โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ท่านอ๋องได้โปรดอ่อนโยนกับนางร้ายหน่อยเถิด

นิยาย Dek-D

อัพเดต 20 ม.ค. 2567 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 20 ม.ค. 2567 เวลา 01.45 น. • 诗丽 (Lovely Poet)
จู่ๆดาราสาวตัวแม่ก็หลุดมาอยู่ในบทที่เธอกำลังอ่านก่อนที่จะรับเล่นซีรีส์ แถมดันมาอยู่ในร่างของนางร้ายที่ตายศพไม่สวย งานนี้เธอขอดิ้นรนสู้สุดใจ เพื่อชีวิตที่สงบสุขในวันข้างหน้า

ข้อมูลเบื้องต้น

จู่ๆดาราสาวตัวแม่ก็หลุดมาอยู่ในบทที่เธอกำลังอ่านก่อนที่จะรับเล่นซีรีส์

แถมดันมาอยู่ในร่างของนางร้ายที่ตายศพไม่สวย

งานนี้เธอขอดิ้นรนสู้สุดใจ เพื่อชีวิตที่สงบสุขในวันข้างหน้า

หวังเพียงอยากเป็นแมวที่นอนขี้เกียจไปวันๆ ไม่ได้อยากเป็นแมวที่โดนความอยากรู้ฆ่าตาย

พระเอกเธอไม่สนใจ นางเอกเอาไปเองเถิด

แต่เอ ทำไมท่านอ๋องตัวประกอบที่เธอแต่งเข้าจวนมาจึงไม่อ่อนโยนเลยเล่า

เดี๋ยวนะ ท่านอ๋องผู้นี้ไม่ใช่ตัวประกอบหรอกเหรอ

Credit

ภาพปก : pokpokzzzz

สวัสดีค่ะ Lovely Poet ค่ะ

เปิดมาด้วยเรื่องพล็อตแนวตล๊าดตลาด แต่เป็นพล็อตที่อยากเขียนมานานมากแล้ว วางโครงเรื่องอยู่นานมากเลยค่ะ ชี้แจงดังนี้

เรื่องนี้เกิดจากจินตนาการของผู้เขียน ตัวละคร สถานที่ ข้อมูลต่างๆหลายอย่างไม่อิงประวัติศาสตร์ อาจมีความไม่สมเหตุสมผลหลายประการการกระทำหลายอย่างของตัวละครบางตัวไม่เหมาะสม ขอทุกท่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านเรื่องนี้ติดเหรียญและมี e-book ค่ะ ไรท์เขียนช้า เขียนไปลงไป ดังนั้นเรื่อง e-book ไรท์จะมาแจ้งให้ทราบอีกครั้งนะคะ ความยาวยังไม่ชัวร์ แต่ตอนมาตรฐานของไรท์จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 2,500 คำเนื้อเรื่องเหมือนจะเข้มข้น แต่เรื่องนี้ค่อนข้างเน้นไปที่พระเอกนางเอกมากกว่า ดังนั้นเรื่องนี้ถอดสมองอ่านกันไปเลยค่ะ มีขายขำบ้างนิดหน่อย (เหรอ) ดราม่าไม่มี (มั้ง) จบสุขนิยมมากๆ เพราะว่าพระเอกเราจะหน้าโหด แต่พออยู่กับเมียจะเข้าโหมดคิตตี้ที่เอวดุค่ะ 555 ฉาก NC มีบ้างนิดหน่อย เน้นเข้าโคมบ้างตามความเหมาะสมไม่ใช่แนวกดปิด คอมเมนต์ด้วยความสุภาพ และสมเหตุสมผล อย่าด่าแรงเพราะไรท์ใจบางยิ่งกว่าทิชชู่เปียกน้ำ

กราบขอบพระคุณทุกท่านที่ยังติดตามไรท์มาตลอดจ้า

©นิยายเรื่องนี้สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และ พ.ศ.2558 (ฉบับเพิ่มเติม) ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์ ทำซ้ำ ดัดแปลง ห้ามลอกเลียนแบบ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้ หรือนำไปสร้างฐานข้อมูลดิจิตอล โดยมิได้รับอนุญาตจากผู้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

