โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาพัฒน์รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 4 ปี 2568 เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงระบบสุขภาพไทย ค่าแพทย์ ราคายา เวชภัณฑ์รพ.เอกชนอยู่ในระดับสูง

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสสาม ปี 2568 ว่า พบความเคลื่อนไหวสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์การจ้างงานหดตัว อัตราการว่างงานลดลง หนี้สินครัวเรือน (ไตรมาสสาม ปี 2568) หดตัวต่อเนื่อง ขณะที่หนี้เสียยังคงต้องเฝ้าระวัง เช่นเดียวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่แย่ลง และการบริโภค เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง และการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอสถานการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ 3 เรื่อง ได้แก่ (1) ปัญหาพัฒนาการ ของเด็กยุคใหม่ (2) Safe Sex: เพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่ต้องปลอดภัย และ (3) “Portfolio” กับ เส้นทางการเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไทย รวมทั้งนำเสนอบทความเรื่อง “เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยง ของระบบสุขภาพไทย”

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ฯ แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสสี่ ปี 2568

สถานการณ์แรงงาน ไตรมาสสี่ ปี 2568 การจ้างงานลดลงต่อเนื่อง โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.9 จากไตรมาสสี่ ปี 2567 จากการหดตัวในภาคเกษตรกรรมร้อยละ 3.4 ขณะที่นอกภาคเกษตรกรรม ขยายตัวร้อยละ 0.2 โดยสาขาการขนส่งและจัดเก็บสินค้า และสาขาการผลิต ขยายตัวร้อยละ 3.2 และร้อยละ 1.2 แต่สาขาการก่อสร้าง สาขาโรงแรมและภัตตาคาร และสาขาการค้าส่งและค้าปลีก หดตัว อัตราการว่างงานรวม ลดลง โดยอยู่ที่ร้อยละ 0.70 หรือมีผู้ว่างงาน 2.8 แสนคน ทั้งนี้ผู้ว่างงานที่เคยทำงานมาก่อนและนายจ้างเลิก/ หยุด/ปิดกิจการ เป็นกลุ่มเดียวที่เพิ่มขึ่นที่ร้อยละ 18.1 สำหรับผู้เสมือนว่างงาน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ร้อยละ 0.5 จากการเพิ่มขึ่นของผู้เสมือนว่างงานภาคเกษตร ส่วนอัตราการว่างงานระบบอยู่ที่ร้อยละ 1.78 ลดลงจาก ร้อยละ 1.81 ในปี 2567 ภาพรวมปี 2568 อัตราการมีงานทำ อยู่ที่ร้อยละ 99.1 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยผู้มีงานทำ มีจำนวน 39.6 ล้านคน ลดลงร้อยละ 0.5 จากปีก่อนหน้า ส่วนอัตราการว่างงาน ปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 0.81

สำหรับ ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่ (1) การสนับสนุนการเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับธุรกิจไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อสร้างงานที่มีคุณภาพ โดยอาจพิจารณาขยายมาตรการการจ้างงานในท้องถิ่น และส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นและให้ครอบคลุม SMEs ควบคู่กับการจูงใจให้เกิด การถ่ายทอดทักษะและเทคโนโลยี และ (2) การบรรเทาความกังวลต่อความมั่นคงในสถานะการจ้างงานของ แรงงานจากบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จึงควรมีการกำหนดแนวทางการใช้ AI อย่างชัดเจน และเป็นธรรม และลงทุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลและ AI ให้แก่แรงงานทุกระดับ

หนี้สินครัวเรือน ไตรมาสสาม ปี 2568 ลดลงร้อยละ 0.29 โดยมีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท เป็นผลจากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน ทำให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อ GDP ทรงตัวอยู่ที่ ร้อยละ 86.8 ต่อเนื่องจากไตรมาสที่แล้ว ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ด้อยลงทุกประเภทสินเชื่อ จากข้อมูลเครดิตบูโร สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9.4 ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.1 ของไตรมาสก่อน ทั้งนี้ มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ (1) การกำกับสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชันและสินเชื่อแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) เนื่องจากเป็นสินเชื่อที่เข้าถึงง่ายและผู้ใช้มีความเสี่ยงที่จะกลายเป็น NPLs ในอนาคต จึงควรผลักดันให้ผู้ให้บริการทุกรายเข้าร่วมเครดิตบูโร และกำหนดเพดานหนี้ร่วม และ (2) คนรายได้ระดับกลางถึงสูงเริ่มมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น ข้อมูลจาก SCB EIC ชี้ว่า กลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่า 100,000 บาทต่อเดือนราวร้อยละ 21.0 เริ่มประสบปัญหาการชำระหนี้เช่นเดียวกับกลุ่มอื่นที่มีรายได้ต่ำกว่า จึงต้องเร่งสร้างวินัยทางการเงินในเชิงรุก เช่น การแจ้งเตือนก่อนถึงกำหนดชำระหนี้ หรือการมีมาตรการจูงใจจากการจ่ายหนี้ตรงเวลา

การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง ไตรมาสสี่ ปี 2568 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 98.5 โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ และโรคมือ เท้า ปาก และภาพรวมปี 2568 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 44.9 ในกลุ่มโรคเดียวกัน ขณะที่ด้านสุขภาพจิตพบปัญหามากขึ้นทั้งในไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2568 ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าในสัดส่วนสูงที่สุด ทั้งนี้ มีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ คือ (1) โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ที่ส่งผลต่อการเกิดโรค NCDs อื่น ๆ แต่ผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่เคยได้รับการวินิจฉัยมาก่อน จึงควรเน้นการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และการมีมาตรการทางภาษีในสินค้าที่ไม่ดีต่อสุขภาพ (2) วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) กับการเพิ่มขึ้นของโรคมะเร็งปอด ซึ่งต้องมีกลไกจัดการคุณภาพอากาศเชิงรุก เช่น มาตรการภาษีเพื่อลดความแออัดของยานพาหนะ และการสั่งหยุดหรือชะลอกิจกรรมที่ก่อฝุ่นสูงในช่วงวิกฤต และ (3) สถิติการฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี ส่งผลให้มีความเสี่ยง ด้านสุขภาพมารดาและทารกเพิ่มขึ้น จึงต้องเร่งขยายการเข้าถึงบริการฝากครรภ์ อาทิ ผลักดันให้การลาไปฝากครรภ์เป็นสิทธิที่พึงได้รับ ใช้ระบบการแพทย์ทางไกลในการนัดหมายบางครั้ง และติดตามกรณีที่ไม่มารับบริการตามนัด

การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ไตรมาสสี่ ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1 จากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น ขณะที่การบริโภคบุหรี่ลดลง สำหรับภาพรวมปี 2568 การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยังมีประเด็นที่ควรเฝ้าระวัง คือ (1) ผลกระทบการทดลองขยายเวลาเปิดร้านที่อนุญาตให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ใน 5 จังหวัด ที่อาจ เพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุทางถนน (2) การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยจากโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ ซึ่งหาก มีการคัดกรองโรคจะช่วยลดพฤติกรรมเสี่ยงได้ และ (3) โครงสร้างภาษีส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ที่ทำให้ประชาชนบริโภคสินค้าเหล่านี้ที่มีราคาถูกกว่าทดแทนการลดหรือการเลิกบริโภค

ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไตรมาสสี่ ปี 2568 คดีอาญาเพิ่มขึ้น ร้อยละ 15.4 จากไตรมาสเดียวกันของปี 2567 จากการเพิ่มขึ้นของคดียาเสพติด ขณะที่คดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ และคดีชีวิต ร่างกาย และเพศ ลดลง การรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนน ผู้ประสบภัยสะสมรวมลดลง ร้อยละ 0.4 จากไตรมาสเดียวกันของ ปี 2567 เป็นการลดลงของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต แต่ผู้ทุพพลภาพเพิ่มขึ้น สำหรับภาพรวม ปี 2568 คดีอาญาและการรับแจ้งอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.4 และร้อยละ 0.6 ตามลำดับ ทั้งนี้ ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ (1) การลักลอบค้ายาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายผ่าน QR Code ที่ผู้ค้าติดไว้ตามพื้นที่สาธารณะ ย่านใจกลางเมือง/แหล่งท่องเที่ยว ให้ผู้ซื้อสแกนเข้าแอปพลิเคชันที่ใช้ AI Bot เป็นตัวกลางสั่งซื้อ แล้วชำระเงิน ผ่านสกุลเงินดิจิทัล ทำให้ยากต่อการติดตามตัวผู้กระทำผิด (2) การหลอกลวงของมิจฉาชีพทางออนไลน์ซับซ้อนขึ้น ในปี 2568 พบสถิติหลอกลวงออนไลน์เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี ซึ่งกระบวนการมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะการโอนเงินจากผู้เสียหายเข้าสู่บัญชีม้าคริปโทเคอร์เรนซี ทำให้ตรวจสอบและติดตามคืนยาก และ (3) ความเสี่ยงจากถุงลมนิรภัยเสื่อมสภาพ ไทยพบผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากถุงลมนิรภัย รวมทั้งสิ้น 8 ราย และ ยังมีรถยนต์กว่า 502,881 คันที่ยังไม่ได้เปลี่ยนถุงลมดังกล่าว ซึ่งต้องเร่งติดตามดำเนินการ

