โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

คดียังไม่จบ! อัยการชี้เป้า “แพ่ง-อาญา” คนละส่วน เตรียมอุทธรณ์ทวงคืน 74 ล้านให้ผู้เสียหาย

เดลินิวส์

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
“สุเทพ เยี่ยมศิริ” เจ้าของสำนวนคดีริบทรัพย์ ทนายตั้ม เผยไม่ได้เอาผู้เสียหาย-ตำรวจเบิกความเพราะมีเอกสารรับรองคำให้การอยู่แล้ว ยืนยันทำตามหน้าที่ไม่ได้เข้าข้างใคร เตรียมคัดสำนวนเสนอ อธ.อัยการคดีพิเศษพิจารณา

เมื่อวันที่ 24 ก.พ. นายสุเทพ เยี่ยมศิริ อัยการผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานอัยการคดีพิเศษ 2 เปิดเผยถึงการยึดทรัพย์ของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ว่า ทรัพย์ที่ถูกยึดมี 2 ส่วน ส่วนแรก คดีหมายเลขดำที่ ฟ26/2568 อัยการรับสำนวนมาเมื่อเดือน ก.พ. 68 และได้ยื่นไต่สวนคำร้องเมื่อ 10 มี.ค. 68 ทรัพย์สินเป็นเงินในบัญชีธนาคาร บ้านพักอาศัย และที่ดิน รวมมูลค่ากว่า 71 ล้านบาท

ส่วนที่สอง คดีหมายเลขดำที่ ฟ145/2568 ปปง.ส่งมาทีหลัง เมื่อ 30 ก.ค. 68 เป็นทรัพย์สินส่วนตัว 23 รายการ เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม และโน้ตบุ๊ก ที่ตรวจยึดได้ภายในบ้าน มูลค่ากว่า 2.6 ล้านบาท เพื่อขอให้ริบทรัพย์คืนผู้เสียหาย รวมกว่า 74 ล้านบาท

ในส่วนที่ศาลยกคำร้องและมีคำสั่งให้คืนทรัพย์เพราะศาลมองว่ามันไม่เป็นความผิดมูลฐาน

ในส่วนที่คำพิพากษาระบุว่าอัยการนำพยานเข้าสืบแค่ปากเดียวคือ ปปง. เพราะทางอัยการมองว่าพยานหลักฐานที่ยื่นต่อศาล ทุกอย่างมันมัดรวมหมดแล้ว ในการดำเนินคดีความผิดฐานฟอกเงินมันต้องมีข้อกล่าวหา ซึ่งทางพนักงานสอบสวนก็มองว่าแม้มีผู้เสียหายคนเดียว แต่มีการกระทำเกิดขึ้นบ่อยมันก็เป็นปกติธุระ ส่วนที่เอา ปปง.คนเดียว ไม่เอาผู้เสียหายหรือพนักงานสอบสวนมาเบิกความ เพราะทุกอย่างมันมีเอกสารรายงานการสอบสวนอยู่แล้ว เอกสารคำเบิกความที่ยื่นศาล เอกสารมันรับรองคำเบิกความมาแล้ว

ที่เอา ปปง.ไปเบิกความเป็นขั้นตอนให้ศาลเห็น และไล่เส้นทางการเงิน ถือว่าเป็นพยานเบิกความถูกต้องแล้ว ปปง.เขาไม่ใช่ประจักษ์พยานก็ถูก แต่ไม่ใช่เรื่องที่ ปปง.เอามามโน แต่เขามาเบิกเกี่ยวกับขั้นตอนหน้าที่ ประเด็นจึงอยู่เพียงแค่ว่าศาลมองว่าเป็นฟอกเงินหรือไม่

ต้องอย่าลืมคดีนี้ คดีแพ่งนำหน้าไปก่อน อัยการเราไม่ได้ยื่นเร็ว กฎหมายบังคับว่าต้องยื่นภายใน 90 วัน หลังจากวันที่ยึดทรัพย์มา และมูลฐานความผิดคดีอาญาและคดีแพ่งเป็นคนละส่วนกัน อย่าลืมว่าคดีแพ่งริบทรัพย์ศาลมีอำนาจไต่สวน อัยการนำพยานเข้ามา แต่ศาลก็จะถามเพิ่มได้

ส่วนประเด็นที่เอาพยานแค่ปาก ปปง.เพราะพยานที่จะพิสูจน์เรามีเอกสารที่รับรองคำให้การครบแล้ว จึงไม่ได้นำตัวมาเบิกเอง แต่ศาลไปวินิจฉัยในเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องของอาญายังไม่ได้ตัดสิน

ในส่วนคดีแพ่งแม้จะสั่งคืนทรัพย์ ในคดีอาญาที่อัยการสำนักงานคดีอาญายื่นฟ้องไปก็สามารถเรียกค่าเสียหายได้อยู่ ในส่วนของคดีแพ่งก็จะพิจารณาในเรื่องอุทธรณ์ต่อไป ยืนยันไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน เพราะตนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ก็ว่ากันไปตามอำนาจหน้าที่

“ส่วนตัวมองว่า คดีนี้ควรจะต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องดูคำพิพากษาฉบับเต็ม ส่วนอำนาจอุทธรณ์ในคดีแพ่งจะเป็นอำนาจของอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ พิจารณาจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...