่งความมืดที่ทำให้โลกแฟชั่นได้ตื่นตะลึง

CULT FOLLOWING

จากเอกลักษณ์เฉพาะตัวในเส้นทางแฟชั่นสายดาร์ก ทำให้แม้ตัวแบรนด์จะไม่ได้ใช้กลยุทธ์ Influencer Marketing แบบแบรนด์หรูอื่น ๆ ในทุกวันนี้ แต่ริคกลับเป็นหนึ่งในนักออกแบบที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่นที่สุดกลุ่มหนึ่งในโลกแฟชั่น โดยจะเห็นได้ชัดช่วงแฟชั่นวีคที่กลุ่มคนเหล่านี้จะมาปรากฏอยู่หน้าโชว์ที่มักจัด ณ Palais de Tokyo ของกรุงปารีส ส่วนหมู่เซเลบริตี้ที่เลือกสวมใส่เสื้อผ้าของเขาในโอกาสสำคัญต่าง ๆ ก็มี อาทิ A$AP Rocky หนึ่งในไอคอนแฟชั่นของวงการฮิปฮอปที่มักปรากฏตัวในลุคของแบรนด์ตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2010 , Rihanna สวมใส่เสื้อผ้าและรองเท้าของ Rick Owens อยู่บ่อยครั้งทั้งลุคสตรีทสไตล์และเวลาเข้าร่วมงานอีเวนต์ หรือ Kim Kardashian หนึ่งในผู้ที่ทำให้ Prong Dress (เดรสที่โดดเด่นด้วยโครงบริเวณหน้าอกจากเทคนิค Geometric Cutouts) ของแบรนด์กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ตลอดจนเซเลบริตี้ชื่อดัง อาทิ Billie Eilish, Bad Bunny, Zendaya และ Anya Taylor-Joy ผู้เป็นขวัญใจคนยุคนี้อีกมากมาย

ARCHITECTURE SILHOUETTE

เอกลักษณ์สำคัญที่เห็นเด่นชัดผ่านงานดีไซน์ของ Rick Owens คืองานดีไซน์แบบ Wearable Architecture หรือเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างเหมือนงานสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นซิลูเอตแบบอาวองการ์ด มีรูปทรงเรขาคณิตชัดเจนแข็งแรง ซึ่งส่วนมากเป็นไอเท็มแบบโอเวอร์ไซส์ที่ค่อนข้างเกินจริง การใช้เทคนิคการเดรปผ้าที่ซับซ้อนเพื่อให้เกิดวอลลุ่มที่น่าสนใจ อย่างบางคอลเล็กชั่นใช้เทคนิคการผสมผสานกันจนเกิดกลายเป็นงานดีไซน์ที่ทำให้เรานึกถึงเสาในโบสถ์กอธิก โครงเหล็กหอไอเฟล แท่นบูชา นอกจากนี้ยังมีการเล่นกับเส้นสายและสัดส่วนที่ไม่สมมาตรเพื่อสร้างมิติเสมือนงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ พร้อมทั้งยังนำแนวคิดแบบ Brutalism หรือสถาปัตยกรรมแบบปูนเปลือยที่เน้นการเผยความเป็นธรรมชาติของพื้นผิวต่าง ๆ มาใช้ในการออกแบบเสื้อผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างบุคลิกที่โดดเด่นให้กับผู้สวมใส่ได้ทั้งบนรันเวย์และในชีวิตประจำวัน

BEING HIS OWN MUSE

หนึ่งในแง่มุมที่โดดเด่นของ Rick Owens คือวิธีที่เขาใช้ตัวเองเป็นมิวส์สำหรับแบรนด์ของตัวเอง แทนที่จะดึงคนดัง หรือบุคคลในประวัติศาสตร์มาใช้เหมือนดีไซเนอร์คนอื่น ๆ ซึ่งนั่นทำให้แก่นหลักของแบรนด์ถูกนำเสนออย่างชัดเจนตลอดมา โดย Rick Owens มักย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างชีวิตส่วนตัวกับผลงานของเขาในการสัมภาษณ์อยู่เสมอว่า เขาใช้ตัวตนของตัวเองเป็นรากฐานสำคัญ และเรายังได้เห็นตัวเขาเองมาเป็นโมเดลหลักของแบรนด์ ตั้งแต่การถ่ายแบบ เดินโชว์ และนำเสนอไลฟ์สไตล์ของตัวเองผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย จนใครที่ติดตามแฟชั่นน่าจะคุ้นตากับภาพของชายร่างสูง ผิวขาว ผมยาวสีดำตรง ใส่เสื้อแขนกุดหรือแจ็กเกตตัวยาว กางเกงทรงกว้าง และบู๊ตส้นสูงขนาดใหญ่ ซึ่งล้วนแล้วแต่มาจากคอลเล็กชั่นของเขาเอง เพื่อแสดงให้เห็นว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่เสื้อผ้าสำหรับโอกาสพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นวิธีการสื่อสารที่ทรงพลัง และตอกย้ำในความเชื่อมั่นในผลงานของเขาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

