โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“แสตมป์ อภิวัฒน์” เล่าเต็ม ๆ ปม ภรรยาถูก “อัดคลิป-อัดเสียง” แบล็กเมล

WeR NEWS

เผยแพร่ 17 ม.ค. 2568 เวลา 10.51 น.

หายหน้าหายตาไปพักใหญ่ สำหรับนักร้องหนุ่ม แสตมป์ อภิวัฒน์ ซึ่งต่อมา เจ้าตัวได้ออกมาเปิดเผยบนเวทีคอนเสิร์ตงานหนึ่ง ว่าที่หายไป ตนและภรรยา ได้ไปขึ้นศาล เนื่องจากว่า ภรรยาตนเองนั้นถูกอัดคลิปวิดีโอ และอัดคลิปเสียง และถูกเอาไปแบล็กเมลว่า เธอนั้นเป็นบ้า และยังได้บอกด้วยว่า ภรรยาตนชนะคดีแล้วได้เงิน 1 ล้านบาท จ่ายมาแล้ว 100,000 บาท เหลืออีก 900,000 บาท และคลิปวิดีโอที่ถ่ายไว้ ที่เอาไปถ่ายแล้วบอกว่าภรรยาเป็นบ้า ใครที่เห็นคนถ่ายหรือใครเอาไปโชว์ที่ไหน ให้มาแจ้งกับตน ตนจะไปดำเนินคดีถึงที่สุด

และล่าสุด (15 ม.ค. 68) แสตมป์ อภิวัฒน์ ได้เล่าเรื่องนี้อีกครั้งแบบเต็ม ๆ บนเวทีคอนเสิร์ต Wednesday Song concert Vol.1 โดยได้มีผู้ใช้บัญชียูทูบรายหนึ่งได้ลงคลิปที่นักร้องหนุ่มเล่าบนเวที ความยาว 21.14 น.

โดยมีเนื้อหาว่า ผมขอเล่าเรื่องบางเรื่อง ซึ่งมันจะปกป้องชีวิตคนในครอบครัวผมได้ ถ้าผมเอามันออกมาสู่แสงสว่าง เพราะว่าภรรยาผม ถูกโจมตีในที่มืดมานานเกินไปแล้ว ผมหายไปเพื่อฟ้องร้องคนสองคนที่บุกรุกมาถ่ายคลิปแบล็กเมลภรรยาผมหลังเวที ทั้งปี 2567 ผมไปฟ้องร้องเขามา

มันเริ่มจากว่า มันมีคนคนหนึ่งที่สร้างสถานการณ์ ปั่นให้เกิดความเกลียดชัง สร้างความเข้าใจผิดมากมายให้กับภรรยาผม ทั้งในวงการเพลง และนอกวงการเพลง แล้วก็มีคนหลงเชื่อ ถึงขั้นมาโพสต์ด่าโจมตี บุกรุกเข้ามาหลังเวที จนเราทำงานไม่ได้คนคนนี้ โผล่หน้ามาให้ภรรยาผมรำคาญใจเป็นเวลา 10 กว่าปีแล้ว ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักกัน

แต่มันร้ายแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อปี 2565 ที่มีตัวละครเพิ่มขึ้นมา นั่นคือแฟนของเขา ซึ่งทำงานอยู่ในวงดนตรีวงหนึ่ง ทำให้เขามีป้ายห้อยคอ ทำให้เขาบุกรุกเข้ามาหลังเวทีได้อย่างอำเภอใจ ในปี 2565 ผมเล่นดนตรีอยู่บนเวที สองคนนี้ก็จะโผล่แว๊บมาผ่านหน้าภรรยาผม บางครั้ง ก็มาสร้างสถานการณ์ นั่งร้องไห้ใกล้ ๆ ภรรยาผม โดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว ซึ่งภรรยาผมก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่รู้ว่ามันน่าจะไม่ปลอดภัย และเธอก็ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากให้ผมเป็นข่าว ใช้วิธีการหลบเลี่ยงเอา เธอบอกผู้จัดการว่า ของไม่รับงานร่วมกับวงนี้ไป เพื่อไม่ให้มีการปะทะกัน

