ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ : Nanjing Popular Netbools Cultrue Co.,Ltd (逐浪)
ประพันธ์โดย : 爱虾的鱼 (Ài xiā de yú)
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Pubic Co.,LTD
แปลภาษาไทยโดย :ญาณิศา มากลัด (เทพมารุต)
“ฉู่เหิน” ผู้เป็น 1 ใน 4 อัจฉริยะแห่งสำนักเส้าจงที่น่าจับตามอง
แม้ชาติกำเนิดจะเป็นปริศนา มีเพียงพ่อบุญธรรมและครอบครัวเท่านั้นที่คอยเป็นกำลังให้
แต่นั่นก็เพียงพอที่จะให้เขาครองตำแหน่งอัจฉริยะแห่งสำนัก
.
ทว่า “หลิ่วเซียว” อีก 1 ใน 4 อัจฉริยะเช่นเดียวกันกับฉู่เหิน ได้คิดริษยา
วางแผนลอบทำร้ายจนทำให้ฉู่เหินอยู่ในสภาพปางตาย ลมปราณฉีกขาดเสียหาย
ต่อให้ดีขึ้นได้ก็จำต้องพิการเป็นคนไร้ค่า…
.
ขณะที่ชีวิตกำลังจะดับไปอย่างสิ้นหวัง
ได้มีชายปริศนานามว่า “หลีอู๋ซาง” เข้ามาช่วยเหลือฉู่เหินเอาไว้ รักษาอาการจนรอดพ้นความตาย
ซ้ำยังปลุกพลังก้นบึ้งในร่างอย่าง “เนตรปีศาจ” ให้กับฉู่เหินได้อีกด้วย
ด้วยพลังแห่งเนตรปีศาจจากชายลึกลับ ฉู่เหินสาบานว่าจะขอกลับไปล้างแค้นมันผู้นั้นที่ทำร้ายเขา
.
.
พร้อมประกาศศักดาสยบทั่วหล้า สะเทือนปฐพี
ให้พวกมันได้รู้ว่า อัจฉริยะฉู่เหินเป็นผู้ใดกันแน่!
----------------------------------
.
แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
ชีวิตเจ้า ร่อแร่เต็มที
อาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์ เมืองหลินเหยียน!
นี่คือหัวเมืองอันเจริญรุ่งเรือง ยามทิวาคนรถสัญจรมากมาย ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ยามราตรีเสียงประโคมดนตรีดังเพลิดเพลิน โคมแดงสุราเขียวพร้อมพรัก ผนวกกับเมืองหลินเหยียนตั้งอยู่ใกล้กับนครหลวง จึงทำให้เมืองนี้มั่งคั่งจนถึงขีดสุด
เมื่อแรกวสันต์มาเยือน ฤดูที่สรรพสิ่งควรฟื้นคืนสภาพ
แต่เมืองหลินเหยียนกลับต้องรับมือกับหิมะห่าใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนเข้าวสันตฤดู
หิมะโปรยปรายเต็มท้องฟ้าดูราวกับขนห่านขาวสะอาดสะอ้าน ร่วงหล่นลงทั่วทุกมุมของเมืองหลินเหยียน ฉาบไล้ไปด้วยสีเงินยวง ขาวผุดผาดละลานตา ลมหนาวพัดพาดุจผีร้ายคำราม ลมหนาวเยียบเย็นเสมือนดาบกรีดตัดหน้าให้รวดร้าว
รัตติกาลที่สายลมและหิมะกอปร ถนนขนาดใหญ่กลับโล่งและเงียบสนิทผิดปกติ
แต่ยามนี้เอง ที่ร่างสะบักสะบอมกำลังเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าอยู่บนพื้น
ร่างนั้นนอนคว่ำลงกับพื้นทั้งตัว ใช้ข้อต่อแขนขาตะเกียกตะกายให้ตัวเองขยับได้
ท่ามกลางชั้นหิมะหนา ปรากฏเป็นรอยลากยาวๆ เบื้องหลังที่เขาลากผ่านคือ หิมะเย็นขาวพิสุทธิ์ที่อาบด้วยเลือดสดสีแดงฉานเกิดเป็นสีสันทิ่มตำตา
เขาคือบุรุษหนุ่มผู้หล่อเหลาเอาการ อายุราวสิบห้าสิบหกเห็นจะได้
เครื่องหน้าหล่อเหลาองอาจ โครงหน้าแข็งแกร่ง ดวงตาคู่ดำสนิทดั่งหมึกอบอวลไปด้วยเพลิงแค้น และความเกลียดชังไร้สิ้นสุด โทสะจากขั้ววิญญาณ เคียดแค้นถึงกระดูกดำ
ใบหน้าของเด็กหนุ่มขาวซีดราวกับกระดาษ ฟันกัดริมฝีปากอย่างแรง เลือดไหลกลบมุมปากไม่หยุดยั้ง หยาดโลหิตยังไม่ทันตกลงบนพื้นหิมะก็เยือกแข็งเป็นน้ำแข็งสีแดงไปเสียแล้ว
กระดูกและเส้นปราณในกายของเขาแหลกละเอียดไปเกินครึ่ง กระทั่งเอ็นข้อมือข้อเท้ายังถูกตัดสะบั้น
ต้องเคียดแค้นถึงเพียงไหน?
ถึงทำร้ายคนผู้หนึ่งได้ถึงขั้นนี้?
“พี่ฉู่เหิน…”
ทันใดนั้น เสียงใสอันร้อนรนและตะลึงลานก็แทรกมาตามลมหนาว
ชั่วพริบตา ร่างบางงดงามก็โผเข้ามาล้มลงตรงหน้าเด็กหนุ่ม นางเป็นดรุณีวัยสิบสี่สิบห้า ริมฝีปากแดงฟันขาว ผิวพรรณดูราวกับหิมะ ดวงตาคู่โตเอ่อด้วยน้ำตามองร่างบุรุษตกอับเบื้องหน้า
“พี่ฉู่เหิน ทำไมพี่ถึงกลายเป็นเช่นนี้? หลิ่วเซียวไอ้เจ้าระยำชั่วช้า ข้าเย่เหยาจะไม่มีวันปล่อยให้มันลอยนวล…”
เห็นท่าทางร้อนรนและโกรธเกรี้ยวของนางแล้ว เด็กหนุ่มกระตุกมุมปากสองครั้ง ดวงตามีแววซับซ้อนหลายส่วน
บุรุษหนุ่มมีนามว่าฉู่เหิน เป็นหนึ่งในสี่ยอดอัจฉริยะแห่ง ‘สำนักเส้าจง’
เส้าจงเป็น ‘สำนักเรียนของคนหนุ่มสาว’ ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลินเหยียน สำนักเรียนของคนหนุ่มสาวที่ว่านี้ คือสถานที่ซึ่งเหล่าผู้เยาว์วัยอายุไม่ถึงยี่สิบจะได้รับการอบรมสั่งสอน และจุดประกายวิชายุทธให้โดยเฉพาะ
เมื่อถึงวัยอันควรแล้ว เหล่าศิษย์สำนักหนุ่มสาวจะได้เข้าร่วมการทดสอบเพื่อออกจากสำนัก และก้าวเข้าสู่สำนักยุทธขั้นสูง เหยียบย่างวิถีทางวรยุทธอย่างแท้จริง
อีกเพียงสามเดือน ฉู่เหินจะได้เข้าร่วมการทดสอบเข้าสำนักยุทธขั้นสูงแล้ว
ว่ากันว่าสำนักที่มาเปิดรับศิษย์ที่เมืองหลินเหยียนปีนี้คือ ‘สำนักยุทธวายุจักรพรรดิ’ หนึ่งในห้าสำนักขั้นสูงอันยิ่งใหญ่ และเรืองนามของนครหลวง ฉู่เหินผู้เคยเป็นหนึ่งในยอดอัจฉริยะเส้าจง หากคิดจะเข้าสำนักยุทธวายุจักรพรรดิ ย่อมมิใช่เรื่องยากแม้สักนิด
