‘สีหศักดิ์’ สวนกลับรมต.กัมพูชา ยันทหารไทยประจำจุดตามข้อตกลง โวยเขมรยิงโจมตีข้ามแดนอีก
เมื่อวันที่ 24 ก.พ.2569 เวลา 16.35 น. ตามเวลาท้องถิ่นของสวิตเซอร์แลนด์ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งช้ากว่าประเทศ 6 ชั่วโมง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ขึ้นกล่าวถ้อยแถลง ในระหว่างการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (เอชอาร์ซี) สมัยที่ 61 โดยระบุว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ตนได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ท่ามกลางช่วงเวลาที่สำคัญของการทบทวนการทำงานของคณะมนตรีฯ และยังจำการประชุมที่กรุงเทพมหานครได้ ซึ่งไทยได้มีการหารืออย่างสร้างสรรค์ แม้ขณะนั้นคณะมนตรีฯ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้ แต่สามารถทำงานร่วมกับกลุ่มการเมืองและฝ่ายต่างๆ จากภูมิภาคอื่นๆได้ เพื่อให้แน่ใจว่าคณะมนตรีฯ จะทำงานได้ตามอาณัติที่ได้รับมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของทุกคน ท่ามกลางช่วงเวลาที่กำลังเผชิญกับความท้าทายในเวทีพหุภาคีขณะนี้ เราต้องคิดและดำเนินการอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน ความสำเร็จและประสิทธิภาพของคณะมนตรีฯ ไม่ได้ชี้วัดที่จำนวนของร่างมติว่าเราผ่านได้แค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าการทำงานของเราได้นำไปสู่พัฒนาการที่ดีขึ้นตามความเป็นจริงอย่างไร
อีกทั้ง ความท้าทายของสิทธิมนุษยชนในวันนี้อาจมาจากหลายรูปแบบ หนึ่งในภัยคุกคามร้ายแรงที่สุดต่อสิทธิมนุษยชนในเวลานี้ คือการขยายตัวของอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ คนหลายล้านคนทั่วโลกตกเป็นเหยื่อจากอาชญากรรมนี้ ซึ่งคนที่ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ถูกกักขังอยู่ในฐานปฏิบัติการ ถูกบังคับอย่างทารุณให้ก่ออาชญากรรม เรากำลังเห็นเครือข่ายอาชญากรรมขยายตัวในระดับอุตสาหกรรม ไปสู่วิกฤติด้านสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติการเหล่านี้เติบโตได้เมื่อประเทศที่ถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการมีความหละหลวมในการบังคับใช้กฎหมาย ไทยอยู่ในแนวหน้าของผลกระทบและความพยายามของนานาชาติในการแก้ไขปัญหานี้ และไทยจะยังคงผลักดันความร่วมมือเพื่อกำจัดเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ให้หมดไป
นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า การผลักดันให้คณะมนตรีฯ มีศักยภาพมากขึ้นนั้น ทุกฝ่ายต้องไม่ทำให้เปลืองเวลาของคณะมนตรีฯ ไปกับเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่าง 2 ประเทศที่ควรไปพูดคุยในที่ที่เหมาะสมกว่า ทั้งนี้ เดิมทีตนตั้งใจที่จะพูดถึงความท้าทายของสิทธิมนุษยชนและการทำงานที่สำคัญของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้ แต่เป็นอีกครั้งที่จำเป็นต้องตอบโต้คำกล่าวของรมว.ต่างประเทศกัมพูชา แทนที่กัมพูชาจะมุ่งเกินหน้าไปสู่สันติภาพตามที่เคยบอก แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่กัมพูชาเลือกใส่ร้ายประเทศไทยด้วยข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริง และคำพูดที่บิดเบือนอีกครั้ง ไทยจึงต้องถามว่าความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นอย่างไร ในความเป็นจริง คือ ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเกิดขึ้นจากกัมพูชารุกล้ำพื้นที่ของไทยมาตลอดหลายปี และมีการยั่วยุอย่างต่อเนื่อง ราวกับเพื่อทดสอบความอดกลั้นของไทย รวมถึงความพยายามในการแทรกแซงการเมืองภายในของไทย จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมความตึงเครียดจึงยกระดับขึ้น นำไปสู่การโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมาย จนทำให้พลเรือนเสียชีวิต เป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้าในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน
"ไทยมีเจตนาที่ดีให้กับประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด โดยประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไทยมอบที่พักพิงให้กับผู้อพยพหนีการสู้รบ ไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการฟื้นฟูกัมพูชาในช่วงหลังสงครามกลางเมือง ไทยไม่เคยต้องการความขัดแย้ง เพราะเข้าใจดีว่าสันติภาพของไทยไม่สามารถแยกออกจากสันติภาพของกัมพูชาได้ ในวันนี้ไทยและกัมพูชามีการหยุดยิง นี่ควรเป็นจุดเปลี่ยนไปสู่การฟื้นฟูความเชื่อมั่นและการเดินหน้าต่อไปในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่แทนที่กัมพูชาจะมุ่งให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ กลับยังผลักดันปัญหาทวิภาคีในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งทำลายหนทางไปสู่สันติภาพ กัมพูชากล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนของกัมพูชา แต่ความจริงแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายได้มีการเจรจาหยุดยิงและตกลงร่วมกันให้ทหารประจำอยู่ในตำแหน่งเดิม สิ่งที่ไทยต้องการในเวลานี้คือการคลี่คลายความตึงเครียด ไม่ใช่การปลุกปั่นความรู้สึกของสาธารณชน หรือการยั่วยุอย่างมีการเตรียมการไว้ และหลังมีการหยุดยิง ทหารไทยยังเหยียบทุ่นระเบิดจนได้รับบาดเจ็บ และยังมีการยิงกระสุนปืนข้ามชายแดนมาจนถึงวันนี้ (24 ก.พ.)"นายสีหศักดิ์ กล่าว
นายสีหศักดิ์ กล่าวเน้นย้ำว่า ไทยเปิดกว้างที่จะมีการพูดคุย และขอย้ำอีกครั้งว่าเรามีหน้าที่ต้องปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนคนไทยอย่างสุดความสามารถ จึงขอถามกลับไปยังฝ่ายกัมพูชาว่าต้องการเลือกหนทางไปสู่สันติภาพ หรือหนทางไปสู่ความตึงเครียดและความขัดแย้งที่จะนำไปสู่ความสูญเสียและความเจ็บปวดมากขึ้น สำหรับไทยชัดเจนมาตั้งแต่แรกว่าเลือกเส้นทางใด จึงขึ้นอยู่กับกัมพูชาว่าจะเดินหน้าต่อกับไทยในเส้นทางใด สันติภาพไม่ได้หมายได้ถึงไม่มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่สันติภาพที่แท้จริงต้องเริ่มจากภายในประเทศก่อน สิทธิมนุษยชนจะผลิบานได้ก็ต่อเมื่อมีการเคารพหลักนิติธรรม และผู้นำมีความรับผิดชอบ ซึ่งแนวทางที่ทำให้ประชาชนใช้ชีวิตของตัวเองต่อไปในสังคมที่เปิดกว้างอย่างเสรี รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนของทุกคนด้วย.