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2566 มีงานเฟสติวัล งานหนึ่ง มีเรื่องเกิดขึ้น เราทราบไม่กี่วันก่อนหน้า เราต้องไปเล่นกับวงดนตรีวงนี้ แต่ก็แคนเซินไม่ทันแล้ว ก็คิดว่าไม่น่าเป็นไร เมื่อไปถึง มีคนไปดูต้นทาง มีพยานรู้เห็นในวงเรา ว่า 2 คนนี้ มาดักรอหน้าห้องพักศิลปินของพวกเรา เป็นชั่วโมง เมื่อมาถึง จำได้ว่าบุ้ง มารับผม เพราะว่ารู้ว่าอันตรายแล้ว ผมกับบุ้งก็เดินเข้ามาพร้อมกับภรรยาผม 2 คนนี้ก็เข้ามาประชิดตัวภรรยาผม พูดจากล่าวหา หาเรื่อง แล้วก็มีคนอัดคลิปวิดีโอไว้ ผมไม่ทราบว่าจากทิศทางไหนบ้าง

หลังจากนั้นก็ไปบอกคนในวงการเพลงว่า บังเอิญเจอกับภรรยาหลังเวที และก็ไปคุกคามเขาโดยไม่มีสาเหตุ คนที่ได้ฟังเรื่องนี้ที่รู้สึกว่ามันไม่เมกเซ้นต์ก็ติดต่อเรามา แต่ภรรยาผมก็ยังไม่เอาเรื่องไม่เอาความ เลยใช้การ์ดลาดตระเวน โดยก่อนงาน 1 ชั่วโมง ใช้การ์ดลาดตระเวนก่อนว่า มี 2 คนนี้หรือไม่? ปรากฏว่าเจอบ้าง

ไม่นานหลังจากนั้น 2 คนนี้ก็ลาออกวงดนตรีวงนั้นไป เราก็ติดต่อไปที่หัวหน้าวงดนตรีวงนั้น ว่าขอโทษจริง ๆ ที่ผ่านมา ขอโทษจริง เราร่วมงานกันไม่ได้ เราไม่ได้มีอะไรกับคุณเลย แต่ว่า 2 คนนั้นมาปั่นป่วนเรา ทำให้เราทำงานไม่ได้ ตอนนี้เราทำงานกันได้แล้ว เพราะว่าเราเป็นเพื่อนกันมาตลอด

หัวหน้าวงนั้นก็เข้าใจดี แล้วก็ให้ข้อมูลว่า 2 คนนั้น เป็นใครมาจากไหน เราถามไปว่า ขาเป็นสไตล์ลิสต์ของวงอย่างที่เขากล่าวอ้างหรือไม่? หัวหน้าวงบอกว่าเปล่า เป็นแค่แฟนของทีมงาน รู้จักกันแค่นั้น ไม่เคยร่วมงานกันในตำแหน่งใด ๆ ผมก็เลยทักไปหาคนที่เคยโพสต์โซเชียลว่าคนนี้เป็นสไตล์ลิสต์ เขาก็ยังไม่ตอบ ถ้าได้ยินสิ่งนี้ ตอบด้วยว่าเอาเรื่องนี้มาจากไหน

ผ่านไปไม่นาน ย้ายไปอยู่กับอีกวงดนตรีหนึ่ง ซึ่งอยู่มานานจนถึงปัจจุบันนี้ ตั้งแต่วันแรกที่เรารู้ ว่าเขาย้ายไป เราขอไม่ทำงานร่วมกัน เพื่อความปลอดภัย ไม่อยากปะทะ ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากเป็นข่าว ก็คิดว่าจะจบได้