แต่ไม่คิดเลย ไม่นึกไม่ฝันว่าหายนะจะกล้ำกรายฉู่เหินโดยไร้ลางบอกเหตุ
…
ยามสายัณห์ของวันนี้ ฉู่เหินเตรียมจะกลับไปพักผ่อนหลังเรียนวิชาฝึกตนจบเรียบร้อยตามปกติ
แต่คราวนี้เขากลับได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง เนื้อหาในจดหมายกล่าวว่าต้องการให้ไปพบที่ ‘ศาลาคว้าต้นเฟิง*’ เห็นเป็นลายมือคุ้นตา ฉู่เหินจึงไม่คิดอะไรมากแล้วออกเดินทางไปตามนัด
(*เมเปิ้ล)
ทว่าพอไปถึงศาลาคว้าต้นเฟิงกลับไม่ได้เจอคนในจดหมาย แต่เป็นดรุณีหน้าตาอ่อนหวานเปราะบางอีกนางหนึ่งแทน
ไม่ทันให้ฉู่เหินได้ซักถามต้นสายปลายเหตุ ดรุณีนางนั้นก็ฉีกเสื้อฉีกกระโปรงตัวเองจนขาดวิ่น เข้ามากอดฉู่เหินแล้วตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
ฉู่เหินตั้งตัวไม่ทัน จึงยังไม่ทันได้โต้เถียง
คนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น หัวหน้าคนกลุ่มนั้นมิใช่ใครอื่น แต่เป็นผู้นำสี่ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักเส้าจง นายน้อยตระกูลหลิ่ว หลิ่วเซียว
เมื่อเห็นรอยยิ้มได้ใจยั่วเย้าของหลิ่วเซียวกอปรกับเด็กสาวอ่อนแอที่ร้องไห้น้ำตาเป็นสายธาร รวมทั้งแววตาโกรธเกรี้ยวทุกคู่รอบด้านแล้ว…ฉู่เหินก็รู้ตัวว่าตนติดกับ
วิธีต่ำช้าแสนง่ายดาย แต่มี ‘หลักฐานและพยาน’ พร้อม ต่อให้ฉู่เหินกระโจนลงแม่น้ำหวงเหอก็ล้างความผิดไม่ได้
ต่อจากนั้นคือการจู่โจม และรุมกระทืบอันโหดร้ายทารุณ
หัวเรือใหญ่ของสี่อัจฉริยะอย่างหลิ่วเซียวลงไม้ลงมือกับฉู่เหินผู้ไม่ปริปากพูดสักคำ
หลิ่วเซียวบำเพ็ญอยู่ระดับเปิดชีพจรขั้นเจ็ด แต่ฉู่เหินเพิ่งขั้นหก ผนวกกับเจ้าตัวครองขีดจำกัดสายเลือด ‘กายยุทธพลังราชสีห์’ ยังไม่นับที่ฉู่เหินติดกับจึงทำให้จิตใจปั่นป่วนรวนเร ไม่เพียงพ่ายแพ้ให้หลิ่วเซียวอย่างรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังถูกทำลายชีพจรยุทธเก้าสายในร่างกายจนแหลกละเอียด มิหนำซ้ำยังถูกตัดเอ็นข้อมือและข้อเท้าอีกด้วย
…
สำหรับอัจฉริยะผู้แกล้วกล้าฮึกเหิมแล้ว นั่นคือการโจมตีชนิดทำลายล้างอย่างไร้มนุษยธรรม
หลังเสร็จกิจ หลิ่วเซียวก็นามกระเดื่องเลื่องลือ ได้รับการสรรเสริญเยินยอจากคนทั้งเมืองหลินเหยียน
แต่ฉู่เหินนั้นเล่า กลับถูกขับออกจากสำนักเส้าจง และต้องแบกรับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสเสียยิ่งกว่าตาย
…
“พี่ฉู่เหิน วางใจเถิดนะ ข้าจะรักษาท่านให้หายเอง ตระกูลเย่พวกเรามียาวิญญาณวิเศษมากมาย…” เย่เหยาน้ำตาคลอเบ้า นางพยายามพยุงตัวฉู่เหินขึ้นมา
แต่ฉู่เหินที่ถูกตัดเอ็นแขนขาไปแล้วไม่อาจลุกขึ้นมาได้เลย
เย่เหยาร้อนใจจนร้องไห้ นางตะลีตะลานตะโกนไปทางหนึ่ง “ท่านพี่! พี่ฉู่เหินอยู่นี่ พวกท่านรีบเข้ามาช่วยเร็วเข้า!”
สวบสาบ…
เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำลงบนกองหิมะดังมาไม่ใกล้ไม่ไกล เห็นเป็นดรุณีอ่อนเยาว์สะสวยนางหนึ่งเดินมาทางนี้ นางสวมอาภรณ์ขนพังพอนตัวใหญ่สีขาว ผมดำยาว เครื่องหน้าวิจิตรบรรจง บุคลิกลักษณะเฉกเช่นชนชั้นสูงเด่นชัด
เบื้องหลังนางยังมีองครักษ์รังสีแรงกล้าอีกสี่ห้าคนตามมาด้วย
“ท่านพี่ รีบช่วยพี่ฉู่เหินเร็วเข้า…” เย่เหยาดวงตาทอประกาย
เด็กสาวบุคลิกสูงส่งถอนหายใจแผ่วเบา จากนั้นจึงหยิบขวดขนาดเล็กวิจิตรออกมาใบหนึ่ง “เสี่ยวเหยา ให้เขาดื่ม พอจะบรรเทาความเจ็บได้”
“ได้…ได้…”
เย่เหยารีบรับขวดเล็กนั้นมา เทยาเม็ดกลมสีน้ำตาลหลายเม็ดออกมาแล้วยื่นไปที่ปากฉู่เหิน “พี่ฉู่เหิน รีบกินเข้าสิ”
เพียงแต่ว่า ฉู่เหินกลับไม่สนใจอีกฝ่ายเลย แววตาลึกล้ำคู่นั้นเพียงสบตาดรุณีสูงส่งผู้นั้นอย่างเยียบเย็นไม่ปิดบัง
เย่เหยาตกใจในท่าทีของฉู่เหินมาก เท่าที่นางจำได้ ฉู่เหินไม่เคยเผยแววตาเช่นนี้ให้พี่สาวนางเห็นเลย
เด็กสาวสูงส่งมองคนตรงข้ามไม่รู้ร้อนรู้หนาว เอื้อนเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “ฉู่เหิน ข้ารู้ดีว่าเจ้ากำลังเลอะเลือน จากนี้หวังว่าเจ้าจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่ เป็นคนธรรมดาไปซื่อๆ เสีย”
เพียงถ้อยคำนั้นถูกเอ่ยออกมา เย่เหยาก็มองนางอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “พี่ ท่านพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร? ท่านรู้ดีว่าพี่ฉู่เหินเป็นคนเช่นไร เขาไม่มีทางทำเรื่องพรรค์นั้นแน่ คนที่เขาชอบก็มีพี่คนเดียวเท่านั้นนะ!”
‘พี่คือคนที่เขาชอบมาตลอดนะ!’
เด็กสาวสูงส่งยังมีสีหน้าเย็นชาเช่นเดิม “เรื่องพวกนี้มันไม่สำคัญอีกแล้ว”
“เหอะๆ ” จู่ๆ ฉู่เหินก็หัวเราะออกมา ทว่าเป็นเสียงหัวเราะเย็นอย่างไม่เห็นหัว มุมปากกระตุกเล็กน้อย น้ำเสียงเย็นเยียบดุจมีดดาบ “คุณหนูใหญ่เย่โยว เรื่องใส่ร้ายข้า คงเป็นผลงานท่านด้วยกระมัง!”
‘อะไรนะ?’