บทนำ จางซูลี่

จางซูลี่คือดาราสาวเกรดเอ A ของแผ่นดินใหญ่ ชื่อเสียงของเธอทะยานพุ่งขึ้นฟ้า จากฝีมือการแสดงที่จัดจ้าน ร้องไห้สั่งได้ บทแบบไหนเธอก็ตีแตก มากความสามารถจนการันตีได้เลยว่าซีรีส์ไหน หรือภาพยนตร์เรื่องไหนได้เธอไปแสดง แน่ใจได้เลยว่าจะไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน แถมยังมีความสามารถพิเศษมากมาย ทั้งขี่ม้า ฟันดาบ เล่นดนตรี ศิลปะต่างๆ หนึ่งคือเธอใช้ความสามารถเหล่านี้ในการแสดง เพื่อที่จะได้แสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุด

เพราะครั้งหนึ่งเธอเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

“การแสดงที่ดีที่สุด ก็คือการที่คุณต้องสวมบทบาทเป็นตัวละครนั้น จนคนดูลืมตัวตนของผู้แสดงไปเลย”

นั่นเองเป็นจุดที่ทำให้จางซูลี่ คือดาวค้างฟ้า ตั้งแต่ที่เธอเดบิวต์อาชีพนักแสดงตอนอายุสิบเจ็ดปี จนกระทั่งตอนนี้ที่เธอมีอายุได้สามสิบห้าปีแล้ว ชื่อเสียงของเธอมีแต่เพิ่มขึ้นไม่มีลด แม้ว่าในวงการนี้อายุของเธอจะถือว่ามากแล้ว ถือเป็นรุ่นใหญ่ที่น่าจะเกษียณตัวเองได้ แต่ว่าเธอก็ยังสามารถโลดเล่นในวงการได้อย่างสมศักดิ์ศรี

สัญญาแบรนด์แอมบาสเดอร์ที่อยู่ในมือของเธอ มีทั้งในประเทศและระดับโลก มูลค่าภาพลักษณ์ของหญิงสาวนั้นมากมายเป็นตัวเลขแปดหลักต่อครั้ง ผู้ติดตามในเวยปั๋วของเธอทะลุร้อยล้านไปแล้ว

ขนาดกิจการส่วนตัวของเธอยังมีมากมาย ทั้งเครื่องสำอาง น้ำหอม ต่างก็ได้รับเสียงตอบรับอย่างดี จนสร้างกำไรได้มหาศาล

ขยับตัวทีไรก็เป็นข่าว แค่ออกไปเดินถนนด้วยหน้าสดก็เป็นข่าว อ้าปากกินข้าวคำโตก็เป็นข่าว ทำหน้านิ่งใส่ดาราหน้าใหม่ก็เป็นข่าว

และครั้งนี้ก็เช่นกัน

ข่าวเรื่องซีรีส์ระดับ S เรื่อง ดวงใจจ้าวบัลลังก์ ซึ่งเป็นนิยายที่คนติดตามอ่านอย่างมากมายในอินเตอร์เน็ต ตอนนี้จะดัดแปลงมาทำซีรีส์ และมีข่าวว่าจะได้จางซูลี่เข้าร่วมแสดงเป็นตัวร้ายที่มีชื่อเหมือนเธอ โดยจะเดบิวต์นางเอกน้องใหม่ที่อายุเพิ่งจะยี่สิบปี ก็ทำเอาเป็นข่าวดังไปทั่ว

ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยแสดงเป็นนางร้ายมาก่อน เพียงแต่โดยส่วนมากแล้ว ภาพลักษณ์ของเธอไม่ได้เอื้ออำนวยให้ไปรับบทนางร้ายเท่าไหร่ เว้นแต่บทบาทนั้นจะท้าทายฝีมือการแสดงของเธอมากพอ

ส่วนเรื่องนี้ที่เธอรับก็เพราะบทนางร้ายของเรื่องดันชื่อเหมือนเธอ และตัวเรื่องราวมันดูน่าสนใจดี

“พี่ส่งบทไปให้ลองอ่านแล้วนะ ศึกษาดูดีๆ ล่ะ เห็นว่าอาจจะปรับบางอย่างจากในนิยายต้นฉบับด้วย” เสียงของผู้จัดการสาวใหญ่ของเธอดังมาตามสาย

