โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

มาแน่! 'ประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายรพ.รัฐ' รับแรงสั่น 2 ยักษ์ประกันเลิกแผน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ค่ารักษาที่พุ่งสูง ประกอบกับ เงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ของไทยในปี 2568 ระดับ 14-15% ส่งผลให้บริษัทประกันยักษ์ใหญ่อย่าง AIA และกรุงไทย-แอกซ่า พยายามลดสัดส่วนแผนประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายสำหรับลูกค้ารายใหม่ ปรับตัวเข้าสู่ยุค ระบบร่วมจ่าย หรือ Copayment ในอัตรา 30-50% เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายและป้องกันปัญหาเบี้ยประกันภัยสูงขึ้นจนประชาชนเข้าไม่ถึง

โอกาสประกันสุขภาพเหมาจ่ายเฉพาะรพ.รัฐ

ประเด็นที่น่าจับตา คือ แรงสั่นสะเทือนดังกล่าว จะสร้างโอกาสในการเกิดประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ หรือนโยบายบูรณาการร่วมกับสวัสดิการภาครัฐ ซึ่งเป็นไปในอีก 5-10 ปีข้างหน้า

อย่างการรวมประกันภัยสุขภาพภาคเอกชนแบบสมัครใจ เข้ากับระบบสวัสดิการของรัฐ เช่น ประกันสังคม หรือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) ผ่านรูปแบบ Top-up เพื่อขยายความคุ้มครองและช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ครอบคลุมขึ้น

หรือการเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ให้ผู้เอาประกันใช้สิทธิ์ได้เต็มวงเงินหากเข้ารักษาในโรงพยาบาลเครือข่ายที่มีการตกลงต้นทุนล่วงหน้า แต่จะต้องร่วมจ่ายหากไปใช้บริการนอกเครือข่าย

โอกาสของประกันสุขภาพเหมาจ่ายเฉพาะโรงพยาบาลรัฐ จึงอาจไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นกลยุทธ์เชิงโครงสร้างที่อาศัยจุดแข็งด้านต้นทุนและทักษะของแพทย์เฉพาะทางรพ.รัฐ และขับเคลื่อนปิดจุดอ่อนเรื่องความสะดวกสบาย เพื่อดึงดูดผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีในราคาที่สมเหตุสมผล

เมื่อไม่สามารถใช้การเหมาจ่ายในรพ.เอกชนได้ ก็อาจเป็นทางเลือกให้ผู้เอาประกันสนใจรูปแบบการเหมาจ่ายรพ.รัฐก็เป็นได้ ภายใต้เงื่อนไขเบี้ยประกันที่ถูกลง เพราะค่าบริการของรัฐที่ถูกกว่าเอกชน โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ ที่ส่วนใหญ่จะใช้บริการจากรพ.ประจำจังหวัด หรือรพ.ศูนย์ของสธ.อยู่แล้ว

ค่ารักษารพ.เอกชนแพงกว่ารัฐหลายเท่า

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เคยมีการศึกษาความแตกต่างของค่ารักษาพยาบาลระหว่างสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน อ้างอิงข้อมูลในปี 2557 พบว่า

  • โรคต้อกระจก ค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชน จะแพงกว่าของรัฐ 11.7 เท่า
  • โรคไข้หวัด รพ.รัฐ อยู่ที่ 500-800 บาท รพ.เอกชน 2,000-3,000 บาท จะสูงกว่าถึง 6 เท่า
  • โรคไส้ติ่งอักเสบ รพ.รัฐมีราคาตั้งแต่ 16,841 - 42,631.20 บาท รพ.เอกชน มีราคาเริ่มต้น 57,682.70 บาท ไต่ระดับขึ้นไปที่ 102,149.5 บาท จนสูงสุดในรพ. 5 ดาว อยู่ที่ 211,765.3 บาท
  • โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันฉับพลัน รพ.รัฐอยู่ที่อัตราเริ่มแรก 89,376 บาท -158,680 บาท รพ.เอกชนมีราคาเริ่มตั้งแต่ 164,870 บาท ,288,458 บาท ,422,058 บาท และในระดับ 5 ดาวสูงสุด 1,150,420 บาท ซึ่งอาจทำบอลลูนหัวใจหรือผ่าตัดเร่งด่วน

แต่ต้องยอมรับว่าความแตกต่างนี้ เนื่องจากโครงสร้างต้นทุนที่โรงพยาบาลเอกชนต้องบริหารเองทั้งหมด ทั้งค่าเทคโนโลยีที่ทันสมัย ค่าที่ดิน และที่สำคัญที่สุดคือ ค่าธรรมเนียมแพทย์

สธ.ทลายกำแพงด้วยระบบ iClaim

ในเรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เริ่มมีการขยับ โดยไม่ใช่เพียงการปรับปรุงบริการทั่วไป แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่เพื่อดึงส่วนแบ่งเม็ดเงินกว่า 1.5 แสนล้านบาทจากตลาดประกันเอกชน