“จะเป็นไปได้อย่างไร?” เย่เหยาอดโพล่งออกมาไม่ได้ “พี่ฉู่เหิน ท่านจะใส่ความพี่ไม่ได้นะ พี่ต้องไม่มีวันทำร้ายท่านแน่…”
แววตาฉู่เหินยังเย็นยะเยียบ เฉียบคมดุจหนามน้ำแข็งใต้หลังคา
“คุณหนูใหญ่เย่โยว จดหมายที่นัดข้าไปพบที่ศาลาคว้าต้นเฟิงนั่น… ท่านเป็นผู้เขียน”
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! พี่ฉู่เหิน ท่านต้องมองผิดไปแน่ ต้องมีคนปลอมลายมือพี่เขียนจดหมายฉบับนั้น…”
เย่เหยาร้อนใจจนน้ำตาร่วงเผาะ
ในสำนักเส้าจงแห่งนี้ คนที่นางพึ่งพาที่สุดคือพี่สาว คนที่นางเคารพที่สุดคือฉู่เหิน ในใจของฉู่เหินนั้น นางมองฉู่เหินเป็นพี่เขยในอนาคตของตนเรียบร้อยแล้ว
แต่สถานการณ์เบื้องหน้ากลับทำให้นางหวาดกลัวจับใจ
สองตาของฉู่เหินแดงก่ำขึ้นมา นั่นคือโทสะ คือโทสะอย่างแน่นอน แววตาเย็นเฉียบคู่นั้นจดจ้องดวงหน้าสะสวยของเย่โยวไม่วางตา
“คนอื่นปลอมแปลงจดหมายข้ายังพอเชื่อได้ แต่ตอนที่พวกหลิ่วเซียวมันลอบทำร้ายข้า เย่โยวเจ้าก็อยู่ที่ศาลาคว้าต้นเฟิงนั่นด้วย… เจ้าจะอำพรางกายเช่นไรก็ได้ แต่ถุงหอมกลิ่นดอกบัวที่เจ้าพกติดตัวมันขายเจ้า เจ้าซ่อนตัวมองดูข้าถูกหลิ่วเซียวทำลายเส้นชีพจรต่อหน้าต่อตา เจ้ายังกล้าพูดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าอีกหรือ?”
ฉู่เหินแทบคำรามออกมาเยี่ยงสัตว์ป่า
เย่เหยาข้างกายตะลึงงัน คุกเข่าล้มลงบนพื้นหิมะเย็นเฉียบอย่างสิ้นเรี่ยวแรง
ดวงตาของเย่โยวปรากฏแววอารมณ์เล็กน้อย ทว่าก็กลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
แววตาที่นางมองฉู่เหินฉายแววเวทนาขึ้นมาหลายส่วน ความเวทนานี้ เหมือนราชนิกุลผู้สูงล้ำมองขอทานข้างถนนอย่างไรอย่างนั้น
และแววตานั้นก็ได้กรีดลึกเข้าไปในหัวใจฉู่เหินดั่งคมมีดเสียดแทง
เขาหวังเหลือเกินว่าจะได้ยินเย่โยวโต้เถียงอะไรกลับมาบ้าง เขาหวังเหลือเกินว่าเย่โยวจะแก้ตัวให้นางเอง แก้ตัวว่ามันเป็นเพียงแผนร้ายของหลิ่วเซียว นางไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้ ฉู่เหินแค่เข้าใจผิดไปเอง
แต่ว่า… เย่โยวมิได้ทำเช่นนั้น
นางไม่อาจอธิบายอะไรได้ ก็เพราะไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น นางเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลเย่ ทั้งยังเป็นหนึ่งในสี่ยอดอัจฉริยะสำนักเส้าจง เย่โยวมองฉู่เหินเวลานี้ไม่ต่างจากขอทานในสายตาราชนิกุลชนชั้นสูง
ทั้งสองแตกต่างกันปานนี้แล้ว ยังมีอะไรจะต้องอธิบายอีกเล่า?
“เห็นแก่มิตรภาพที่เราได้รู้จักกันมาก่อน ข้าจะส่งคนไปรายงานคนจวนแม่ทัพให้มารับเจ้า…”
เสียงแสนเย็นชาของเย่โยวเผยความทะนงเต็มที่
ฉู่เหินกัดฟันกรอด กลืนน้ำลายเปล่งคำๆ หนึ่งออกมาอย่างเยียบเย็น “ไสหัวไป!”
“พึ่งตัวเองเอาก็แล้วกัน!”
เย่โยวขมวดคิ้วงามเล็กน้อย ไม่เหลียวมองฉู่เหินอีก หันหลังเดินจากไปทันที
เย่เหยาข้างกันร้องตะโกนอย่างลนลาน “ไม่! ท่านพี่ ท่านจะทิ้งพี่ฉู่เหินไว้ที่นี่ไม่ได้ เขาจะตายได้นะ…”
“คุณหนูเย่เหยา ข้าจะรายงานจวนแม่ทัพให้มารับเขาแน่นอน ท่านไม่ต้องกังวล”
ไม่รอให้เย่เหยาว่าจบ องครักษ์สองคนก็บังคับพาตัวนางไปด้วย
ก่อนจะไป หนึ่งในองครักษ์ก็มองฉู่เหินมาด้วยแววตาดูถูกและขยะแขยง “ฮึ เจ้ายังคิดว่าเจ้าเป็นหนึ่งในสี่อัจฉริยะสำนักเส้าจงอยู่อีกหรือไร? สวะข้างถนนเอ๊ย ยังมีหน้ามาหมิ่นคุณหนูข้า ถุย!”
องครักษ์ถ่มน้ำลายลงบนพื้นแล้วจึงหันหลังเดินจากไปไม่ยี่หระ
พวกเย่โยวหายลับไปในม่านรัตติกาล แว่วเสียงร้องไห้ของเย่เหยาดังอยู่กลายๆ
แววตาฉู่เหินแทบแปรเปลี่ยนเป็นคมมีด
…
ใกล้ประตูใหญ่บ้านเย่
เย่โยวชะลอฝีเท้าลงกะทันหัน บอกให้องครักษ์ทั้งหลายพาเย่เหยาเข้าไปก่อน
ฟิ้ว!
ยามเหลือตัวคนเดียว ร่างหนุ่มแน่นก็ปรากฏกายอยู่ไม่ไกลออกไป
“ฮึๆ ยินดีกับคุณหนูใหญ่เย่โยวด้วยที่สลัดเจ้าสวะนั่นทิ้งได้”
เสียงหัวเราะเหลาะแหละนั้นดลให้เย่โยวขมวดคิ้วไม่อาจห้าม “หลิ่วเซียว เจ้ามาเพื่อพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้หรือ?”
บุรุษหนุ่มผู้นั้นหาใช่ใครอื่น หากแต่เป็นหัวหน้าอัจฉริยะเส้าจง หลิ่วเซียว ผู้มีร่างกายสูงใหญ่ ฮึกเหิมแกล้วแกล้า หว่างคิ้วอันเรืองยุทธเผยความบ้าคลั่งและทระนงเด่นชัด
“ฮึๆ คุณหนูใหญ่เย่โยว ข้าจัดการฉู่เหินให้เจ้าแล้ว จะให้รางวัลกันสักหน่อยมิได้หรือ?”
“ข้าไม่ได้ให้เจ้าทำลายวรยุทธเขา” เย่โยวเอ่ยเยียบเย็น
“แต่เจ้าก็ไม่ได้ขัดขวางนี่ หมายความว่าเจ้าไม่ได้ต่อต้านที่ข้าทำเช่นนั้น” หลิ่วเซียวยิ้มเยาะสนุกสนาน
เย่โยวแววตาเยียบเย็นเล็กน้อย ไม่สนใจอีกฝ่าย หันหลังจะเดินจากไป
ทันใดนั้นหลิ่วเซียวก็ว่าต่อ “ข้ามาเพื่อบอกเจ้าว่า พิธีทดสอบ ‘สำนักยุทธวายุจักรพรรดิ’ อีกสามเดือนให้หลังจะจัดขึ้นที่งานเลี้ยงวันเกิดคุณหนูใหญ่เย่โยวอย่างเจ้า เจ้าพอใจหรือไม่?”