จางซูลี่ที่วันนี้แต่งตัวอยู่บ้านอย่างสบายๆ นอนเล่นบนโซฟานุ่มราคาแพง รอบกายเต็มไปด้วยหมอนสีสันสดใสนุ่มน่านอนหนุน

ใบหน้าสดของดาราสาวคนดังเนียนใสจนเห็นเส้นเลือด และอ่อนเยาว์แม้จะอายุปาเข้าไปสามสิบห้าปีแล้ว ดวงตาหงส์งดงามของเธอตวัดหางตาขึ้นไปอย่างมีชั้นเชิง เวลาที่เธอปรายตามองใครก็สะกดใจ เวลาที่จ้องมองใครก็ชวนใหลหลง โครงหน้าที่สรรสร้างมาอย่างลงตัวสอดรับกับตา หู จมูก ปาก ส่งให้ใบหน้าของเธอเป็นใบหน้าที่โดดเด่นมีเอกลักษณ์ มีความงดงามปนความเด็ดขาด แต่ก็สามารถอ่อนหวานได้อย่างน่าทึ่ง

คนในเน็ตมักจะบอกว่าเธอมีดวงหน้าฟ้าประทาน และเพราะเหตุนี้เอง ทำให้จุดขายที่สำคัญที่สุดของจางซูลี่ คือใบหน้านี้

เธอดูแลตัวเองดีมาก ห้ามดูเหนื่อย ห้ามขอบตาดำ แม้จะตะลุยถ่ายซีรีส์มาตั้งแต่เช้ามืดยันค่ำ ก็ห้ามดูโทรม เพราะตอนแต่งหน้าจะไม่ติด ดังนั้นการดูแลตัวเองของจางซูลี่ต้องเข้มงวดมากๆ และเธอเองก็ไม่ได้ละเลยในจุดนี้เลย ดังนั้นดาราสาวจึงมีผิวหน้าของคนอายุยี่สิบ ในขณะที่อายุปาไปสามสิบห้าแล้ว

“ได้รับแล้วค่ะ กำลังเริ่มอ่าน ปีนี้รับแค่เรื่องนี้พอนะคะ ฉันอยากพักร่างกายบ้าง” จางซูลี่ตอบผู้จัดการด้วยเสียงอ่อนหวานที่เป็นไปโดยธรรมชาติของเธอ นี่เองที่เป็นอีกหนึ่งจุดขายของเธอ

“เข้าใจแล้ว พรุ่งนี้มีนัดกับคลินิกเสริมความงามและเทอราพิสนะ ตื่นให้ทันด้วยล่ะ อย่าเอาแต่นอน” ผู้จัดการย้ำอีกครั้ง

“เข้าใจแล้วค่ะ พี่คะ ส่งนิยายต้นฉบับมาให้ด้วยสิคะ ฉันจะศึกษารายละเอียดของตัวละครเพิ่มอีกหน่อย” จางซูลี่จริงจังกับการแสดงเสมอ

“ได้สิ เดี๋ยวให้ผู้ช่วยไปส่งให้ จริงสิ แบรนด์ D ส่งสัญญาพรีเซนเตอร์มาแล้วนะ แบรนด์ C ด้วย ค่าตอบแทนโอเค สัญญาไม่ได้ผูกมัดมากมาย ฉันอ่านแล้วเห็นว่าดี เธอเอาไปดูหน่อย”

“อืม ส่งมาพร้อมหนังสือก็ได้ค่ะ เท่านี้นะ ฉันอ่านบทต่อก่อน” จางซูลี่บอกอย่างไม่ใส่ใจ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ได้ตกลงกันเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว อีกอย่างเธอก็พอจะรู้รายละเอียดคร่าวๆ ผู้จัดการของเธอทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทสมกับค่าจ้างแปดหลักต่อปี ดังนั้นเรื่องงานเหล่านี้จางซูลี่จึงไว้ใจเธอมาก

หญิงสาวเดินไปจัดเตรียมชาสมุนไพรบำรุงผิวแบรนด์ของเธอเอง ซึ่งเธอได้มีโอกาสเข้าไปร่วมคิดค้นหาสายพันธุ์ที่ดีที่สุด ศึกษาค้นคว้าสูตรด้วยตัวเอง แล้วออกมาเป็นแบรนด์ชาสมุนไพรที่โด่งดังไม่น้อย ส่วนหนึ่งมาจากชื่อเสียงของเธอ ส่วนหนึ่งมาจากคุณภาพของสินค้าที่ดีเยี่ยม ทำให้หญิงสาวมีกำไรจากสินค้านี้มากมาย