21 ต.ค. 2566 ที่ธันเดอร์โดม เดินเข้ามางานก็มีจำเลยคนนี้ยืนดักรออยู่ ภรรยาก็พาผมไปอีกฝั่ง ไปซ่อนตัวในห้องพักศิลปินก่อน จนถึงเวลาสแตนด์บายโชว์ ผมก็ต้องออกไป ไม่มีทางเลือก ก็เปิดประตูไปเจอคนคนนี้ยืนรออยู่ มองมาด้วยการอาฆาตมาดร้าย แล้วก็ชูมือถือขึ้นสูงพร้อมอัด สุดท้ายก็เกิดการปะทะกัน เช่นเคย ก็ไปบอกคนอื่นว่าบังเอิญเจอหลังเวที แล้วภรรยาผมก็ไปคุกคามเขา โดยไม่มีเหตุผล

วันเราเช็กว่าเขามาจากวงอะไร ทำไม่มีรายชื่อไม่มีวงนี้ เขามาได้อย่างไร ก็ขอผู้จัดงานไป เข้าส่งชื่อทีมงานทุกตำแหน่ง ให้เช็ก ไม่มีชื่อ 2 คนนี้ โทรไปถามซาวด์เอนจิเนียของวงที่เล่นก่อนหน้าเรา ว่ารู้จักคนนี้หรือไม่? เขาบอกรู้ แต่เขาไม่ได้มากับเรา แปลว่าเขาไม่ได้บังเอิญเจอแน่นอน

28 ต.ค. 67 2 คนนี้ไปดักรอเจ้าของค่ายเพลง ค่ายใหญ่ที่สุดในตอนนี้ ไปร้องไห้ ไปเล่าว่า ไปงานเฟสติวัลต่าง ๆ รู้สึกถูกคุกคาม โดยภรรยาผม ผู้ใหญ่ท่านก็รับฟังให้คำปรึกษา และก็ได้ติดต่อมาฟังความข้างเรา พอได้ฟังก็รู้สึกว่าพวกเราเดือดร้อน ปีต่อมา ท่านก็สละเวลาไปขึ้นศาลเป็นพยานว่า 2 คนนี้ทำลายชื่อเสียงภรรยาผม

จากเหตุการณ์ที่ธันเดอร์โดม ผมติดต่อไปที่นักร้องนำวงนี้ บอกว่า 2 คนนี้อยู่กับวง เราทำงานด้วยไม่ได้จริง ๆ จากการสนทนา ทำแน่ ใจได้ว่า นักร้องนำท่านนี้อัดเสียงผมอยู่ตลอด นั่นแปลว่า 2 คนนี้ ดักไว้ก่อนแล้ว ว่า ภรรยาผมไปคุกคามเขา และเชื่อด้วย แต่ภรรยาผมจะไปคุกคามเขาก่อนได้อย่างไร เมื่อทุกครั้งที่เกิดเหตุมันเกิดที่หน้าห้องพักศิลปินขอผม และทุกครั้งที่เกิดเหตุ มันคือเวลาสแตนด์บายของผมเวลาจะขึ้นโชว์ ภรรยาผมจะคุกคามเขาก่อนได้อย่างไร เมื่อทุกครั้งที่เกิดเหตุ เราเช็กอย่างดีแล้วว่าไม่มีวงคุณ ภรรยาผมจะไปคุกคามเขาก่อนได้อย่างไร ในเมื่อเราไปไหนต้องใช้การ์ด 2 คน แต่เขาไปไหนมาไหนก็ได้ และเมื่อไม่มีใครช่วยเราได้ เราจึงต้องไปพึ่งบารมีศาล มีหลักฐานมากมายที่หลายคนในวงการเพลงส่งมาให้พวกเรา ว่าเขาดีเอมไปเล่าให้คนอื่นฟัง บอกว่า อีนี่มันเป็นอะไร อีบ้านี่เป็นไรพี่ โรคประสาทกำเริบ? มีการแขวนโพสต์ภรรยาผมทำเป็นเบลอ ๆ โรคประสาทกำเริบ