การคุ้มครองผู้บริโภค ไตรมาสสี่ ปี 2568 การร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของ ปีที่ผ่านมาร้อยละ 34.2 โดยในด้านสินค้าและบริการผ่าน สคบ. เพิ่มขึ้นร้อยละ 37.0 ขณะที่ด้านโทรคมนาคมผ่านสำนักงาน กสทช. ลดลงร้อยละ 16.5 ทั้งนี้ โทรศัพท์เคลื่อนที่ยังคงมีการร้องเรียนมากที่สุด สำหรับ การร้องเรียนในภาพรวมปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 38.6 ซึ่งเพิ่มขึ้นทั้งจาก สคบ. และสำนักงาน กสทช. ที่ร้อยละ 40.5 และร้อยละ 5.6 ตามลำดับ โดยมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ (1) การปนเปื้อนของสารเคมีในสินค้า Fast Fashion โดยเฉพาะสินค้าที่นำเข้าผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลการใช้และ การตกค้างของสารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์สิ่งทอควบคู่กับการส่งเสริมสิทธิผู้บริโภคในการรับทราบข้อมูลสารเคมีบนฉลากสินค้า (2) เทรนด์การใช้ปากกาฉีดลดน้ำหนักที่แพร่หลายบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะการโฆษณาและจำหน่ายในลักษณะที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น ข้อความชวนเชื่อว่า “ฉีดแล้วผอม” พร้อมการให้คำแนะนำจากบุคคลที่ไม่ใช่แพทย์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และ (3) ความเสี่ยงที่มาจากการใช้เบอร์โทรศัพท์รีไซเคิล เช่น การถูกทวงหนี้ที่ไม่เกี่ยวข้อง การได้รับ SMS /รหัส OTP จากบริการออนไลน์ที่ยังผูกกับบัญชีของผู้ใช้เดิม ขณะที่ผู้ใช้เดิมมีความเสี่ยงต่อการถูกเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล จึงควรดำเนินการยกเลิกการผูกบริการออนไลน์กับเบอร์โทรศัพท์ก่อนยุติการใช้งาน ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. อาจพิจารณาขยายระยะเวลาการพักหมายเลขโทรศัพท์ให้นานขึ้น ดังเช่นในประเทศเกาหลีใต้และออสเตรเลีย

ปัญหาพัฒนาการของเด็กยุคใหม่

เด็กปฐมวัยในยุคปัจจุบันมีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 เด็กปฐมวัย มีพัฒนาการสมวัยร้อยละ 81.6 ต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่ร้อยละ 85.0 โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก Gen Alpha และ Gen Beta ที่เติบโตมากับเทคโนโลยี ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายด้าน จะพบว่า พัฒนาการเด็กไม่สมวัยที่พบมากที่สุดคือ ด้านการใช้ภาษา และด้านการเข้าใจภาษา ซึ่งความล่าช้าในสองด้านนี้อาจเกี่ยวข้องกับการแสดงพฤติกรรม ที่ใกล้เคียงภาวะออทิสติกเทียม เช่น ไม่ค่อยสบตา ตอบโต้น้อย จากงานศึกษาในต่างประเทศ พบว่า พฤติกรรมข้างต้นมีความสัมพันธ์กับการใช้สื่อดิจิทัลตั้งแต่วัยทารก สะท้อนว่าปัญหาพัฒนาการไม่สมวัยอาจเชื่อมโยงกับบริบทการเลี้ยงดูในสังคมดิจิทัล โดยปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการเด็กยุคใหม่ ได้แก่ (1) พฤติกรรมการใช้เวลาหน้าจอที่นานเกินไป ไม่เหมาะสมกับช่วงวัย และ (2) การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครัวเรือนที่เด็ก อยู่ในครัวเรือนข้ามรุ่นที่มีผู้สูงอายุเป็นผู้ดูแลหลัก ทำให้อุปกรณ์สื่อหน้าจอถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยดูแลเด็ก อีกทั้ง คู่มือการประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่ภาครัฐจัดทำไว้ ยังมีเนื้อหาและขั้นตอนปฏิบัติเชิงวิชาการ ทำให้ผู้ดูแลเด็กบางส่วนไม่เข้าใจ