เย่โยวหยุดฝีเท้าลงเล็กน้อย สีหน้าผ่อนคลายลงไม่น้อย จากนั้นจึงกลับเข้าบ้านตนไป
“ฮึๆ…” หลิ่วเซียวหัวเราะชอบใจ กายาเคลื่อนไหววูบหนึ่ง ก่อนจะหายลับไปในรัตติกาล
…
หิมะตกหนักขึ้นทุกที ลมหนาวเย็นยะเยือกถึงกระดูก
ยังคงเป็นถนนสายเดิม และหนุ่มคนเดิม
เพียงแต่ร่องรอยเบื้องหลังเขาก่อนหน้านี้ได้ถูกหิมะเย็นหนาเตอะกลบทับไปเรียบร้อยแล้ว
ฉู่เหินขยับตัวช้าลงทุกชั่วขณะ อุณหภูมิร่างกายต่ำลงเรื่อยๆ ดวงหน้าหล่อเหลาเอาการนั้นเริ่มเขียว แขนขาและร่างกายที่เจ็บปวดหาใดเปรียบเริ่มชาไร้ซึ่งความรู้สึก
ชั่วขณะนั้น ร่างสูงใหญ่ก็ก้าวย่างมาเบื้องหน้าฉู่เหิน
ฉู่เหินเงยหน้าขึ้น ภาพสะท้อนในดวงตาคือใบหน้าชายวัยกลางคนแสนอ่อนโยนผู้หนึ่ง
เขาไม่เคยเห็นใบหน้านี้มาก่อน หน้าตาเขาไม่ได้จัดว่าหล่อเหลา แต่ดูแล้วให้ความรู้สึกสบายตาอย่างบอกไม่ถูก บุคลิกลักษณะเยือกเย็นงามสง่าปรากฏที่หว่างคิ้ว
ดวงตาของบุรุษมองตรงไปยังเด็กหนุ่มเบื้องหน้าราวบ่อน้ำอันสงบนิ่ง ริมฝีปากขยับเขยื้อนเล็กน้อย เอื้อนเอ่ยแผ่วเบา
“ชีวิตเจ้า ร่อแร่เต็มที”
ชีวิตเจ้า ร่อแร่เต็มที…
ฟังดูไร้อารมณ์อันใด เหมือนเป็นประโยคที่เอ่ยอย่างไม่แยแส
ฉู่เหินกระตุกมุมปากเล็กน้อยสองที แต่กลับไม่สนใจอีกฝ่าย ไม่ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ยังคงฝืนพยุงร่างตะเกียกตะกายต่อไป
ฉู่เหินที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรงรู้สึกราวกับตัวเองหนักขึ้นหมื่นชั่ง
เพิ่งคลานมาได้ไม่ถึงสองเมตรดี เขาก็ล้มพับไปกับหิมะเพราะสิ้นเรี่ยวแรง ฉู่เหินพยายามพลิกตัวอย่างยากลำบาก หิมะเย็นเฉียบตกต้องใบหน้า
สติสัมปชัญญะเลือนรางลงทุกที ฉู่เหินค่อยๆ หลับตาลง
“หลิ่วเซียว หากวันนี้ข้าฉู่เหินไม่ตาย วันหน้าข้าจะทำให้ตระกูลเจ้า ทั้งตระกูล ต้องเสียใจ…”
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
.
แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
ขีดจำกัดสายเลือด กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจ
“ที่นี่คือที่ใดกัน?”
“หรือข้าจะลงนรกไปแล้ว?”
ครั้นฉู่เหินฟื้นคืนสติกลับมา ความฉงนครั้งใหญ่ก็ครอบงำจิตใจของเขา
นี่เป็นโลกที่ถูกความมืดมิดดั่งหมอกหนาเข้าปกคลุม ทั้งเงียบสงบและประหลาด ควันจางเบาโหวงไร้ตัวตนดุจหมอกปีศาจกำแพงมาร กลิ่นอายเหน็บหนาวลุกลาม
ตึงตัง
ฉับพลัน คลื่นพลังแปลกประหลาดเหลือจะเอ่ยก็ทะลักลงมาจากเบื้องบน
ฉู่เหินตะลึงงัน เห็นเบื้องบนสูงเสียดฟ้าอันไพศาลเบ่งบานเป็นประกายแสงสีเงินเจิดจ้า แสงสีเงินนั้นยกหมอกหนาไร้ที่สิ้นสุดขึ้นไป สาดซัดดุจคลื่นทะเล
ครืนครืน
ตามมาด้วยเสียงสั่นสะเทือนเลือนลั่นดุจฟ้าคำรณ ความมโหฬารของรังสีพลานุภาพไพศาลกำลังบังเกิด ในเวลาเพียงพริบตา วังวนเมฆดาราขนาดยักษ์พลันปรากฏที่ยอดสุดของความว่างเปล่า ปั่นป่วนเมฆลมในฟ้าดิน ดลท้องฟ้าในมิตินี้ให้รวนเร
รังสีพลานุภาพน่าพรั่นพรึงประดุจมหาสมุทร พร้อมจะกลืนกินฉู่เหินที่อยู่ใต้วังวนเมฆดาราพายุนั้นได้ทุกเมื่อ
ยามนั้นเองที่แสงสว่างอ่อนโยนและแวววาวเผยให้เห็นบนฟากฟ้า
ท้องนภากว้างใหญ่เบื้องหน้าของฉู่เหินปรากฏดวงตาสีม่วงประหลาดคู่หนึ่งเลือนราง
เป็นดวงตายักษ์ ดวงตาสีม่วงทรงเสน่ห์ร้าย ประหลาดล้ำราวกับเป็นดวงเนตรของเทพปีศาจบรรพกาลอันน่าครั่นคร้ามและแข็งแกร่งยิ่งยวด
ดวงเนตรสีม่วง จ้องมองฉู่เหินอย่างเยือกเย็นและเฉยชา
ความรู้สึกนั้น เสมือนสบตากับเทพเจ้าสักองค์ ฉู่เหินทั้งตะลึงและฉงน
‘นี่มันเหตุการณ์อะไรกันแน่?’
ตึงตึง
ไม่ทันให้ฉู่เหินได้คืนสติจากความตระหนก เรื่องที่ประหลาดยิ่งกว่าก็บังเกิด
เขตแดนเบื้องหลังดวงตาสีม่วงก่อกำเนิดเป็นโลกโกลาหลอันเลือนราง ดวงดาวนับไม่ถ้วนประดับประดาพื้นที่ว่างเปล่าแห่งความมืดมิด
ชั่วพริบตา โลกโกลาหลอันกว้างไกลไร้ขอบเขต ไพศาลหาใดเปรียบก็เข้าปกคลุมมิติแห่งนี้
ท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของฉู่เหิน ฟ้าดินรางเลือนเบื้องหลังเนตรสีม่วงก็ปรากฏร่างสีดำร่างหนึ่งเลือนๆ
ร่างสีดำสูงหมื่นจ้าง รูปร่างเป็นมนุษย์ ผงาดในฟ้าดิน แผ่รังสีพลานุภาพประหนึ่งเทพมารผู้ปกครองโลกทั้งใบ
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
ดวงตาสีม่วง?
ร่างยักษ์สีดำ?
ฉู่เหินอึ้งจนงง มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
ครืนครืน!
ยามนี้เองที่ดวงตาสีม่วงระเบิดประกายแสงเจิดจรัสออกมา
ประกายแสงสีม่วงราวน้ำหลากดังกระแสน้ำท่วมทลายเขื่อนแตก กรีดร้องโหยหวนมาหาฉู่เหินเบื้องหน้าชนิดมืดฟ้ามัวดิน
นัยน์ตาฉู่เหินหรี่เล็กเท่าปลายเข็ม ยังไม่ทันได้ตอบสนองอันใด แสงสว่างสีม่วงพลิกฟ้าถล่มดินก็กลบร่างเขาจนมิด ชั่วขณะนั้น เกิดเสียงกัมปนาทปานฟ้าคะนองจากทั่วทุกสารทิศ
“กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจ จงตื่น!”
