โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

คปภ. ปรับเกณฑ์ลงทุนคุม “ธุรกิจประกันแบบรวมกลุ่ม” หลังแห่ตั้งโฮลดิ้ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 พ.ย. 2567 เวลา 08.34 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2567 เวลา 01.00 น.

คปภ.จ่อออกประกาศเกณฑ์ลงทุนของ “ธุรกิจประกันภัย” ใหม่ เตรียมใช้การ “กำกับแบบรวมกลุ่ม” ชี้ลงทุนเกิน 20% มีอำนาจควบคุม-ต้องกำกับดูแลบริษัทลูกด้วย ขณะที่กรณีตั้งโฮลดิ้ง ถือหุ้นไขว้-ซับซ้อน ขีดเส้นทั้งกลุ่มลงทุนรวมกันไม่เกิน 25% ของเงินกองทุน คาดออกประกาศบังคับใช้ได้ไตรมาส 4/68 พร้อมประเมินปีนี้เบี้ยทั้งระบบโต 2.7% ปีหน้าคาดโต 3.96% เบี้ยแตะ 9.8 แสนล้าน มั่นใจเบี้ยทะลุ 1 ล้านล้าน ภายในไตรมาส 2/69

นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าแนวทางการดำเนินการกำกับธุรกิจประกันภัยแบบรวมกลุ่ม (Group-wide Supervision) ของบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย ล่าสุดได้เสนอร่างหลักการต่อที่ประชุมคณะกรรมการ คปภ. แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคธุรกิจประกันภัย จนถึงวันที่ 29 พ.ย.นี้ และคาดว่าประกาศจะมีผลบังคับใช้ได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2568 เป็นต้นไป

โดยเกณฑ์กำกับ จะแบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรก “Solo Consolidation” และเฟสสอง “Full Consolidation” เบื้องต้นจะกำกับดูแลระดับ Solo Consolidation ก่อน โดยเมื่อใดก็ตามที่บริษัทประกันภัย เข้าไปลงทุนถือหุ้นในนิติบุคคลอื่น เพื่อประกอบธุรกิจอื่น ตั้งแต่ 20% ขึ้นไปของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น และมีอำนาจในการควบคุม คปภ.จะถือว่านิติบุคคลที่บริษัทประกันภัยเข้าไปถือหุ้น เป็นบริษัทลูก

ซึ่งเข้าข่ายต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ Group-wide บริษัทประกันภัยนั้น ๆ จะต้องกำกับดูแลบริษัทลูกด้วย เช่น มีกรรมการและผู้มีอำนาจจัดการ มีการจัดการเรื่องธรรมาภิบาล มีการควบคุมภายใน และมีการบริหารความเสี่ยงด้วย

“ปัจจุบันนี้มีมากกว่า 10 บริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปเป็นบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนี (Holding Company) และยังมีเข้ามาปรึกษาหารือกับ คปภ.อีกหลายบริษัท ซึ่งพบว่าที่ผ่านมามีการถือหุ้นไขว้กันกว่า 8 รูปแบบ ค่อนข้างมีความซับซ้อน มีการทำธุรกรรมระหว่างบริษัทประกันภัย บริษัทแม่ บริษัทลูก บริษัทร่วม หรือกิจการที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการถือตราสารทุน ตราสารหนี้ เงินให้กู้ยืม ฯลฯ”

ดังนั้น คปภ. จะกำหนดว่าธุรกรรมการลงทุนทั้งหมดที่ดำเนินการในกลุ่มธุรกิจรวมกันได้ไม่เกิน 25% ของเงินกองทุน หรือไม่เกิน 10% ของสินทรัพย์รวมของบริษัท แล้วแต่จำนวนใดจะต่ำกว่า เพราะไม่ต้องการให้ไปอยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกันหมด นอกจากนี้ยังกำหนดให้ต้องรายงานธุรกรรมระหว่างกันภายใน 72 ชั่วโมง หรือเมื่อเกิดธุรกรรมโดยเร็ว

