โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ย้อนคดีดังครบ 3 ปี พ.ร.บ.อุ้มหาย

INN News

อัพเดต 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.51 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • INN News

ครบ รอบ3 ปีเต็ม หลังประเทศไทยประกาศใช้ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 หรือที่สังคมเรียกกันสั้น ๆ ว่า “พ.ร.บ.อุ้มหาย”

กฎหมายฉบับนี้ถูกผลักดันจากความเจ็บปวดของครอบครัวผู้สูญหาย และแรงกดดันจากนานาชาติ เพื่อปิดช่องว่างที่ทำให้การซ้อมทรมานและการบังคับสูญหาย ไม่สามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ
ได้อย่างตรงไปตรงมาในอดีต ซึ่งคำถามสำคัญ คือช่วง ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้ “ใช้ได้จริง” แค่ไหน และสามารถเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐได้มากน้อยเพียงใด

หากมองย้อนคดีที่เกี่ยวข้องกับ พรบ.อุ้มหาย ที่อยู่ในความสนใจของพี่น้องประชาชน

โดยในช่วงเดือน มกราคม ปี 2567 คดีฆาตกรรม ป้าบัวผัน หรือป้ากบ อายุ 47 ปี หญิงสติไม่สมประกอบใน จ.สระแก้ว พลิกจากการจับกุม "ลุงเปี๊ยก" เพื่อนสนิทเป็นตกเป็นแพะรับบาป
สู่การตรวจสอบจากสื่อมวลชน จนพบว่าผู้ก่อเหตุจริงคือแก๊งวัยรุ่น 5 คน (อายุระหว่าง 13-16 ปี ในจำนวนนี้มีลูกตำรวจ ร่วมกันรุมทำร้ายร่างกายป้าบัวผัน จนเสียชีวิตแล้วนำไปโยนทิ้งน้ำ
สาเหตุเกิดจากความคึกคะนอง โดยลุงเปี๊ยก เพื่อนสนิท ที่ถูกมองว่า เป้นสามีของป้าบัวผันในขณะนั้น ถูกตำรวจจับกุมและกดดันให้รับสารภาพ แต่คดีพลิกกลับมา เพราะสื่อมวลชนตรวจพบ
กล้องวงจรปิด พบว่า แก๊ง "ตังค์ไม่ออก" ซึ่งมีลูกตำรวจร่วมอยู่ด้วย รุมทำร้ายป้าจนเสียชีวิต จนกระทั่งนำมาสู่การจับกุม เยาวชนทั้ง 5 คนถูกดำเนินคดี และ ศาลสั่งปรับผู้ปกครองฐานปล่อยปละละเลย

ขณะที่ตำรวจชุดจับกุมกลุ่มดังกล่าวถูกตรวจสอบและดำเนินคดีทางอาญา/วินัย ในข้อหาเจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทรมาน ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน
และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ถูกสั่งย้ายและดำเนินคดี เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง หลังพบพิรุธในการทำสำนวน

ส่วนกรณี พลทหารวรปรัชญ์ พัดมาสกุล สังกัด หน่วยฝึกทหารใหม่ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ที่ถูกครูฝึก และ รุ่นพี่ ซ้อมซ่อมวินัยจนเสียชีวิต เมื่อเดือนมิถุนายน 2567 โดยตรวจพบซี่โครงหัก ปอดฉีก และเลือดออกในสมอง และเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยเมื่อวันที่ 27 พ.ค2568 ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 2 มีคำพิพากษา ชั้นต้นตัดสินจำคุก ครูฝึกคนที่ 1 ที่ทำร้ายร่างกายอยู่กับผู้ตายคนสุดท้าย 20 ปี ครูฝึกคนที่ 2 จำคุก 15 ปี พลทหารรุ่นพี่ 11 คน ที่เป็นผู้ช่วยครูฝึก จำคุกคนละ 10 ปี ถือเป็นคดีแรกหลังจาก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ "พ.ร.บ.อุ้มหาย" บังคับใช้

ส่วนอีกคดีดัง ที่อยู่ในความสนใจของสังคม กรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจจราจร 7 นาย ที่ตั้งด่านตรวจ เมื่อกลางดึกวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ที่บริเวณถนนเกษตร-นวมินทร์
สกัดจับรถยนต์มาสด้าสีแดงผิดคันและได้ร่วมกันทำร้ายร่างกาย นายธนานพฯ อายุ 33 ปี บาดเจ็บสาหัส คดีนี้ ผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษ และเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะพนักงานอัยการตรวจสอบและกำกับการสอบสวน ได้ร่วมกันประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานและฐานความผิดแก่ผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง

มีมติแจ้งข้อกล่าวหาแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรทั้ง 7 นาย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 “ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และร่วมกัน
หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส” ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน
และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 โดยผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่ง คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ สรุปสำนวนการสอบสวนและมีความเห็นทางคดี
ก่อนส่งสำนวนให้อัยการสำนักงานปราบปรามคดีการทุจริต มีความเห็นทางคดี

และอีกคดีดังสะท้านเมือง คือ คดีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเรียกรับทรัพย์ จากเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์ จำนวน 140 ล้านบาท หรือที่หลายคดรู้จักกันในชื่อ
คดีเป้รักผู้การ คณะทำงานสืบสวนสอบสวน ดำเนินคดี กับ อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี และพลเรือนที่ร่วมกับตำรวจ รวม22 คน ในความผิดตามพระราชบัญญัติ
ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ หรือ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การขับเคลื่อนกฎหมายมีความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยตั้งแต่วันที่
22 มี.ค. 2568 – 22 ก.พ. 2569 มีผลการช่วยเหลือเยียวยา รวมทั้งสิ้น จำนวน 33 กรณี แบ่งเป็น ฐานกระทำทรมาน 9 ราย ฐานกระทำการที่โหดร้ายฯ 20 ราย ฐานกระทำให้บุคคลสูญหาย
4 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,283,705 บาท

ขณะที่ นายน้ำแท้ บุญมีสร้าง อัยการพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ระบุว่า อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่ความยากของตัวบทกฎหมาย แต่คือทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ
และผู้บังคใช้กฎหมายที่ยังมองประชาชนเป็น “ผู้ต้องสงสัย” มากกว่าจะมองว่าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง และยังรวมถึงหน่วยงานที่เลือกปกป้องภาพลักษณ์ของตัวเอง มากกว่าการยืนอยู่ข้าง
ความถูกต้องและความยุติธรรม ดังนั้น กระบวนการยุติธรรม ควรมองคดีเหล่านี้ โดยให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มากกว่าการยึดติดกับตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...