สุรเสียงยิ่งใหญ่ก้องไกลดุจดั่งระฆังสะท้านวิญญาณ
…
หลังหิมะตกฟ้าก็สว่าง แสงอาทิตย์แจ่มใสสาดส่องฟ้าดินนี้
ในเขาลึกไกลปืนเที่ยง เขตแดนอันตรายที่เทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน ดูยิ่งใหญ่ตระการตา
บนยอดเขาใหญ่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายวิญญาณ มีเรือนใหญ่หลังหนึ่งตั้งอยู่
เรือนใหญ่นั้นมีลานเต๋าแห่งหนึ่งตั้งอยู่ทางทิศประจิม เสาหินเป็นเอกลักษณ์เก้าต้นตระหง่านอยู่ขอบลานเต๋า ทั้งลานเต๋าและเสาหินต่างจารึกลวดลายวิเศษที่ลึกลับซับซ้อน
ลวดลายวิเศษทอแสงอ่อนโยน รวมตัวเข้าหาร่างบุรุษหนุ่มที่นอนอยู่กลางลานจากทั่วทุกทิศทาง
เด็กหนุ่มหลับตาแน่นตกอยู่ในห้วงนิทรา
ทว่าเขามีบาดแผลเต็มร่างกาย ทรวงอกมีรอยแผลแคบและยาวหลายรอยด้วยกัน กระทั่งเส้นชีพจรตามแขนขายังถูกตัดขาด แผลตรงข้อมือและข้อเท้าสาหัสเสียจนน่าสะเทือนใจ
นอกจากนี้ ตำแหน่งบนลานเต๋า ยังมีชายกลางคนหน้าตาอ่อนโยนสร้างประทับหัตถ์สายแล้วสายเล่าออกมาด้วยสองมือไม่มีหยุดหย่อน ทุกครั้งที่เขาสำเร็จหนึ่งประทับ ภาพลวดลายวิเศษบนลานเต๋าและเสาหินจะเปล่งกระแสพลังออกมาอย่างรุนแรง
เมื่อบุรุษวัยกลางคนสำเร็จการประทับสายสุดท้าย กายของเด็กหนุ่มกลางลานเต๋าพลันเปล่งประกายแสงสีม่วงงามพิศวงออกมาทันใด
หลังจากนั้น แสงสีม่วงดั่งทะเลก็หลอมรวมเข้าไปในกายคนหนุ่มราวกับทะเลไร้ขอบขัณฑ์ ภาพลวดลายวิเศษบนลานเต๋าและเสาหินก็หม่นแสงอย่างรวดเร็ว
“ฟู่!”
ชายวัยกลางคนผ่อนลมหายใจแผ่วเบา ดวงตาอ่อนโยนจับจ้องมองร่างคนหนุ่มบนลานเต๋า มุมปากขยับเล็กน้อย พึมพำกับตนเองว่า “นายท่านเคยบอกไว้ในยามนั้นว่าชีวิตเจ้าจะต้องพบกับหายนะครานี้ เป็นไปดังคำทำนาย หลังหายนะครานี้ไป ข้าจะช่วยปลุกสายเลือดเนตรปีศาจของเจ้าให้ตื่นขึ้นมา หวังว่าสักวันหนึ่ง เจ้าคงทำให้พลังสะท้านภพของเนตรปีศาจปรากฏอีกครั้ง”
ตึงตึง
ชั่ววินาที พลังวิญญาณฟ้าดินที่อบอวลโดยรอบกลับมีชีวิตชีวาผิดปกติขึ้นมา พลังวิญญาณฟ้าดินเหมือนถูกพลังบางอย่างเรียกขาน ถึงได้ไปรวมตัวกันบนน่านฟ้าเหนือลานเต๋าราวแม่น้ำร้อยสายหลั่งไหลลงมหาสมุทร
ทันใดนั้น รังสีพลังวิญญาณมหาศาลดุจอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์จากฟากฟ้า สาดเทลงมาบนร่างบุรุษหนุ่มเบื้องล่าง
ประกายแสงสีม่วงอ่อนถูกปลดปล่อยออกมาจากกายของเด็กหนุ่ม เรื่องมหัศจรรย์บังเกิดตามมา รอยแผลสาหัสบนร่างสมานเข้าหากันรวดเร็วจนสังเกตได้
แผลตรงอก ข้อมือ ข้อเท้า…แผลทั้งหมดฟื้นฟูอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่ทันอึดใจก็หลงเหลือไว้แต่เพียงร่องรอยอ่อนจาง
ขณะเดียวกันกับที่เส้นลมปราณใหญ่ทุกเส้นในร่างเด็กหนุ่มฟื้นคืนสภาพ ทั้งยังได้รับการเสริมความแข็งแกร่งให้ทรหดเสียยิ่งกว่าที่ผ่านมา
…
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า บุรุษวัยกลางคนก็เผยแววสีหน้าพิศวง พึมพำแผ่วเบา “กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจไม่เพียงช่วยฟื้นฟูเส้นลมปราณที่แหลกละเอียดของเขากลับคืนมาเท่านั้น ยังช่วยเสริมให้แกร่งขึ้นไม่น้อย เพิ่งตื่นรู้ไม่ทันไรก็ครองพลังเช่นนี้แล้ว เกินคาดเสียจริง…”
พูดไม่ทันขาดคำ พลังวิญญาณฟ้าดินสายสุดท้ายบนนภาก็ถูกดูดซับ เด็กหนุ่มกลางลานเต๋าค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
“ที่นี่ที่ใดกัน?”
ฉู่เหินมองสภาพแวดล้อมแปลกตาโดยรอบแล้วสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
“ที่นี่คือเขาเทพสาขา!”
เสียงอันอ่อนโยนสอดแทรกเข้ามาในหู เป็นไมตรีเฉกเช่นสายลมใบไม้ผลิพัดผ่านใบหน้า ฉู่เหินมองชายวัยกลางคนเบื้องหลัง นึกประหลาดใจเสียยิ่งกว่าเดิม
“ท่านคือ?”
“ข้ามีนามว่าหลีอู๋ซาง!” บุรุษวัยกลางคนตอบ
“หลีอู๋ซาง…”
ฉู่เหินพึมพำแผ่วเบา เขาแน่ใจว่าตนไม่เคยได้ยินนามนี้มาก่อน ฉู่เหินพลันพบอย่างน่าอัศจรรย์ว่าบาดแผลบนตัวเลือนหายหมดสิ้นแล้ว ข้อมือ ข้อเท้า ทุกส่วนล้วนคืนสภาพ
ฉู่เหินตกตะลึงอย่างยิ่งยวด ที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าคือตบะของเขาดูจะเพิ่มขึ้นอีกต่างหาก!
“อีกไม่นานเจ้าก็จะฟื้นคืนสภาพเหมือนเก่า” หลีอู๋ซางเอ่ยนิ่งๆ
ฉู่เหินทั้งตกใจทั้งยินดี สองมือกำหมัดอย่างไม่อาจควบคุม แววเย็นยะเยียบวูบไหวในดวงตา
“สวรรค์ยังปรานีข้าฉู่เหินโดยแท้”
แม้เส้นเอ็นเส้นปราณจะต่อติดเหมือนเดิม แต่บาดแผลจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทั้งหมดหาลบเลือนในเวลาอันสั้นได้ไม่ อารมณ์ยังดำดิ่งดังเดิม
ฉู่เหินผู้อารมณ์อยู่ในสภาวะปั่นป่วนลืมเลือนการเอ่ยคำ ‘ขอบคุณ’ ไปเสียแล้ว
หลีอู๋ซางแววตาซับซ้อนหลายส่วน เขาเอ่ยในพลัน “เจ้าพักฟื้นสักสองสามวันก่อนเถิด ที่นี่มีข้าอยู่เพียงผู้เดียว เจ้าจะไปพักผ่อนที่ห้องไหนก็ตามใจ”
ว่าพลางไปจากที่แห่งนี้
ฉู่เหินมองแผ่นหลังอีกฝ่ายจากไปแล้ว ใจของเขาทั้งตื้นตันและฉงนสงสัย
…
หลายวันให้หลัง
อาณาเขตกว้างว่างเปล่าหลังเขา
ฉู่เหินนั่งขัดสมาธิอยู่กับพื้น กายากำยำหนักแน่นดุจหินผา ตำแหน่งตันเถียนที่ท้องน้อยมีพลังหยวนแท้สีทองหมุนวนดุจวังวน
กระแสลมปราณอ่อนร้อนเริ่มลุกลามไปทั่วร่าง พลังหายแล้วกลับคืน ดลให้ฉู่เหินยกภูเขาออกจากอกได้
ตึงตัง
ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหน ดวงเนตรสีม่วงขนาดยักษ์คู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในโลกสำนึกสมาธิของฉู่เหิน
ในโลกอันมืดมิดรางเลือน บนเขตน่านฟ้าไพศาลไร้ที่สิ้น ดวงตาสีม่วงยังคงมองดินฟ้านี้นิ่งงันไร้อารมณ์ใด
ตึงตัง
ฉับพลันนั้นเอง เนตรปีศาจสีม่วงก็ปล่อยควันแสงอ่อนโยน ดุจดวงสุรีย์ม่วงล่องลอยบนม่านนภา พริบตาต่อมา ฉู่เหินสัมผัสได้ถึงพลังอันมหัศจรรย์และแกร่งกล้าในกายตน
พลังนี้หลอมรวมเข้ากับพลังหยวนแท้อย่างลงตัว ทั้งยังแล่นไปทั่วเส้นลมปราณพิเศษทั้งแปดของฉู่เหินด้วย
ยามนี้เองที่กลิ่นอายยิ่งใหญ่ทรงพลังโหมกระหน่ำฉับพลัน อาณาเขตเบื้องหลังเนตรปีศาจสีม่วงเป็นฟากฟ้าปั่นป่วนรวนเร ดวงดาวเคลื่อนคล้อยเอนไหว
พลันร่างสีดำใหญ่ยักษ์ก็เผยตัวในฟ้าดินโกลาหล
ร่างสีดำสูงราวหมื่นจ้าง รูปลักษณ์ภายนอกเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเทพมารบันลือโลกตระหง่านในภพแดน
“นี่คือ?”
