โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

วิทัย รัตนากร กับการขับเคลื่อนออมสินเป็น ”ธนาคารเพื่อสังคม“

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 10.39 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 23.25 น.

ช่วงเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา ธนาคารออมสินได้ปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงานจากธนาคารรัฐเชิงพาณิชย์สู่การเป็น “ธนาคารเพื่อสังคม” หรือ Social Bank อย่างเต็มตัว ภายใต้นโยบายสำคัญของ “วิทัย รัตนากร” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ที่วางกรอบการดำเนินธุรกิจ 2 โมเดลคู่ขนาน นั่นคือ การทำธุรกิจปกติในลักษณะเดียวกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ควบคู่ไปกับการทำภารกิจเพื่อสังคม โดยใช้ผลกำไรจากธุรกิจหลักเข้ามาอุดหนุนภารกิจรองที่เน้นการดูแลประชาชนรายได้น้อย กลุ่มเปราะบาง และเศรษฐกิจฐานราก

จากแนวทางดังกล่าว ออมสินสามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้แล้วมากกว่า 8-9 ล้านคนภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี โดยมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา ตลอดจนการสนับสนุนภาคธุรกิจรายย่อยให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อฟื้นตัวและเติบโต

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน

สำหรับปี 2568 นี้ ธนาคารออมสินได้วางเป้าหมายว่า จะสามารถดูแลประชาชนเพิ่มขึ้นอีกกว่า 2 ล้านคน ผ่านภารกิจหลัก 4 ด้าน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงระบบสินเชื่อ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน การฝึกอบรมพัฒนาอาชีพ ไปจนถึงการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ

หนึ่งในภารกิจที่ออมสินให้ความสำคัญ คือ การดึงประชาชนกลุ่มฐานรากที่อยู่นอกระบบเข้าสู่ระบบสินเชื่อที่เป็นธรรม โดยการออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่ในปี 2568 อย่าง “สินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส” และ “สินเชื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ” โดยมีกรอบวงเงินรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนที่ไม่เคยมีประวัติกู้ยืมเงินกับธนาคารสามารถเริ่มต้นเข้าสู่ระบบสถาบันการเงินได้ ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานด้านเครดิตให้กับกลุ่มเปราะบางในระยะยาว

“สินเชื่อ 2 ตัวนี้ น่าจะช่วยเหลือประชาชนได้กว่า 6 แสนราย โดยเราตั้งเป้าหมายอนุมัติสินเชื่อสร้างเครดิต สร้างโอกาส ในปีแรก 3 แสนราย พร้อมกับอนุมัติสินเชื่อเพิ่มเติมอีก ในโครงการสร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งโครงการที่เราทำเหล่านี้ไม่ได้มีกำไรเลย แต่เป็นการช่วยเหลือสังคม และไปทำกำไรจากโปรเจคใหญ่ ซึ่งเป็นการสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตแบงก์” วิทัยกล่าว

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ การเข้าไปมีบทบาทในเรื่องการแก้หนี้ครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มที่กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ซึ่งออมสินได้เตรียมออกมาตรการใหม่เพื่อรองรับนโยบายรัฐบาลในการดูแลลูกหนี้รายย่อย คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้อีก 7-8 แสนราย โดยออมสินได้ใช้แนวทางผ่านบริษัทลูกที่จัดตั้งขึ้นใหม่ คือ บริษัท บริหารสินทรัพย์อารีย์ จำกัด (ARI-AMC) เพื่อเข้ามารับโอนหนี้และจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างมีระบบ และเป็นธรรม

ขณะนี้ได้มีการโอนหนี้รอบแรกไปแล้ว และอยู่ระหว่างการประเมินผลเพื่อพิจารณาว่า หาก ARI-AMC สามารถสร้างผลกำไรได้ตามเป้าหมาย จะมีการใช้ส่วนหนึ่งของกำไรนั้นเพื่อนำไปช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การยกหนี้ให้กับลูกหนี้ที่ค้างชำระเพียงเล็กน้อยแต่ไม่สามารถติดตามตัวได้

