ดร.เชษฐา เปิดเหตุผล ยันบาร์โค้ดบนบัตรคนละเคสปี 49
วันที่ 20 ก.พ. 69 ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น อาจารย์วิทยาลัยพัฒนามหานคร มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ให้ความเห็นต่อข้อถกเถียงในสังคมกรณีมี QR Code และบาร์โค้ดปรากฏบนบัตรเลือกตั้งว่า คำถามสำคัญของประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ที่กระแสความเห็นในโลกออนไลน์ แต่อยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจชี้ขาดสูงสุดทางกฎหมาย
ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำวินิจฉัย กระบวนการเลือกตั้งย่อมต้องถือว่า ชอบด้วยกฎหมายไว้ก่อนนี่คือหลักพื้นฐานของรัฐธรรมนูญและกฎหมายมหาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อสงสัยทางการเมืองถูกใช้เป็นเหตุล้มกระบวนการเลือกตั้งโดยง่าย มิฉะนั้น ทุกการเลือกตั้งจะถูกท้าทายได้ตลอดเวลาเพียงอาศัยข้อคลางแคลง
ผศ.ดร.เชษฐา อธิบายว่า การนำกรณีปัจจุบันไปเปรียบกับการเลือกตั้งปี 2549 เป็นการเทียบที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากข้อเท็จจริงทางกฎหมายต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ปี 2549 ปัญหาเกิด ในคูหาโดยตรง มีการหันคูหาออกด้านนอก ทำให้ผู้อื่นมองเห็นการลงคะแนนได้ทันที ความไม่ลับเกิดขึ้นต่อหน้าสาธารณะ เป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้โดยตรงในชั้นเดียว
ปี 2569 แม้มีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แต่ในช่วงเวลาลงคะแนน ไม่มีใครสามารถทราบได้ว่าผู้ใช้สิทธิเลือกพรรคใด ความลับยังคงอยู่ในขณะกาบัตร กล่าวอีกนัยยะหนึ่ง ความไม่ลับในปี 2549 เป็นผลที่เกิดขึ้นทันทีส่วนกรณีปัจจุบันเป็นเพียง ข้อสมมติฐานที่ต้องผ่านหลายขั้นตอนจึงจะเกิดขึ้นได้ ทางเทคนิคต้องผ่านหลายขั้นตอน และทุกขั้นตอนอยู่ในความลับราชการ
อาจารย์เชษฐา อธิบายต่อว่า หากจะระบุตัวผู้ลงคะแนนจากบาร์โค้ด ต้องทำกระบวนการหลายชั้น เช่น สแกนรหัสบนบัตร เทียบกับต้นขั้วบัตร ทราบลำดับการรับบัตรของผู้ใช้สิทธิ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายใต้ระบบเอกสารราชการและกฎหมายคุ้มครองข้อมูล การเข้าถึงโดยมิชอบเองอาจกลายเป็นความผิดเสียก่อน ดังนั้นข้อกล่าวหาว่าบัตร ไม่ลับ จึงยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ข้อ 129 วรรคท้าย ให้อำนาจ กกต. กำหนดรหัส เครื่องหมาย หรือข้อความพิเศษบนบัตรเลือกตั้งได้ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า หากมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการปลอมแปลง ดังนั้น หากพิสูจน์ได้ว่าเจตนาของการใช้บาร์โค้ดคือป้องกัน บัตรผี ไม่ใช่ติดตามผู้ลงคะแนน ก็จะเป็นข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่มีน้ำหนัก
อีกประเด็นหนึ่งคือหลักความได้สัดส่วนในกฎหมายมหาชน หากยังไม่มีหลักฐานว่ามีการเปิดเผยการลงคะแนนของบุคคลใดจริง การวินิจฉัยให้เลือกตั้งเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นมาตรการรุนแรงที่สุด อาจถูกมองว่าเกินความจำเป็นเมื่อเทียบกับข้อบกพร่องที่ยังอยู่ในระดับข้อสงสัย
โอกาสที่การเลือกตั้งจะถูกวินิจฉัยให้เป็นโมฆะยังไกลจากความเป็นจริง เพราะสิ่งที่ศาลต้องพิจารณาไม่ใช่กระแสสังคม แต่คือข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และเจตนาของผู้ออกแบบระบบว่าละเมิดหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด กระบวนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดจึงยังต้องถือว่าเป็นไปโดยชอบตามกฎหมาย