เศรษฐกิจไทย ไม่ถึงขั้น ICU แค่อัมพฤกษ์ จี้ ตั้ง ครม.ตามความสามารถ ไม่ใช่โคตาการเมือง
ในงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “รีเซ็ตเศรษฐกิจไทย : โอกาสสุดท้ายหรือแค่รอบใหม่ของวงจรเดิม?" (Reset Thailand's Economy: Last Real Chance or Another Turn of the Same Cycle?) โดยมี นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ร่วมเสวนา
นายพจน์ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ไม่ได้วิกฤตหนักถึงขั้นเข้าห้องไอซียู (ICU) แต่อยู่ในอาการของอัมพฤกษ์ที่มีการหยุดชะงักงัน ประเทศไทยจำเป็นต้องรื้อและปรับโครงสร้างหลัก 3 ด้าน ได้แก่ โครงสร้างทางการเมือง ที่ต้องเอาเศรษฐกิจและสังคมมากำหนดทิศทางการเมือง โครงสร้างทางสังคมที่กำลังเผชิญภาวะสังคมสูงวัย โดยมีอัตราการตายมากกว่าการเกิดถึง 50,000 คนต่อปี ทำให้ขาดแคลนกำลังคนในการพัฒนาประเทศจนต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวอย่างหนัก และโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ไทยกำลังถดถอยลงเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียน
สำหรับการย้ายฐานการผลิตของโลก ไทยยังมีจุดแข็งด้านภูมิรัฐศาสตร์ มีทะเลสองฝั่งและพลังงานเพียงพอ ซึ่งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติทั้งจากจีน สิงคโปร์ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา จนทำให้ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เติบโตมหาศาล แต่รัฐบาลต้องวางเงื่อนไขให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ของประเทศ เช่น การสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการอัปสกิลแรงงานไทย ไม่เช่นนั้นไทยจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย ท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจ ไทยเลือกข้างไม่ได้และต้องพึ่งพาองค์กรสากลเป็นเกราะกำบัง
นอกจากนี้ การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะส่งผลกระทบหนักต่อภาคบริการ ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ ที่พึ่งพาแรงงานคนสูงกว่า 10 ล้านคน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะถูกหุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีเข้ามาทดแทน ภาครัฐจึงต้องเร่งสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลให้ธุรกิจเอสเอ็มอีเข้าถึงได้ โดยเฉพาะการสร้างศูนย์ข้อมูลภาครัฐ ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานให้สำเร็จ
พร้อมฝากข้อเสนอ 100 วันแรกถึงรัฐบาลใหม่ ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องจัดตั้งคณะรัฐมนตรีที่มีความชำนาญและรู้จริงในกระทรวงหรือสายงานที่ตนเองรับผิดชอบ และไม่เหมาะสมหากจะจัดสรรตำแหน่งตามโควตาทางการเมืองหรือสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียว โดยปราศจากความเชี่ยวชาญ รวมไปถึงวาระแห่งชาติที่สำคัญที่สุดคือการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน เพราะปัจจุบันปัญหาดังกล่าวกระทบต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ซึ่งหากไทยสามารถหยุดยั้งการทุจริตคอร์รัปชันได้ GDP ของประเทศจะสามารถเติบโตโดยอัตโนมัติไม่ต่ำกว่า 2%
ด้านนายเกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเปราะบางอย่างหนัก ท่ามกลางพายุความท้าทายจากภายนอก ทั้งสงครามการค้า (Trade War) และการถูกกีดกันทางเทคโนโลยี
"ขณะนี้ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลำหนึ่งที่กำลังลอยอยู่กลางมหาสมุทร แต่เผอิญว่าเรือมีรอยรั่วและมีน้ำซึมเข้า ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้และกำลังค่อยๆ จมลงท่ามกลางพายุคลื่นลมรุนแรงจากปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ รอยรั่วเหล่านี้สะท้อนถึงความอ่อนแอและเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศ ซึ่งรวมถึงปัญหาคอร์รัปชันที่เกาะกินอยู่"