“เราได้ตกลงกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ หรือ BAM เมื่อ ARI-AMC ทำกำไรถึงจุดหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลือจะดูแลลูกหนี้ด้วยการยกหนี้ให้ เช่น ลูกหนี้ที่ค้างจ่าย 3-5 พันบาท แล้วหาตัวไม่เจอ เราก็พร้อมที่จะยกหนี้ให้เลย คาดว่าช่วยเหลือเหลือลูกหนี้ได้อีก 1 แสนคน” วิทัยย้ำ

นอกจากนี้ ธนาคารออมสินยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนและชุมชนผ่านโครงการ “ยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับสถาบันการศึกษากว่า 64 แห่ง และวิสาหกิจชุมชนกว่า 990 ชุมชนทั่วประเทศ โครงการนี้สามารถอบรมและสร้างอาชีพให้ประชาชนได้ปีละกว่า 5-6 แสนราย สร้างความเข้มแข็งจากภายในชุมชนและลดการพึ่งพาสินเชื่อในระยะยาว

ในด้านการสนับสนุนภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกันออมสินยังเป็นธนาคารรัฐเพียงแห่งเดียวที่สามารถออกสินเชื่อซอฟต์โลนได้โดยไม่ต้องพึ่งพระราชกำหนด โดยช่วงกลางปี 2567 ที่ผ่านมา ออมสินได้ปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลนวงเงินรวม 1 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และจนถึงปัจจุบันสามารถอนุมัติสินเชื่อได้แล้วกว่า 7 หมื่นล้านบาท ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถประคองตัวและเดินหน้าต่อได้

“การปล่อยสินเชื่อซอฟต์โลน 7 หมื่นล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายของเรา ซึ่งขณะนั้นประเมินว่ามีดีมานด์ประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท แต่เพื่อเป็นการเตรียมวงเงินไว้ดูแลเอสเอ็มอี เราจึงออกเป็นซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาท โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่เดือนก.ค.67 - ธ.ค.68 และเบิกเงินได้ถึงเดือนธ.ค.69 ซึ่งหากเอสเอ็มอีมีความต้องการเข้าถึงสินเชื่อ สามารถขอใช้ซอฟต์โลนดังกล่าวได้” วิทัยระบุ

แม้ภารกิจเพื่อสังคมจะเป็นภารกิจที่ไม่เน้นผลกำไร แต่ธนาคารออมสินก็ยังสามารถรักษาผลประกอบการให้อยู่ในระดับที่แข็งแรงได้ โดยเฉพาะในด้านของการบริหารหนี้เสีย ปัจจุบัน NPL ของออมสินอยู่ที่ประมาณ 3.4% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้ และธนาคารยังมีการตั้งเงินสำรองขาดทุนด้านเครดิตครอบคลุมไว้ในระดับ 160–170% ของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้

“ยอมรับว่า เมื่อเราเป็นโซเชียลแบงก์ NPL จะต้องขึ้น เพราะเราต้องปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มที่ไม่เคยปล่อย แต่ NPL ที่เพิ่มขึ้น จะต้องมีสำรองเพียงพอให้ครอบคลุมส่วนนั้น” วิทัยชี้แจง

ที่สำคัญกว่านั้น ออมสินยังได้รับการปรับเป้าหมายจากกระทรวงการคลัง ให้เน้นกำไรในระดับที่เหมาะสม ไม่ใช่สูงสุด เพื่อให้สามารถรักษาบทบาทของการเป็นกลไกรัฐในการดูแลประชาชนต่อไปได้อย่างยั่งยืน

“กว่าหลายล้านคนมากๆ ที่ผ่านเข้ามาในโครงการต่างๆ ของเรา ให้ผมคิดเร็วๆ อย่างน้อยต้องมี 8-9 ล้านคนแน่นอน ในช่วงเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา ถามว่าประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็คงไม่สามารถบอกได้ แต่สามารถช่วยคนได้จำนวนหนึ่ง เราเป็นฟันเฟืองหนึ่งที่เข้าไปช่วยบรรเทาปัญหาได้” วิทัยกล่าวทิ้งท้าย

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของการเป็น “ธนาคารเพื่อสังคม” อย่างแท้จริง ที่ออมสินพยายามขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ด้วยกลไกที่สร้างสมดุลระหว่าง “ผลประกอบการ” กับ “ผลประโยชน์สาธารณะ” เป็นฟันเฟืองสำคัญในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มประชาชนรายได้น้อย ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...