โดยปัจจุบันเกือบทั้งหมดหมุนเวียนอยู่ในโรงพยาบาลเอกชน ให้ไหลกลับเข้าสู่ระบบโรงพยาบาลรัฐอย่างน้อย 10% หรือคิดเป็นมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี เพื่อนำมาเป็นงบประมาณในการพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ในระยะยาว

อุปสรรคสำคัญที่เคยขวางกั้นไม่ให้ผู้ป่วยประกันเหมาจ่ายเข้าใช้บริการโรงพยาบาลรัฐ อยู่ที่ความไม่สะดวกในการต้องสำรองจ่ายเงินล่วงหน้า และการขาดระเบียบการเบิกจ่ายที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการนำระบบ iClaim ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลมาใช้ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้โดย ไม่ต้องสำรองจ่าย เช่นเดียวกับโรงพยาบาลเอกชน

ควบคู่ไปกับการเดินหน้าปลดล็อกให้แพทย์และบุคลากร สามารถให้บริการผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ทั้งในและนอกเวลาราชการ โดยได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและสูงกว่าอัตราปกติ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนและสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรผู้เชี่ยวชาญยังคงอยู่ในระบบของรัฐ

กรมธรรม์รพ.รัฐ เบี้ยถูกลง

ล่าสุด ได้มีความร่วมมือระหว่าง สธ. และสมาคมประกันชีวิตไทย เพื่อยกระดับบริการสุขภาพของภาครัฐให้สูงขึ้น และรองรับการเข้ารับการรักษาของผู้เอาประกันจากบริษัทประกันชีวิต โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือ การมอบทางเลือกให้กับผู้เอาประกัน และ ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ เพื่อชะลอการขึ้นค่าเบี้ยประกันในอนาคต

และอนาคตมุ่งเน้นไปที่การออก กรมธรรม์เฉพาะโรงพยาบาลรัฐ ที่มีราคาเบี้ยประกันย่อมเยาลง เข้าถึงง่ายขึ้น และอาจไม่มีเงื่อนไข Co-payment เหมือนการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลนำร่องราว 28 ทั่วประเทศ ครอบคลุมโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)และโรงพยาบาลทั่วไป(รพท.)ในเขตสุขภาพสำคัญ เช่น รพ.นครพิงค์ จ.เชียงใหม่, รพ.ขอนแก่น และรพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นต้น

“Win Win ทั้งโรงพยาบาลของรัฐ และภาคธุรกิจประกันชีวิต โดยเฉพาะผู้บริโภคที่ทำประกันสุขภาพประกันชีวิตที่จะมีทางเลือกประกันสุขภาพที่มีราคาที่เข้าถึงได้ ผ่านการเข้าถึงการรักษาพยาบาลผ่านโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศ และคาดว่าจะนำไปสู่การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นกรมธรรม์ที่เลือกเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ ในราคาที่ควรจะย่อมเยาลง”นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าว

เปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลง

หากลองเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงของระบบประกันสุขภาพในรพ.รัฐ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างเช่น
1.ความสะดวกในการเคลม แบบเดิมต้องสำรองจ่ายเงินสดไปก่อน แบบใหม่ ไม่ต้องสำรองจ่ายใช้ระบบ iClaim
2.ความหลากหลายของสินค้า แบบเดิม ใช้กรมธรรม์ทั่วไป เบี้ยราคาสูง แบบใหม่ กรมธรรม์เฉพาะรพ.รัฐ เบี้ยถูกลง
3.กลุ่มเป้าหมาย แบบเดิม ผู้ป่วยสิทธิรักษาจากกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ 3 กองทุนเป็นหลัก แบบใหม่ เพิ่มกองทุนที่ 4 กลุ่มประกันเอกชน/คนชั้นกลาง
4.สถานที่ให้บริการ แบบเดิม ภายในตึกผู้ป่วยปกติของรพ. แบบใหม่ ภายในตึกผู้ป่วยปกติของรพ./คลินิกนอกพื้นที่ รพ./ พรีเมียมคลินิก
5.การควบคุมต้นทุน แบบเดิมอ้างอิงตามระเบียบราชการ แบบใหม่ การตกลงต้นทุนล่วงหน้ากับบริษัทประกัน

การรุกตลาดประกันสุขภาพแบบเหมาจ่ายของรพ.รัฐ โดยเฉพาะรพ.ขนาดใหญ่ สังกัด สธ.ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศนั้น รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเบิกจ่ายบริษัทประกันซึ่งสูงกว่าสิทธิปกติถึง 3-4 เท่า จะถูกนำกลับมาพัฒนายกระดับบริการและโครงสร้างพื้นฐานของรพ.และระบบสาธารณสุข ท้ายที่สุดจะส่งผลดีต่อผู้ป่วยทุกคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...