ระหว่างที่ไปศาลกัน พ่อของจำเลยท่านหนึ่ง เป็นทหารยศพลตรี จากพิษณุโลก มาขึ้นศาลแทนลูก พร้อมกับเอกสารกองใหญ่ ในนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับยศ ผลงาน เครื่องราชฯ และบอกเราว่า เขากำลังจะบรรจุเป็นองครักษ์ ขอให้ผมกับภรรยาถอนฟ้องลูกของเขา มิเช่นนั้นผมจะโดนคดีทางการเมือง นี่คือเรื่องในศาล

นอกศาล นายพลท่านนี้ก็เคยขับรถไปที่บ้านของผม แม่ถามว่าเป็นใครชื่อะไร ก็ไม่ตอบบอกว่าเป็นแฟนคลับ แล้วถามว่าบ้านแม่ผมราคาเท่าไหร่ เอาของมาให้แล้วก็ถ่ายรูปแม่ผมเก็บไว้ ภรรยาของนายพลท่านนี้ ก็เคยมาดูคอนเสิร์ตผม ปะปนอยู่ในโอเพ่นแชต คอยทักไปถามแฟนคลับผมว่า วันนี้ไปไหม? จนวันหนึ่ง ในศาลมันเดือดมาก ผมเลยทักไปบอกแอดมินว่าปิดโอเพ่นแชตไปเลย

จำเลยคนต้นเรื่อง ติดตามรอผมมาเป็นเวลา 10 กว่าปี ปั๊มน้ำมันที่เราแวะ สนามบินที่เราไป หน้าโรงแรมที่พัก หนักสุดเคยมานั่งข้างผมบนเครื่องบิน ระหว่างการฟ้องรอ ผมจึงตรวจสอบดูว่า มีการล็อกที่นั่งไว้ จากเพื่อนของเขาสมัยมหาลัยที่เป็นราวด์ของสายการบินนั้น

มีงานหนึ่ง เมื่อ ธ.ค. 66 มีผู้ชายคนหนึ่งมายืนชูมือถือรูปจำเลย ผมเลยขอไม่รับงานก่อนจนกว่าศาลจะคุ้มครองพวกเรา ที่น่ากลัวที่สุด ภรรยาผมถูกแฮ็กไอจี มีคนเอาไอจีไปบล็อกคนมากมายที่ไม่รู้จักมาก่อนในชีวิต พอกดอันบล็อกเข้าไปถามเป็นใครมาจากไหน เจอเรื่องที่น่ากลัวที่สุด ทุกคนเกี่ยวข้องกับจำเลยคนนี้หมดเลย

30 พ.ค. 67 ภรรยาผมชนะคดีมาได้ ด้วยการรับสารภาพของจำเลยเอง เพราะยอมจำนนต่อหลักฐาน และยกมือไหว้ขอโทษภรรยาผม ขอโทษทุกอย่างที่ผ่านมา และจะไม่ยุ่งกับภรรยาผมอีก มีการขอลดราคาค่าชดใช้ เพราะว่าเขาจ่ายไม่ไหว ผมเลยลดเลย 10 เท่า ขออย่างเดียว ขอให้ออกจากศาลแล้วมาพูดแบบนี้ ออกไปบอกว่าคุณโกหก มันไม่จริง เลิกยุ่งกับภรรยาผมได้เลย เขาก็ตกลง

ออกจากศาล อีก 2 สัปดาห์ โดนแขวนด่าเหมือนเดิม โดยคนแก็งเดิม ผมก็ทักเขาป โกรธเกลียดผมเรื่องอะไร คุณทราบเรื่องในศาลมั้ย เขาบล็อกไอจีผมไปเลย ผมติดต่อพยานฝ่ายจำเลยที่จะมาขึ้นศาลวันที่ 31 พ.ค. แต่ 30 พ.ค. จำเลยชิงรับสารภาพก่อน ว่าจำเลยออกจากศาลพูดอะไรด้วย? เขาบอกว่าคดีจบแล้วไม่ต้องห่วง ไม่ต้องมาแล้ว และก็หายไปเลย