นายเกรียงไกร ชี้ว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 1988 ไทยเคยเป็นดาวรุ่งที่มี GDP เติบโตถึง 13% แต่ปัจจุบันกลับเติบโตไม่ถึง 2% จนถูกขนานนามว่าเป็นคนป่วยของเอเชีย ที่ผ่านมาไทยติดกับดักการเป็นเพียงผู้รับจ้างผลิต (OEM) ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขาดการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยปรับตัวไม่ทันเมื่อโลกเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในขณะที่จีนพัฒนาจนกลายเป็นเจ้าของเทคโนโลยีและครองตลาดรถอีวีโลก จนส่งผลให้โรงงานรถยนต์ในยุโรปหลายแห่งต้องปิดตัวลง
ส.อ.ท. จึงเร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “4 Go” ได้แก่ Go Digital & AI, Go Innovation, Go Global และ Go Green เพื่อรับมือกับกติกาโลกใหม่ โดยได้จัดตั้งกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อรองรับผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้มีทางออก รวมถึงร่วมมือกับกระทรวง อว. จัดตั้งกองทุน Innovation One เพื่อจับคู่สตาร์ทอัพกับเอสเอ็มอี
นายเกรียงไกร ยังระบุว่า อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ทำงานซ้ำซาก และมีเทคโนโลยีต่ำ จะถูกกีดกันเป็นอันดับแรก ซึ่งปัจจุบันคู่แข่งอย่างจีนได้พัฒนาไปสู่ "Dark Factory" หรือโรงงานมืดที่ใช้หุ่นยนต์และ AI ทำงานแทนคน 100% ลดการใช้พลังงาน และทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 AI จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 15-16 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 3-5 ของ GDP โลก นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากกติกาด้านสิ่งแวดล้อม (CBAM) เช่น อุตสาหกรรมเหล็กจะมีต้นทุนสูงขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 5
ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งดำเนินการคือการจัดตั้ง ครม. เศรษฐกิจที่มีมืออาชีพ เพื่อเรียกความเชื่อมั่น และเร่งอุดรูรั่วคอร์รัปชันที่ปล่อยให้สินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้ามาทำลายผู้ประกอบการ SME ไทย รวมถึงต้องเข้ามาควบคุมธุรกรรมทุนเทา การฟอกเงินผ่านเงินดิจิทัล (USDT) และการค้าทองคำออนไลน์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่า 50% ของGDP และเป็นต้นเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าผิดปกติจนทำลายขีดความสามารถของภาคการส่งออกไทยอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเวียดนาม
ขณะที่นายธนากร ระบุ ด้วยว่า BOI จำเป็นต้องสนับสนุนและให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทยในปัจจุบันด้วย เพื่อให้เกิดการรับโอนนวัตกรรม ไม่ใช่เป็นเพียงฐานการผลิตเฉยๆ เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าและการทุจริตในระบบราชการ ภาครัฐต้องยอมรับเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบตามกระแสโลก
"เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยจะต้องนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาใช้ในระบบการนำเข้าส่งออก รวมถึงการพิจารณาใบอนุญาตต่างๆ อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคลของเจ้าหน้าที่รัฐในการอนุมัติเรื่องต่างๆ ซึ่งการให้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์และดำเนินการตามฐานข้อมูล จะเป็นการปฏิรูประบบราชการและลดต้นทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม"
โดยให้ความเห็นว่า การนำข้อมูลเข้าสู่ระบบและใช้ AI ตรวจสอบแทนการใช้ดุลพินิจบุคคล เป็นวิธีเดียวที่ช่วยรีฟอร์มระบบราชการไทยได้จริง นอกจากนี้ ยังแนะนำผู้ประกอบการให้เร่งปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว (Green Industry) และใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด (Green Marketing) เพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคระดับโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ครม.ส่งหนังสือครั้งที่ 2 ตรงถึงแบงก์ชาติ จี้ ลดดอกเบี้ย
"ศูนย์อำนวยการเครือข่ายวายุภักษ์ช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้" เสนอ ครม.ออกสินเชื่อเพื่อฟื้นฟู
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจไทย ไม่ถึงขั้น ICU แค่อัมพฤกษ์ จี้ ตั้ง ครม.ตามความสามารถ ไม่ใช่โคตาการเมือง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com