ครืน คราน!
พริบตาต่อมา ฉู่เหินก็ตกใจตื่น
รู้สึกถึงความเจ็บปวดทิ่มแทงสองตา ฉู่เหินรีบวิ่งไปยังข้างทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกลออกไป ก้มหน้ามองเงาสะท้อนที่ผิวน้ำ ค้นพบอย่างน่าตะลึงว่าสองตาของเขากลับกลายเป็นสีม่วงงามประหลาดไปเสียแล้ว
ใบหน้าหล่อเหลารวมกับนัยน์ตาสีม่วงประหลาดล้ำแล้วช่างทรงเสน่ห์ร้ายยิ่งนัก
แต่ไม่นานความเจ็บปวดที่สองตาก็หายวับไป ประกายแสงม่วงลดเลือน ดวงตาฉู่เหินกลับไปเป็นสีดำสนิทเหมือนปกติอีกครั้ง
“เห็นทีเจ้าคงยังควบคุมพลังเนตรปีศาจด้วยตนเองไม่ได้…”
เสียงอันคุ้นหูดังมา ฉู่เหินตกใจ เห็นหลีอู๋ซางปรากฏร่างห่างจากเขาไปสิบกว่าเมตรตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้
“ไม่ต้องตกอกตกใจไป…” หลีอู๋ซางสองมือไขว้หลัง ก้าวเดินเข้ามาหาฉู่เหินไม่ช้าไม่เร็ว “กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจ ข้าเป็นผู้เรียกให้เจ้าเอง”
‘อะไรนะ?’
ฉู่เหินเหลือเชื่อยิ่งกว่าเดิม จึงมองอีกฝ่ายด้วยความอึ้ง “ท่านว่าอะไรนะ? กาย…กายศักดิ์สิทธิ์? เนตรปีศาจคือขีดจำกัดสายเลือดกายศักดิ์สิทธิ์อย่างนั้นหรือ?”
“มิผิด มิใช่เพียงกายศักดิ์สิทธิ์…” หลีอู๋ซางหยุด ลำคอขยับ เอื้อนเอ่ยแผ่วเบาไม่กี่คำ “ยังเป็นหนึ่งในสิบกายศักดิ์สิทธิ์ที่แกร่งที่สุดในโลกนี้ด้วย!”
เปรี้ยง!
เพียงเอ่ยคำนั้นออกมา แก้วหูฉู่เหินเหมือนได้ยินเสียงสายฟ้าฟาด ใบหน้าตะลึงลาน
‘ขีดจำกัดสายเลือด!’
เป็นลักษณะกายอันแข็งแกร่งครองพลังวิเศษเหนือคนธรรมดาทั่วไป
เหมือนผู้มี ‘กายอสนีบาต’ ดูดซับพลังดวงดาวเก้าชั้นฟ้าเพื่อเพิ่มพูนตบะ ทั้งยังหยิบยืมอานุภาพแห่งดวงดาราเพิ่มพูนพลังสัประยุทธ์ได้มหาศาล
ผู้ครอง ‘กายพยัคฆ์ราชสีห์’ พละกำลังทลายหมื่นชั่ง ฉีกร่างคนแหลกเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย
…
กล่าวได้ว่า ในวิถีฝึกวรยุทธนั้นมีสองปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จในอนาคต
หนึ่ง คุณสมบัติและพรสวรรค์ของร่างกาย
สอง ความแข็งแกร่งของขีดจำกัดสายเลือด
และมีสองปัจจัยที่จะทำให้ผู้ฝึกยุทธได้รับขีดจำกัดสายเลือด
หนึ่ง คือการสืบสายเลือดจากบรรพชน สายเลือดลักษณะกายพิเศษจากบิดามารดา ปู่ย่าตายาย หรือกระทั่งบรรพบุรุษล้วนถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง แต่ก็เป็นไปได้ว่าพลังขีดจำกัดสายเลือดจะค่อยๆ อ่อนแอลง สุดท้ายก็มลายหายไม่มีเหลือ
อีกหนึ่งก็คือลักษณะกายของผู้ฝึกวรยุทธเกิดอุบัติการณ์ ก่อกำเนิดเป็นพลังขีดจำกัดสายเลือดใหม่
อุบัติการณ์นี้แบ่งได้เป็น ‘อุบัติการณ์แต่กำเนิด’ กับ ‘อุบัติการณ์ในภายหลัง’
อย่างแรกคือเกิดความเปลี่ยนแปลงในกายมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา อย่างหลังคือเกิดอุบัติการณ์บางอย่างในสภาพแวดล้อมที่เติบใหญ่ขึ้นมา
ความพิเศษและแกร่งกล้าของขีดจำกัดสายเลือดตัดสินจุดกำเนิดของการฝึกวรยุทธ
อัจฉริยะผู้ไร้ขีดจำกัดสายเลือดกับผู้มีขีดจำกัดสายเลือด บางทีภายหลังทั้งสองอาจบรรลุถึงระดับเดียวกันได้ แต่ทว่า หากมีพรสวรรค์ ประสบการณ์ และความพยายามเท่ากันแล้วไซร้ อัจฉริยะผู้มีขีดจำกัดสายเลือดจะใช้เวลาน้อยกว่าอัจฉริยะผู้ไร้ขีดจำกัดสายเลือดลิบลับ
แต่กระนั้น ลักษณะกายขีดจำกัดสายเลือดก็มีระดับของมัน
คนธรรมดาเรียกว่ากายสามัญ แต่อย่าง ‘หลิ่วเซียว’ หัวเรือใหญ่ของสี่ยอดอัจฉริยะสำนักเส้าจงนั้นครองกาย ‘กายพลังราชสีห์’ นับเป็น ‘กายยุทธ’
ในอาณาจักรดาวศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ อัจฉริยะผู้ครองกายยุทธล้วนคือกลุ่มเป้าหมายที่ผู้คนใฝ่หา
และเหนือกายยุทธ ยังมีกายสัประยุทธ์ กายมนตรา และกายศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน…
ขีดจำกัดสายเลือดยิ่งแกร่งกล้าเท่าใด ความสำเร็จในอนาคตก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นเท่านั้น
แน่นอนว่าระหว่างกระบวนการฝึกวิถียุทธ ระดับขีดจำกัดสายเลือดอาจสลัดคราบเพิ่มระดับได้ตามสภาพการณ์พลังของตนและปัจจัยภายนอก เพียงแต่ขั้นตอนนั้นจะลำบากยากเข็ญสุดจินตนาการ
…
ฉู่เหินไม่อยากจะเชื่อเลยว่าขีดจำกัดสายเลือดที่ตนครอบครองจะเป็นกายศักดิ์สิทธิ์ในตำนานจริงๆ
‘น่าเหลือเชื่อเสียจริง’
ฉู่เหินเห็นท่าอีกฝ่ายดูไม่เหมือนล้อเล่น จึงกำหมัดแน่น เอ่ยถามเสียงเคร่ง “ท่านเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงช่วยข้า?”
