ย้อนคดีดังครบ 3 ปี พ.ร.บ.อุ้มหาย
ครบ รอบ3 ปีเต็ม หลังประเทศไทยประกาศใช้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือที่สังคมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พ.ร.บ.อุ้มหาย”
กฎหมายฉบับนี้ถูกผลักดันจากความเจ็บปวดของครอบครัวผู้สูญหาย และแรงกดดันจากนานาชาติ เพื่อปิดช่องว่างที่ทำให้การซ้อมทรมานและการบังคับสูญหาย ไม่สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ
ได้อย่างตรงไปตรงมาในอดีต ซึ่งคำถามสำคัญ คือช่วง ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้ “ใช้ได้จริง” แค่ไหน และสามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐได้มากน้อยเพียงใด
หากมองย้อนคดีที่เกี่ยวข้องกับ พรบ.อุ้มหาย ที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน
โดยในช่วงเดือน มกราคม ปี 2567 คดีฆาตกรรม ป้าบัวผัน หรือป้ากบ อายุ 47 ปี หญิงสติไม่สมประกอบใน จ.สระแก้ว พลิกจากการจับกุม "ลุงเปี๊ยก" เพื่อนสนิทเป็นตกเป็นแพะรับบาป
สู่การตรวจสอบจากสื่อมวลชน จนพบว่าผู้ก่อเหตุจริงคือแก๊งวัยรุ่น 5 คน (อายุระหว่าง 13-16 ปี ในจำนวนนี้มีลูกตำรวจ ร่วมกันรุมทำร้ายร่างกายป้าบัวผัน จนเสียชีวิตแล้วนำไปโยนทิ้งน้ำ
สาเหตุเกิดจากความคึกคะนอง โดยลุงเปี๊ยก เพื่อนสนิท ที่ถูกมองว่า เป้นสามีของป้าบัวผันในขณะนั้น ถูกตำรวจจับกุมและกดดันให้รับสารภาพ แต่คดีพลิกกลับมา เพราะสื่อมวลชนตรวจพบ
กล้องวงจรปิด พบว่า แก๊ง "ตังค์ไม่ออก" ซึ่งมีลูกตำรวจร่วมอยู่ด้วย รุมทำร้ายป้าจนเสียชีวิต จนกระทั่งนำมาสู่การจับกุม เยาวชนทั้ง 5 คนถูกดำเนินคดี และ ศาลสั่งปรับผู้ปกครองฐานปล่อยปละละเลย
ขณะที่ตำรวจชุดจับกุมกลุ่มดังกล่าวถูกตรวจสอบและดำเนินคดีทางอาญา/วินัย ในข้อหาเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทรมาน ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน
และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ถูกสั่งย้ายและดำเนินคดี เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง หลังพบพิรุธในการทำสำนวน
ส่วนกรณี พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล สังกัด หน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ที่ถูกครูฝึก และ รุ่นพี่ ซ้อมซ่อมวินัยจนเสียชีวิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 โดยตรวจพบซี่โครงหัก ปอดฉีก และเลือดออกในสมอง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเมื่อวันที่ 27 พ.ค2568 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 มีคำพิพากษา ชั้นต้นตัดสินจำคุก ครูฝึกคนที่ 1 ที่ทำร้ายร่างกายอยู่กับผู้ตายคนสุดท้าย 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 จำคุก 15 ปี พลทหารรุ่นพี่ 11 คน ที่เป็นผู้ช่วยครูฝึก จำคุกคนละ 10 ปี ถือเป็นคดีแรกหลังจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ "พ.ร.บ.อุ้มหาย" บังคับใช้
ส่วนอีกคดีดัง ที่อยู่ในความสนใจของสังคม กรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจจราจร 7 นาย ที่ตั้งด่านตรวจ เมื่อกลางดึกวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ที่บริเวณถนนเกษตร-นวมินทร์
สกัดจับรถยนต์มาสด้าสีแดงผิดคันและได้ร่วมกันทำร้ายร่างกาย นายธนานพฯ อายุ 33 ปี บาดเจ็บสาหัส คดีนี้ ผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษ และเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะพนักงานอัยการตรวจสอบและกำกับการสอบสวน ได้ร่วมกันประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานและฐานความผิดแก่ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง
มีมติแจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั้ง 7 นาย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 “ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และร่วมกัน
หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน
และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่ง คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สรุปสำนวนการสอบสวนและมีความเห็นทางคดี
ก่อนส่งสำนวนให้อัยการสำนักงานปราบปรามคดีการทุจริต มีความเห็นทางคดี
และอีกคดีดังสะท้านเมือง คือ คดีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับทรัพย์ จากเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 140 ล้านบาท หรือที่หลายคดรู้จักกันในชื่อ
คดีเป้รักผู้การ คณะทำงานสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี กับ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และพลเรือนที่ร่วมกับตำรวจ รวม22 คน ในความผิดตามพระราชบัญญัติ
ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ
พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนกฎหมายมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่วันที่
22 มี.ค. 2568 – 22 ก.พ. 2569 มีผลการช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งสิ้น จำนวน 33 กรณี แบ่งเป็น ฐานกระทำทรมาน 9 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ 20 ราย ฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย
4 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,283,705 บาท
ขณะที่ นายน้ำแท้ บุญมีสร้าง อัยการพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่ความยากของตัวบทกฎหมาย แต่คือทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ
และผู้บังคใช้กฎหมายที่ยังมองประชาชนเป็น “ผู้ต้องสงสัย” มากกว่าจะมองว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และยังรวมถึงหน่วยงานที่เลือกปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเอง มากกว่าการยืนอยู่ข้าง
ความถูกต้องและความยุติธรรม ดังนั้น กระบวนการยุติธรรม ควรมองคดีเหล่านี้ โดยให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มากกว่าการยึดติดกับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว
ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th
Twitter : https://twitter.com/innnews
Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN
TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news
LINE Official Account : @innnews