จับตาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเลือกตั้งจบแต่ความเจ็บปวดยังไม่จาง เมื่อนักการเมืองได้แต้ม แต่คนชายแดนได้ 'ระเบิด' และ 'บ้านแตก'
ปลุกชาตินิยมเอาคะแนน แต่ชายแดนเอาชีวิต: ไทย-กัมพูชาอย่าให้การเมืองลากประเทศไปติดกับดัก
ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่ดราม่าในโซเชียลอีกต่อไป เพราะหลังการปะทะหนักในเดือนธันวาคม 2568 แม้จะมีการหยุดยิง แต่ยังมีคนจำนวนมากต้องอยู่ในศูนย์พักพิง บ้านและที่ดินจำนวนมากเข้าไม่ถึง และยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง
ความจริงในพื้นที่ที่ถูกกลบด้วยวาทกรรม
• มีผู้พลัดถิ่นฝั่งกัมพูชาหลายพันคนยังไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะพื้นที่ถูกกั้น/เข้าไม่ถึง
• เหตุปะทะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และทิ้งปัญหาระเบิดตกค้างที่กระทบโรงเรียน วัด โรงพยาบาล และเส้นทางทำมาหากิน
• ความเสียหายยังลามถึงพื้นที่มรดกโลก เช่นบริเวณปราสาทพระวิหารที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ
เมื่อ "ชาตินิยม" กลายเป็นเครื่องมือหาเสียง
• กระแสชาตินิยมสามารถดึงคะแนนได้เร็วกว่าเรื่องปากท้อง และทำให้การเมืองหลบคำถามยาก ๆ เรื่องเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น
• เมื่อการเมืองแข่งกัน "แข็ง" ประชาชนในพื้นที่กลับเป็นคนที่จ่ายราคา ทั้งความปลอดภัย รายได้ และอนาคตของลูกหลาน
• งานวิเคราะห์ชี้ว่าชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายถูกจัดวางต่างกัน แต่ต่างก็ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในแบบของตน
ข้อพิพาทเก่า แต่บทเรียนใหม่: ยิ่งซับซ้อน ยิ่งต้องใช้สติ
• กรณีปราสาทพระวิหารเคยไปถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มีคำพิพากษาสำคัญในอดีต และมีคำวินิจฉัยเรื่องการตีความเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
• ข้อพิพาทแนวชายแดนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินด้วยอารมณ์แบบ "บุก/ไม่บุก" แต่ต้องวางบนข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน
ทางออกที่ "รักชาติจริง" ต้องกล้าทำ
• ลดความร้อนแรงของวาทกรรม: เลิกขายคะแนนด้วยการปลุกอารมณ์จนความเสี่ยงบานปลาย
• ย้ำหลักความปลอดภัยประชาชน: เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด/วัตถุระเบิดตกค้าง เปิดทางให้คนกลับบ้านและกลับไปทำมาหากิน
• ใช้การทูตและกลไกเจรจาในพื้นที่: ทำมาตรการร่วม ลดโอกาสปะทะซ้ำ และสร้างกติกาในพื้นที่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้