ผมติดต่อไปที่วงดนตรีที่เขาสังกัดอยู่ เขาบอกว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่จริง ๆ ผมก็คิดว่า คุณถูกลากมาเกี่ยวตั้งแต่เพื่อนของคุณ ให้คุณอัดเสียงผมแล้ว และป้ายห้อยคอที่คุณให้เขา มันก็คือตั๋วฟรีที่จะให้ 2 คนนี้ มาคุกคามภรรยาผมซ้ำ ๆ อีก จะว่าไม่เกี่ยวก็แล้วแต่จะมอง

ผมอยากจะบอกเขาว่า ไม่ใช่เราจะมโนอะไรไป ศาลมีคำสั่งว่าถ้า 2 คนนั้นมีพฤติกรรมเช่นเดิม ศาลมีคำสั่งจำคุกทันที 15 วันโดยไม่ต้องสืบสวน แล้วค่อยตั้งคดีใหม่ และถ้าวันนั้นมาถึงถ้าเขาใส่ป้ายห้อยคอเป็นชื่อวงคุณมันก็จะต้องเกี่ยว ผมติดต่อกับพี่เจ้าของค่าย เขาบอกว่าภรรยาผมไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นผู้ชนะในคดีนี้ เพราะเราสู้กันไม่ถึงชั้นที่มีคำพิพากษา แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะไปศาลกันทำไม เมื่อคนที่ถูกกระทำ เป็นโจทย์แบกหลักฐาน 500 หน้ามาศาล ฝั่งจำเลยแบกมาหนึ่งแผ่น เขียนมา 2 บรรทัด เห็นปุ๊บ ชิงรับสารภาพ ออกไปบอกคนอื่น ว่าไม่ต้องห่วง เคลียร์ได้แล้วคดีจบแล้ว แต่ภรรยาผมที่ถูกกระทำ แล้วก็สู้มาตลอด ออกไปบอกไม่ด่าตัวเองบริสุทธิ์

สถานการณ์ข้างนอกศาล แทบไม่ต่างจากก่อนที่เราจะไปศาลเลย เพิ่มเติมคือคำขู่ ของท่านนายพลท่านนั้น ผมจึงขอใช้เวทีแห่งนี้ ประกาศบอกทุกคนว่า คนคนนั้น ที่ปั่นเรื่องราวเข้าใจผิดสร้างความเกลียดชังให้กับภรรยาผม เขายอมแพ้ไปแล้วในศาล ดังนั้นคนที่จะโพสต์ด่าผมและภรรยา คนที่จะบุกรุกเข้ามาหาภรรยาผมหลังเวที จงทบทวนตัวเองให้ดี เพราะเราจะไม่เจรจาอีกแล้ว เราจะสู้กันด้วยศาลอย่างเดียว

ผมฝากไปถึงท่านนายพล ผมเข้าใจท่านดี ผมนับถือท่านที่ท่านปกป้องครอบครัวของท่าน ผมเองก็ทำเช่นนั้นอยู่ จะดีกว่านี้ถ้าหากว่าท่านรักลูกของท่าน แทนที่การมาขึ้นศาลแทนเขา แล้วให้เขารอในรถ บุกรุกไปบ้านแม่ผมแทนเขา รักลูกของท่านด้วยการดูแลเขาให้อยู่ในบ้าน ให้เขาอยู่ที่จังหวัด ไม่ให้เขามาหาเรื่องภรรยาผมอีก และคดีที่ท่านข่มขู่ผมไว้ ถ้าท่านยิงมาก็คงต้องสู้กันไป ถึงวันนั้นก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเปิดศึกในสื่อ แล้วทุกคนจะรู้ว่าท่านเป็นใคร

สุดท้ายผมขอขอบคุณ ทุกคนที่สนับสนุนผมและครอบครัวมาตลอด 20 ปี ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผมหลังจากวันนี้ หรือครอบครัวผม ผมจะบอกแบบตัวโกงไว้เลยนะ ถ้ามีอะไรกับครอบครัวผม หรือผม ชีวิตนี้ผมมีศัตรูคนเดียว แค่นี้ ขอบคุณมากครับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...