ในต่างประเทศ มีแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กควบคู่กับการกำกับการใช้สื่อดิจิทัล ตัวอย่างเช่น สิงคโปร์ ได้ให้คำแนะนำการใช้สื่อหน้าจอในเด็ก โดยคำนึงถึงพัฒนาการช่วงวัย ญี่ปุ่น คุ้มครองเด็กและเยาวชนในโลกออนไลน์ด้วยการออกแบบเทคโนโลยีให้มีความปลอดภัยสำหรับเด็กตั้งแต่ต้นทาง โดยกำหนดให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ดิจิทัลและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตต้องมีระบบคัดกรองเนื้อหาและติดตั้งเครื่องมือควบคุมโดยผู้ปกครองมาด้วย สหราชอาณาจักร ใช้กฎหมายความปลอดภัยสนโลกออนไลน์ควบคู่กับการกำกับการใช้โทรศัพท์มือถือในสถานศึกษาที่ยืดหยุ่นตามบริบทของโรงเรียน พร้อมทั้งพัฒนาเว็บไซต์เป็นแหล่งเรียนรู้ออนไลน์สำหรับพ่อแม่และผู้ดูแลเด็กอายุ 0-4 ปี ซึ่งไทยสามารถนำมาปรับใช้ในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้สมวัย

Safe Sex: เพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่ต้องปลอดภัย

แม้การตั้งครรภ์และการคลอดในกลุ่มวัยรุ่นหญิงมีแนวโน้มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้สะท้อนว่าเยาวชนไทยมีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากสถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อ HIV ในปี 2568 สูงกว่าที่กรมควบคุมโรคคาดประมาณถึง 1.5 เท่า โดย 1 ใน 3 เป็นกลุ่มอายุ 15-24 ปี ซึ่งเกือบทั้งหมดติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน อีกทั้ง อัตราการป่วยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เฝ้าระวังอื่น ๆ ของกลุ่มนี้ยังสูงกว่าภาพรวม และจำนวนมากยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับ การเก็บรักษาและการใช้ถุงยางอนามัย ตลอดจนบางกลุ่มมีรูปแบบการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะกับคู่รัก แต่รวมไปถึงคนรู้จัก เพื่อน บุคคลจากสถานบันเทิง/แอปพลิเคชันหาคู่ ที่มีข้อจำกัดในการป้องกัน

โดยช่องว่างระหว่างความรู้กับพฤติกรรมทางเพศเป็นผลจากปัจจัยหลายประการ คือ

(1) การเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาของไทยยังมีข้อจำกัดในเชิงคุณภาพ โดยเนื้อหายังเน้นเชิงชีววิทยา แต่ขาดด้านทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อ การตัดสินใจทางเพศอย่างปลอดภัย ขณะที่การเรียนการสอนยังเน้นบรรยายมากกว่าการมีส่วนร่วม และครูมีทักษะและความมั่นใจในการสอนต่ำ

(2) เยาวชนบางส่วนยังเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการป้องกันโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ และขาดทักษะการต่อรองเพื่อป้องกันอย่างเหมาะสม โดยแม่วัยรุ่นส่วนใหญ่มุ่งเน้นการป้องกันการตั้งครรภ์มากกว่าการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อีกทั้ง คู่รักวัยรุ่นยังมีการป้องกันโรคติดต่อ ทางเพศสัมพันธ์ในระดับต่ำเพราะเชื่อว่าคู่นอนไม่มีความเสี่ยงหรือกลัวคู่ไม่พึงพอใจ

(3) สังคมไทยยังไม่เอื้อต่อการพูดคุยเรื่องเพศสัมพันธ์อย่างเปิดกว้าง วัฒนธรรมที่มองเรื่องเพศเป็นสิ่งต้องห้าม ส่งผลต่อระดับ ความพร้อมของพ่อแม่และครูในการให้คำแนะนำที่เหมาะสม และ

(4) ระบบบริการสุขภาพทางเพศยังไม่เอื้อต่อเยาวชน ทั้งในด้านเวลาทำการ ทัศนคติของผู้ให้บริการ และทางเลือกของผลิตภัณฑ์ป้องกัน