คปภ. ต้องเร่งออกมาตรการกำกับดูแลและตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวด เพราะมองว่าเป็นความท้าทายที่สำคัญและน่ากังวลในปีหน้า แต่ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำตัวเป็นอุปสรรคต่อภาคธุรกิจ โดยจะส่งเสริมเรื่องนี้สำหรับบริษัทประกันที่มีความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อผลักดันให้บริษัทประกันภัยในประเทศไทยมีขนาดใหญ่โตยิ่งขึ้น เหมือนกับในต่างประเทศที่ธุรกิจประกันภัยมักมีขนาดใหญ่กว่าธุรกิจธนาคาร แต่ก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ตามประกาศลงทุน คปภ. ในปัจจุบัน กำหนดว่าบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัย จะถือหุ้นในนิติบุคคลอื่นได้ไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด และจะถือหุ้นตั้งแต่ 20% ตามเกณฑ์การประกอบธุรกิจอื่นที่ คปภ. ประกาศกำหนดเท่านั้น เช่น สถานพยาบาล, กิจการผู้สูงอายุ, อินชัวร์เทค หรือกิจการที่มีผลประโยชน์ต่อธุรกิจประกันภัยโดยรวม เป็นต้น

ในช่วงที่ผ่านมา คปภ. ได้มีการศึกษาแนวทางในต่างประเทศต่อการกำกับ Group-wide ซึ่งมีเกณฑ์ใช้มานานกว่า 10 ปีแล้ว หน่วยงานกำกับส่วนใหญ่จะเปิดให้บริษัทประกัน ที่มีความแข็งแกร่งทางการเงิน ลงทุนได้เกิน 20% เฉพาะธุรกิจที่หน่วยงานกำกับมองเห็นความเสี่ยงทั้งหมด เช่น เป็นธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลที่ดี, มีผลประกอบการที่ดี เป็นต้น ถ้าเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงก็จะให้มีการชาร์จเงินกองทุนระหว่างกลุ่มเพิ่ม จากปัจจุบันเกณฑ์ลงทุน คปภ. มีการกำหนดค่าความเสี่ยง (Risk Charge) สำหรับบริษัทประกันภัยในการลงทุนสินทรัพย์แต่ละประเภทตามระดับความเสี่ยงอยู่แล้ว

ซึ่งการชาร์จเงินกองทุนระหว่างกลุ่มนั้น เวลานี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะกำหนดกรอบอยู่ที่ระดับไหน เพราะต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการคำนวณออกมาก่อน ซึ่งมีโมเดลจากทั้งอเมริกาและฮ่องกงที่มีความแตกต่างกันอยู่ให้เป็นแนวทางพิจารณา

เลขาธิการ คปภ.กล่าวอีกว่า ปี 2567 คปภ.คาดการณ์เบี้ยประกันภัยรับรวมทั้งระบบ จะอยู่ที่ 942,944 ล้านบาท เติบโต 2.70% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่ล้อตามอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทย โดยมาจากธุรกิจประกันชีวิต 653,516 ล้านบาท เติบโต 3.21% และธุรกิจประกันวินาศภัย 289,428 ล้านบาท เติบโต 1.58%

ส่วนปี 2568 คาดการณ์จีดีพีไทยจะเติบโตกว่า 3% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดการณ์เบี้ยรับรวมในปีหน้าจะโต 3.96% ที่ 980,312 ล้านบาท จากประกันชีวิต 678,522 ล้านบาท เติบโต 3.83% และประกันวินาศภัย 301,789 ล้านบาท เติบโต 4.27%

“คาดหวังว่าในไตรมาส 2 ปี 2569 เบี้ยรับรวมจะแตะ 1 ล้านล้านบาทได้ สำหรับปีนี้ ถือว่าพอใจ โดยเบี้ยประกันสุขภาพเป็นพอร์ตสำคัญ เพราะเบี้ยสูงกว่าแสนล้านบาทไปแล้ว และที่ผ่านมา ก็ได้แก้ปัญหาเรื่องเคลมสูงและค่ารักษาแพง โดยกำหนดเกณฑ์ให้ผู้เอาประกันมีส่วนร่วมจ่าย (Copayment)” เลขาธิการ คปภ.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คปภ. ปรับเกณฑ์ลงทุนคุม “ธุรกิจประกันแบบรวมกลุ่ม” หลังแห่ตั้งโฮลดิ้ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...