โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ซีพีเอฟ มีกำไร ปี 2568 อยู่ที่ 25,197 ล้านบาท โต 29 % – ปันผลรวม 1.25 บาทต่อหุ้น สูงสุดเป็นประวัติการณ์

เดลินิวส์

อัพเดต 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 0.55 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 25,197 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปี 2567 โดยหลักเป็นผลมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รายงานกำไรสุทธิปี 2568 จำนวน 25,197 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29% จากปี 2567 โดยหลักเป็นผลมาจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2569 บริษัทให้ความสำคัญต่อเนื่องด้านการขับเคลื่อนการเติบโตด้วยนวัตกรรมความยั่งยืน และเน้นประสิทธิภาพด้านการควบคุมต้นทุน ผ่านโครงการเชิงกลยุทธ์ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้

ปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายจำนวน 571,135 ล้านบาท ลดลง 2 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในการแปลงค่าของงบการเงินกิจการต่างประเทศ หากพิจารณาเป็นสกุลเงินท้องถิ่น รายได้จากการขายจะเพิ่มขึ้น 3 % จากปีก่อน โดยเป็นการเติบโตจากกิจการต่างประเทศเป็นหลัก

ทั้งนี้ ยอดขายของบริษัทฯ แบ่งสัดส่วนจากกิจการต่างประเทศ 62 % การส่งออกไปประเทศต่างๆ ประมาณ 50 ประเทศ 5% และกิจการที่ขายในประเทศไทย 33% โดยกิจการต่างประเทศผลิตและจำหน่ายสินค้าในประเทศนั้นเป็นหลัก ประกอบด้วย 13 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม จีน (รวมไต้หวัน) รัสเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย อังกฤษ อินเดีย ตุรกี ลาว เบลเยียม และ ศรีลังกา

จากการบริหารด้านประสิทธิภาพการดำเนินการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มประสิทธิภาพด้านการควบคุมต้นทุนการผลิต ต้นทุนวัตถุดิบลดลงโดยเฉพาะราคากากถั่วเหลือง การรักษามาตรฐานความสะอาดปลอดภัยในการผลิตและมาตรการป้องกันโรคระบาดที่รัดกุม รวมถึงระดับราคาเนื้อสุกรในภูมิภาคเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงกว่าปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ทำให้กำไรขั้นต้นของบริษัทเพิ่มขึ้น 14% จากปี 2567 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นที่ 16.9% เพิ่มขึ้นจากระดับของปี 2567 ที่ 14.6%

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากการที่บริษัทให้ความสำคัญด้านการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานของธุรกิจเพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ยกระดับการบริหารจัดการสินทรัพย์ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลงทุน ทำให้บริษัทสามารถมีกำไรปี 2568 จำนวน 25,197 ล้านบาท แม้จะพบกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ค่อยสดใส ความกดดันจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทไทยที่แข็งค่าขึ้น และการมีคู่แข่งขันเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรม

สำหรับปี 2569 มองว่า จากความมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหารทั้งในภาวะปกติและยามวิกฤต รวมทั้งเพื่อให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่างๆ บริษัทจึงคงให้ความสำคัญในการวางรากฐานการเติบโตผ่านการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรมความยั่งยืน การบริษัทจัดการทรัพย์สินในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลทั่วทั้งองค์กร และออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมของลูกค้าและผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งเชื่อมั่นว่าการดำเนินการเหล่านี้จะสามารถสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงให้กับบริษัท โดยคาดว่าผลการดำเนินงานในปี 2569 จะยังคงดีต่อเนื่องจากปี 2568

คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้จ่ายเงินปันผลครั้งที่สองจากผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.25 บาท ซึ่งเมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลครั้งแรกในอัตราหุ้นละ 1.00 บาท เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 รวมเป็นการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ทั้งสิ้นในอัตราหุ้นละ 1.25 บาท โดยจะเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติในวันที่ 23 เมษายน 2569 นี้ นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติให้เสนอผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการเพิ่มวงเงินการออกและเสนอขายหุ้นกู้จำนวน 50,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกในการทดแทนเงินกู้จากแหล่งเงินทุนอื่น เพราะมีต้นทุนทางการเงินที่ดีกว่า (Refinancing).

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...