“ง่ายดายมาก” หลีอู๋ซางระบายยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ปากกล่าวแผ่วเบา
“เพราะพวกเรามีดวงตาเหมือนกัน…”
‘อะไรนะ?’
พูดไม่ทันขาดคำ คลื่นพลังประหลาดก็ปลดปล่อยออกมาจากกายหลีอู๋ซางในทันใด
จากนั้น ดวงตาของเจ้าตัวก็แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงงามประหลาด
“ขีดจำกัดสายเลือด กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจ!”
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
.
แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย
สาบานจักไม่อ่อนแอ
“เพราะจอมราชันย์สะท้านฟ้า พวกเรามีดวงตาที่เหมือนกัน…”
“นี่มัน?”
เมื่อเห็นดวงตาสีม่วงงามพิศวงบนใบหน้าของหลีอู่ซางแล้วฉู่เหินก็เบิกตากว้าง หน้าซีดขาวลงทันตา “ท่านเองก็เป็นกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจหรือ?”
หลีอู๋ซางยิ้มน้อยๆ เพ่งสายตา แสงสีม่วงในดวงตาเลือนหายกลับมาเป็นสีสันดังเดิม
“ใช่แล้ว! บังเอิญใช่ไหม!”
“เช่นนั้นท่านกับข้า?” ดวงตาฉู่เหินฉายแววเคร่งขรึมจริงจัง
หลีอู๋ซางลังเลมองเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา “เจ้าอย่าได้คิดมากไปเลย โลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนัก ผู้มีเนตรปีศาจสองคนจะมาประสบพบเจอกันโดยบังเอิญก็มิใช่เรื่องแปลกอันใด วันนั้นข้าเผอิญผ่านไปที่เมืองหลินเหยียนเข้าพอดี สัมผัสรู้ถึงพลังสายเลือดเนตรปีศาจในกายเจ้า ถึงได้ลงมือช่วยไว้”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!” ใบหน้าฉู่เหินปรากฏแววครุ่นคิดจางๆ
หลีอู๋ซางเผยแววตาซับซ้อนเล็กน้อยก็ลบเลือน เขาว่าต่อ “จะว่าไปก็นับเป็นวาสนา ข้าจะสอนเจ้าให้ควบคุมพลังเนตรปีศาจก็แล้วกัน”
ฉู่เหินแปลกใจและยินดี “รบกวนผู้อาวุโสชี้แนะแล้ว!”
หลีอู่ซางผงกหัวเล็กน้อยก่อนจะเอื้อนเอ่ย “เหมือนเช่นขีดจำกัดสายเลือดอื่นใดในโลก ต่อให้กายศักดิ์สิทธิ์แกร่งกล้าสักเพียงไหนก็ต้องอาศัยพลังตบะในกายเป็นพื้นฐาน หาไม่เช่นนั้นแล้ว ขีดจำกัดสายเลือดแข็งแกร่งปานใดก็หาสำแดงฤทธิ์เดชที่แท้จริงออกมาไม่…”
“ยกตัวอย่างที่พลังเจ้าก่อนแล้วกัน กายศักดิ์สิทธิ์กับกายยุทธนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากจนเกินไปนัก และพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจยังเป็นฝ่าย ‘วิชาเนตร’ รอจนเจ้าควบคุมพลังเนตรปีศาจได้ในภายหน้า พลังกายศักดิ์สิทธิ์จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเอง กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจแบ่งเป็นเก้าขั้น แยกเป็นหนึ่งดาวถึงเก้าดาว”
“ขั้นต่ำที่สุดคือหนึ่งดาว ขั้นสูงสุดคือเก้าดาว ทุกครั้งที่เจ้าบรรลุแต่ละขั้น เนตรปีศาจจะมอบพลังใหม่ให้แก่เจ้า เนตรปีศาจเก้าดาวครอบครองพลังอันน่ากลัวที่โลกต้องตกตะลึง”
หลีอู๋ซางหยุดพูดเล็กน้อยแล้วบอกกับฉู่เหินต่อ “สภาวะของเจ้าในตอนนี้เพิ่งตื่นรู้พลังสายเลือด ยังไม่ถึงขั้นเนตรปีศาจหนึ่งดาวเสียด้วยซ้ำ เหตุก็เพราะพลังกายศักดิ์สิทธิ์อ่อนแออย่างมาก ต้องเข้าใจวิชาเนตรพื้นฐานที่สุดให้ได้ก่อน แต่ทว่า วิชาเนตรมาตรนั้น แม้เป็นขั้นพื้นฐาน ก็ล้วนมีพลังที่น่าอัศจรรย์ใจทั้งสิ้น”
“วิชาเนตรพื้นฐานหรือ?” ฉู่เหินเผยแวววาดหวัง
“เจ้าลองเคลื่อนพลังเนตรปีศาจดูสิ” หลีอู๋ซางว่า
ฉู่เหินพยักหน้า หลับตาลงแช่มช้า พลังหยวนแท้ในกายเคลื่อนไหว ตามมาด้วยความรู้สึกร้อนที่เปลือกตาเล็กน้อย ฉู่เหินเบิกตาขึ้นมา เมื่อครู่ดวงตายังเป็นสีดำสนิทกระจ่างใส หากแต่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงอ่อนงามประหลาดไปเสียแล้ว
หลีอู่ซางมีแววยินดีหลายส่วน เขาเสริม “เจ้าลองดูซิว่าข้าทำอะไร?”
‘ทำอะไรเล่า?’
ฉู่เหินชะงักเล็กน้อย มองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย มิติในทัศนวิสัยเริ่มบิดเบี้ยวรางเลือน ฉู่เหินเพ่งหรี่สีม่วงคราหนึ่ง ชั่วขณะจิต ภาพเส้นปราณใหญ่ทั้งหมดในกายหลีอู๋ซางกลับปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
“ข้าเห็นเส้นปราณใหญ่ทุกเส้นในกายท่าน”
“แล้วมีอะไรอีก?” หลีอู่ซางถามเสียงต่ำ
“แล้วก็ แล้วก็…” ฉู่เหินเพ่งสายตา พลั้งปากเอ่ยออกไปทันที “ท่านกำลังเคลื่อนพลังหยวนแท้ให้ไปรวมกันที่มือซ้าย”
“ดีมาก!”
ครืนคราน!
หลีอู๋ซางเพิ่งพูดจบ ร่างฉู่เหินก็สั่นไหว พลังเนตรปีศาจหดหายลงอย่างรวดเร็ว เนตรปีศาจสีม่วงงามล้ำกลับคืนเป็นสีดำปกติ สำหรับฉู่เหินในยามนี้ก็นับว่าถึงขีดจำกัดแล้ว
“เมื่อครู่นั่นคืออะไรหรือ?”
หลีอู๋ซางยิ้มน้อยๆ แล้วจึงอธิบาย “เนตรปีศาจมองเห็นทิศทางการเคลื่อนไหวของพลังหยวนแท้ในกายผู้อื่นได้ เพราะเหตุนั้นถึงตัดสินได้ว่าอีกฝ่ายจะโจมตีด้วยกระบวนท่าเช่นไรในวินาทีถัดมา จะได้เตรียมการป้องกัน ทลาย และโต้กลับได้ในที่สุด”
“นอกจากเห็นทิศทางการเคลื่อนไหวของพลังหยวนแท้ในกายอีกฝ่ายแล้ว พลังเนตรปีศาจยังช่วยเพิ่มพูนพลังทำลายล้างของกระบวนยุทธ์ที่ใช้ออกมาได้อย่างทบทวี ยิ่งนานวันเท่าใด เนตรปีศาจเพิ่มระดับขึ้นเท่าไร พลังกระบวนยุทธ์ที่ใช้จะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น”
ได้ยินคำอธิบายจากหลีอู่ซางแล้ว ฉู่เหินก็ถอนใจด้วยความตะลึงในใจสารพัด
นี่เป็นเพียงแค่วิชาเนตรขั้นพื้นฐานที่สุดเท่านั้น สายเลือดเนตรปีศาจหนึ่งในสิบกายศักดิ์สิทธิ์สุดแกร่งในตำนาน สมแล้วที่เป็นที่กล่าวขาน ไม่รู้เลยว่าเนตรปีศาจขั้นต่อๆ ไปในภายภาคหน้าจะครอบครองพลังเช่นไร?