ปัจจัยข้างต้น ส่งผลกระทบต่อทั้งเยาวชนและต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ จึงต้องมีการเสริมสร้างสุขภาวะ ทางเพศของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ดังนี้ (1) ยกระดับการจัดการเรียนการสอนเพศวิถีศึกษาให้เน้นทักษะเชิงปฏิบัติ ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน (2) ปรับระบบนิเวศให้เอื้อต่อการเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพทางเพศของเยาวชน และ (3) ประยุกต์ใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม อาทิ การวางถุงยางอนามัยในจุดที่เข้าถึงง่ายและเป็นส่วนตัว

“Portfolio” กับเส้นทางการเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไทย

ประเทศไทยนำแนวคิดการคัดเลือกแบบองค์รวมมาประยุกต์ใช้ในการรับสมัครรอบ Portfolio ในระบบ TCAS ซึ่งมหาวิทยาลัยไทยส่วนใหญ่ใช้รูปแบบดังกล่าวเป็นช่องทางหลักในการรับสมัคร ส่งผลให้สัดส่วน การรับสมัครในรอบ Portfolio เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 21.5 ในปี 2561 เป็นร้อยละ 36.3 ในปี 2568 การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้สร้างความเหลื่อมล้ำในการเข้ามหาวิทยาลัยของเด็กไทย โดยเฉพาะการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่มีต้นทุนสูงกว่า อาทิ (1) เกณฑ์การยื่น Portfolio สูงขึ้นและเฉพาะตัวมากขึ้น เพื่อคัดเลือกผู้สมัครที่มี ความพร้อมมากขึ้น กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อผู้สมัครที่มีข้อจำกัดทั้งด้านค่าใช้จ่าย เวลา และโอกาส (2) การส่งเสริมการสะสมผลงานเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ เปิดโอกาสให้เกิดธุรกิจหาผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น ค่ายกิจกรรม การรับจ้างทำผลงาน (3) โรงเรียนขนาดเล็กหรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ในการส่งเสริมให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับเกณฑ์คัดเลือก ทั้งงบประมาณ ครู การสนับสนุนจากผู้ปกครอง (4) การสมัครรอบ Portfolio มีต้นทุนทางการเงินค่อนข้างสูงที่อาจเป็นอุปสรรคต่อเด็กจากครัวเรือนรายได้น้อย และ (5) การทุจริตผลงานใน Portfolio มีความแนบเนียนมากขึ้น ขณะที่กลไกการตรวจสอบยังจำกัด

อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศที่ใช้การรับสมัครแบบ Portfolio ได้มีแนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจ อาทิ การปรับปรุงเงื่อนไขและข้อกำหนดการรับสมัคร ไม่ว่าจะเป็นการลดการพิจารณาปัจจัยภายนอกหลักสูตรที่สร้างความเหลื่อมล้ำ การเปิดเผยเกณฑ์การประเมิน การพิจารณาผู้สมัครโดยตัดข้อมูลสะท้อนฐานะทางสังคมออก (เกาหลีใต้) การพัฒนาระบบตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลผู้สมัคร ด้วยซอฟแวร์ตรวจสอบเรียงความที่อาจเข้าข่ายคัดลอกผลงานและแจ้งไปยังมหาวิทยาลัย (สหราชอาณาจักร) สำหรับแนวทางในประเทศไทย ปี 2568 กระทรวง อว. มีการประกาศนโยบายด้านอุดมศึกษา ปี 2570 เพื่อขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัย ปรับลดสัดส่วนการรับในรอบ Portfolio พร้อมทั้งพัฒนาเครื่องมือจัดทำแฟ้มสะสมผลงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ในระยะถัดไปควรมีการดำเนินการ ดังนี้ (1) โรงเรียนในพื้นที่เดียวกันควรรวมตัวกันเป็นเครือข่าย เพื่อแบ่งปันทรัพยากรและโอกาสการเรียนรู้ (2) มหาวิทยาลัยควรเปิดเผยเกณฑ์การประเมินอย่างชัดเจน มุ่งประเมินกิจกรรมที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษา พิจารณาโดยตัดข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนออก ตลอดจนร่วมกันพัฒนาระบบตรวจสอบ/รับรองความถูกต้องของข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และ (3) หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องอาจพิจารณากำหนดเพดานค่าธรรมเนียมการสมัครรอบ Portfolio ไม่ให้สูงเกินไป