RICK OWENS DECOR LINE

ขณะที่หลายแบรนด์แฟชั่นเลือกต่อยอดสู่สินค้าประเภทไลฟ์สไตล์เพื่อการขยายตลาด Rick Owens กลับสร้างไลน์เฟอร์นิเจอร์ขึ้นในปี 2007 โดยมี Michèle Lamy ภรรยาและหุ้นส่วนทางธุรกิจของเขาเป็นผู้ดูแลการผลิตโดยผลงานเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นนั้นมีความโดดเด่นที่การผสมผสานระหว่างความ Functional และ Artistic สะท้อนสุนทรียะและปรัชญาการออกแบบเดียวกันกับผลงานเสื้อผ้าที่ทุกคนชื่นชอบ มีการออกแบบที่เล่นกับวัสดุธรรมชาติที่ให้ความหนัก หนา แข็งแรง เช่น ไม้ Raw Oak, หินอ่อนสีดำ, คอนกรีตดิบ, หนังวัว ซึ่งสื่อสารถึงความถาวร (Permanence) และความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างในพื้นที่อยู่อาศัย โดยนำมาผ่านกระบวนการทางงานฝีมือเพื่อสร้างผลงานที่สอดแทรกทั้งความโบราณและฟิวเจอริสติกไปพร้อมกัน ซึ่งทำให้เฟอร์นิเจอร์ของเขาอย่างโต๊ะ เก้าอี้ โซฟา โคมไฟ หรือประติมากรรมของตกแต่ง เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง มีราคาสูงในระดับนักสะสมจนกลายเป็นสัญลักษณ์ของรสนิยมระดับสูง ตลอดจนถูกนำไปจัดแสดงในแกลเลอรีและพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ทั่วโลก

ICONIC ITEMS

Rick Owens มีสินค้าหลายชิ้นที่กลายเป็นไอคอนิก และเป็นที่ต้องการของสาวกแฟชั่นทั่วโลก เริ่มตั้งแต่สนีกเกอร์ทรง High-Top พร้อมลิ้นรองเท้าขนาดใหญ่อย่างรุ่น Geobasket ที่เปิดตัวมาในคอลเล็กชั่น Men Fall/Winter 2006 ที่แม้จะมีข้อพิพาทระหว่าง Nike อยู่ช่วงหนึ่งจนต้องปรับดีไซน์ แต่มันก็กลายเป็นซิกเนเจอร์ที่ทำให้ชื่อของ Rick Owens เข้าสู่วงการสตรีทแฟชั่นและแฟชั่นเมนสตรีมได้อย่างเต็มตัว หรือรองเท้าส้นสูงสำหรับผู้ชายอย่าง Wedge Boots และ Hybrid Sandals ที่ตะโกนนิยาม Gendered Fashion อย่างชัดเจน ส่วนทางฝั่งของเสื้อผ้านั้นมีกางเกงขาสั้นทรงหลวมรุ่น Pods Shorts หรือที่รู้จักกันในชื่อ Rick’s Pod , Bauhaus Jacket แจ็กเกตหนังเข้ารูปที่โดดเด่นด้วยซิปแนวเฉียง หรือ Prong Dress ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ก็เป็นอีกหนึ่งไอเท็มที่ขึ้นชื่อของแบรนด์ นอกจากนี้ ทาง Rick Owens ยังมีงานคอลาบอเรชั่นกับแบรนด์อื่น ๆ อาทิ Converse, Adidas, Birkenstock และ Dr. Martens ที่ผสมผสานความงามแบบดิบๆ ความหรูหรา และความ Avant-Garde เข้าไว้ได้อย่างลงตัวซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...