“รอจนเนตรปีศาจของเจ้าเข้าขั้นหนึ่งดาว มันจะให้ ‘พลังวิปัสสนา’ แก่เจ้า หากปล่อยวิชานี้จากสองตา จะเกิดพลังทำลายล้างอย่างสูง”
“สองดาวจะยิ่งเพิ่มอานุภาพพลังวิปัสสนาเนตรปีศาจขึ้นอีก มองทะลุความคิดและจิตใจคนอื่นได้ ทว่าต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากต้องต่อกรกับศัตรูที่แกร่งกว่าตนมากจนเกินไป”
“เนตรปีศาจสามดาว…”
…
ไม่ว่าหลีอู๋ซางจะอธิบายสิ่งใด ฉู่เหินก็ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ปล่อยผ่านแม้รายละเอียดเล็กน้อย
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม หลีอู๋ซางจึงถ่ายทอดความพิเศษและความสำคัญของกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจ รวมทั้งวิธีใช้เนตรปีศาจขั้นเริ่มต้นให้แก่ฉู่เหินจนจบ
อดีตหนึ่งในสี่อัจฉริยะสำนักเส้าจงอย่างฉู่เหิน ย่อมมีพรสวรรค์และความเข้าใจที่เลิศเลอเป็นทุนเดิม ไม่นานก็รับสารที่อีกฝ่ายต้องการถ่ายทอดได้ทั้งหมด
“ขีดจำกัดสายเลือดของกายศักดิ์สิทธิ์ช่างลึกล้ำดังคาด!”
ฉู่เหินอุทานออกมาจากใจจริง หลังย่อยประเด็นสำคัญอันอัศจรรย์แปลกใหม่เข้าไป ฉู่เหินก็ถามทันทีทันใด “ผู้อาวุโสหลี เช่นนั้นขีดจำกัดสายเลือดที่แกร่งที่สุดในใต้หล้านี้คือลักษณะกายอันใดหรือ?”
หลีอู๋ซางหัวเราะ ดวงตาฉายแววเร่าร้อนและเลื่อมใสออกมาจางๆ หลายส่วน
“ขีดจำกัดสายเลือดที่แกร่งที่สุดในโลกคือ ‘กายเทพโกลาหล’!”
‘กายเทพโกลาหล?’
เพียงได้ยินคำว่า ‘โกลาหล’ คำนี้ขึ้นมา สมองของฉู่เหินก็ปรากฏร่างสีดำสูงหมื่นจ้างในสภาวะทำสมาธิเมื่อครู่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
กายยักษ์สีดำทำให้ใจของฉู่เหินสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูก เขาเกิดรู้สึกขึ้นมารางๆ ว่า ร่างสีดำนั้นเหมือนมิใช่พลังของเนตรปีศาจ
…
แต่พอเห็นท่าทางสงสัยไม่น้อยของฉู่เหินแล้ว หลีอู่ซางก็หาได้คิดสิ่งใดมากมาย เขาจึงว่าต่อ “ข้ารู้จักกายเทพโกลาหลน้อยนิดนัก ใต้หล้านี้ไม่เคยปรากฏกายเทพโกลาหลมานานเกินหมื่นปีแล้ว คงกล่าวได้ว่าขีดจำกัดสายเลือดอันแข็งแกร่งเป็นยอดนี้สาบสูญอย่างสิ้นเชิง”
ฉู่เหินอึ้งไป “กายเทพโกลาหลสาบสูญหรือ?”
“ถูกต้อง กาลเวลาเปลี่ยนผัน ใต้หล้าไร้แล้วซึ่งกายเทพ” หลีอู๋ซางกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดายและโหยหาขึ้นมา “ส่วนความพิเศษของกายเทพโกลาหลนั้น ข้าเองก็ไม่เข้าใจ รู้เพียงว่ากายเทพโกลาหลสามารถรับพลังทั้งหมดในโลกนี้ไว้ได้”
“รับพลังทั้งหมดในโลกได้?”
“ใช่แล้ว!”
หลีอู๋ซางพยักหน้า “ความโกลาหลสร้างสรรพสิ่ง กายเทพโกลาหลจึงรับพลังจากสรรพสิ่งได้ ส่วนกายเทพโกลาหลจะแกร่งได้ถึงขั้นไหนน่ะหรือ? หาใช่สิ่งที่พวกเราจะคาดคะเนอันใดได้ ข้าได้ยินเพียงว่าความแข็งแกร่งของร่างกายกายเทพโกลาหลสามารถคานกับพลังทุกสิ่งได้ แม้นฝึกฝนจนเข้าสภาวะขั้นสุดยอด ย่อมชี้นิ้วสั่งตายฟ้า ดีดนิ้วล้างโลกา…”
‘ชี้นิ้วสั่งตายฟ้า ดีดนิ้วล้างโลกา!’
ฉู่เหินเผยแววตกตะลึง กลัวว่าคงเป็นความฝันอันสูงสุดที่ผู้ใฝ่ฝันหาความเป็นยอดยุทธจะหาได้!
หลังคิดกลับไปกลับมาสักพักหนึ่ง ฉู่เหินจึงถามต่อ “ผู้อาวุโสหลี เช่นนั้นบนโลกใบนี้ ไม่มีผู้ใดครองขีดจำกัดสายเลือดสองอย่างพร้อมกันใช่หรือไม่?”
“มหาภพพันภพ เต็มไปด้วยเรื่องมหัศจรรย์…” หลีอู่ซางตอบเป็นกลาง
ฉู่เหินถอนใจโล่งอกแผ่วเบา เพ่งสายตาคิดหนัก
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน! เจ้าลองฝึกควบคุมพลังเนตรปีศาจตามวิธีที่ข้าสอนเจ้า หากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ ก็จงถามข้าได้โดยตรง”
หลีอู๋ซางทิ้งท้ายแสนอ่อนโยน
ฉู่เหินพยักหน้าน้อยๆ รับรู้ “ขอบพระคุณผู้อาวุโส!”
หลีอู๋ซางยกมือขึ้นเล็กน้อยก็หันหลังเดินจากไป
…
ไม่นานนัก ที่แห่งนั้นก็หลงเหลือแต่ฉู่เหินเพียงผู้เดียว สภาพแวดล้อมแสนสงบผ่องแผ้วกล่อมเกลาอารมณ์รุ่มร้อนในหัวใจ
‘กายยุทธแล้วอย่างไร?’
‘กายศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างไร?’
เป็นดังเช่นที่หลีอู๋ซางว่าไว้ ขีดจำกัดสายเลือดแกร่งกล้าแค่ไหน ก็ต้องอาศัยตบะของตนเป็นพื้นฐาน พื้นฐานไม่ได้เรื่องมีกายศักดิ์สิทธิ์ไปก็ไร้ค่า
หากพลังไม่มากพอ กายยุทธก็สังหารกายศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี
ฉับพลัน ฉู่เหินละทิ้งความคิดสัพเพเหระในใจตน เริ่มควบคุมและติดต่อกับพลังเนตรปีศาจตามวิธีที่หลีอู๋ซางสอนตนมา
‘ข้าฉู่เหิน สาบานจะไม่เป็นผู้อ่อนแอ!’
ครานี้ จะไม่ให้ใครหน้าไหนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขาได้อีก
ต้องมีสักวัน ที่เขาจะควบคุมและใช้พลังแห่งสายเลือดกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจได้อย่างสมบูรณ์แบบ
----------------------------------
เพื่อไม่ให้พลาดทุกการอัปเดตก่อนใคร
กด'ติดตาม'ตรงนี้ไว้ได้เลยย~ _
.
.
ขอให้ทุกท่านสนุกกับการอ่านนิยายนะคะ
.
แนะนำนิยายสนุก ‘สุดมันส์’อยากอ่านเรื่องไหน กดที่รูปได้เลย