เงินเฟ้อทางการแพทย์ : ความเสี่ยงของระบบสุขภาพไทย

“เงินเฟ้อทางการแพทย์” หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่คำนวณจากการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลของระบบประกันสุขภาพเอกชน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปี 2569 ทั่วโลกจะมีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ร้อยละ 10.3 เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก ปี 2567-2568 (2026 Global Medical Trends, 2025) ซึ่งประเทศไทย มีอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ อยู่ที่ร้อยละ 10.8 ในปี 2568 สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ที่ร้อยละ 0.7 ในปี 2568 กว่า 15 เท่า (WTW, 2025) แนวโน้มดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากต้นทุนด้านสุขภาพ โดยบริษัทประกัน ร้อยละ 74.0 ระบุว่า เทคโนโลยีการแพทย์สมัยใหม่เป็นปัจจัยขับเคลื่อนต้นทุนมากที่สุด รองลงมาคือ ข้อจำกัดในการรองรับของสาธารณสุขภาครัฐ (ร้อยละ 52.0) ขณะเดียวกัน ศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลไทย โดยเฉพาะโรงพยาบาลรัฐยังมีข้อจำกัดหลายด้านทั้งความหนาแน่นของอัตราครองเตียงผู้ป่วย ระยะรอคอยการรักษานาน ส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อบางส่วนหันไปใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น แม้จะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าก็ตาม

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเอกชนไทย ได้แก่

(1) การลงทุน ในเทคโนโลยีการแพทย์ที่ทันสมัย โรงพยาบาลเอกชนร้อยละ 92.0 ได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพรักษาและความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม การลงทุนที่มีต้นทุนสูงอาจกระตุ้นให้มีการใช้งานมากขึ้น เพื่อความคุ้มค่า ส่งผลให้ต้นทุนบริการเพิ่มขึ้นถูกส่งผ่านไปยังค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยประกัน

(2) การแข่งขัน ด้านค่าตอบแทนบุคลากรการแพทย์ โรงพยาบาลเอกชนเสนอค่าตอบแทนบุคลากรสูงเพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นรายการที่มีสัดส่วนสูงสุด โดยในปี 2568 คิดเป็นร้อยละ 45.0 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในโรงพยาบาลเอกชน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้นทุนการให้บริการโรงพยาบาลปรับสูงขึ้น

(3) การกำหนดราคายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชนในระดับสูง เนื่องจากภาคเอกชนมีต้นทุน ด้านอาคารสถานที่และการบริหารจัดการ การตั้งราคาจึงขึ้นอยู่กับโครงสร้างต้นทุนและดุลยพินิจผู้บริหาร ต่างจากโรงพยาบาลรัฐที่มีการกำกับราคากลางผ่านบัญชียาหลักแห่งชาติ และ

(4) การใช้บริการทางการแพทย์ของผู้เอาประกันมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สะท้อนผ่านการเพิ่มขึ้นของอัตราการเรียกร้องค่าสินไหมประกันสุขภาพ (Loss Ratio) ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบความคุ้มครองแบบเหมาจ่าย ที่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการให้บริการทางแพทย์เกินจำเป็น คิดเป็นร้อยละ 28.0 ของอัตราเคลมประกันสุขภาพทั้งหมด แต่เกิดจากผู้เอาประกันเพียงร้อยละ 5.0 เท่านั้น ทั้งนี้ ปัจจุบัน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย ได้เริ่มนำเกณฑ์ Co-payment มาใช้จำกัดการใช้บริการทางการแพทย์ เกินความจำเป็นแล้ว

ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบต่อความสามารถของประชาชนในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางที่เหมาะสม ดังนี้ (1) การกำหนดเพดานควบคุมราคา ภาครัฐควรมีกลไกกำกับดูแลราคายาและเวชภัณฑ์ที่จำเป็นในโรงพยาบาลเอกชน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้เข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพในราคาที่เป็นธรรม รวมถึงกำหนดให้มีการเปิดเผยโครงสร้างต้นทุนแบบเปรียบเทียบได้ มีราคามาตรฐานอ้างอิงภายในประเทศ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้บริการ (2) การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในระบบบริการสุขภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและลดต้นทุนดำเนินงาน อาทิ การนัดหมาย การเคลมประกัน และ (3) การสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการเลือกแนวทางการรักษา ผู้ป่วยต้องมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจรักษา สอบถามถึงทางเลือกในการตรวจหรือหัตถการ รวมถึงผลดี/ผลเสียที่อาจเกิดขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการรักษาเกินความจำเป็น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...