เธอยังสนุกกับงานในวงการ ดังนั้นแม้มีธุรกิจมากมายหลากหลาย แต่ก็ยังไม่คิดจะวางมือง่ายๆ เธอตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าอายุห้าสิบอัพแล้วอาจจะวางมือก็ได้ เพราะเคยพูดอย่างติดตลกเอาไว้ว่า ต่อให้แก่แล้ว เธอก็จะรับบทแม่พระเอกที่ยังสวยให้ได้

รอไม่นานนักชาก็พร้อม มือบางควานหาขนมขบเคี้ยวเป็นผลไม้แห้งติดมือมา นี่ก็เป็นแบรนด์ของเธอเช่นกัน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไม่ให้ปริญญาตรีและโทบริหารธุรกิจจากมหาลัยอันดับหนึ่งเสียเปล่า ดังนั้นเธอจึงเลือกที่จะบริหารเงินของเธอให้คุ้มค่าทุกหยวน ไม่ใช่สักแต่จะซื้อของฟุ่มเฟือยอย่างเดียว

ถึงจะเป็นแบรนด์เนม แต่มันก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้ในภายหลัง หญิงสาวชื่นชอบสิ่งเหล่านั้น และมีพวกมันเอาไว้ในครอบครองมากมาย ขายเมื่อเห็นว่าคุ้มค่า เธอไม่ได้กลัวว่าจะมีใครมากล่าวหาเธอว่าเสียหน้า เอาของเก่ามาขายแต่อย่างใด เพราะทุกชิ้นที่เธอขาย ล้วนได้ราคาและทำกำไรให้เธอได้ทั้งสิ้น

ดังนั้นในวงการนี้ ชื่อเสียงของจางซูลี่จึงเป็นที่พูดถึงในแง่บวก ทั้งในแง่ของการแสดงและในแง่ของการทำธุรกิจและแสวงหากำไร

ส่วนเรื่องหัวใจนั้น อืม พูดยากนิดหน่อยข้ามไปแล้วกัน

เธอหยิบของทุกอย่างมาวางเรียงบนโต๊ะกาแฟเล็กๆ ข้างโซฟานุ่ม ตรงจุดนี้เป็นโซนที่เธอชอบในเพนต์เฮาส์แสนกว้างขวาง เพราะเป็นจุดที่โครงการทำผนังยื่นออกไปเป็นทรงครึ่งวงกลมแล้วล้อมด้วยกระจก เธอก็เอาโซฟามาวางติดเอาไว้เป็นบิลด์อิน เป็นมุมพักผ่อนที่ได้แสงธรรมชาติในตอนกลางวัน และได้ชมวิวของเมืองใหญ่ในยามค่ำคืน

ระหว่างรอนิยายต้นฉบับและสัญญา เธอก็เอาบทมาเปิดอ่านช้าๆ ไม่นานก็จมอยู่กับมัน

บทซีรีส์เรื่องดวงใจจ้าวบัลลังก์นั้นคร่าวๆ ก็คือ ตัวเอกชายนามว่า กงหยางซีห่าวนั้นเป็นองค์ชายลำดับที่สี่ เกิดในราชวงศ์ของจักรพรรดิเจี้ยนกั๋ว ราชสกุลกงหยาง เกิดจากพระสนมซูเฟย อันเป็นที่โปรดปรานมาก เขาต้องแก่งแย่งชิงดีกับพี่น้องหลายคนที่อิจฉาเขา เพราะตัวเอกนั้นมีความสามารถทางด้านการรบการทหารที่โดดเด่น

เขาต้องสู้กับรัชทายาทที่เป็นคนน้ำนิ่งไหลลึกอันเกิดจากฮองเฮา พี่น้องร่วมบิดาที่ได้รับการเกื้อหนุนจากตระกูลฝั่งมารดาต่างๆ มากมาย ด้วยเพราะบ้านเดิมของซูเฟยนั้นเป็นเพียงพ่อค้า ไม่มีอิทธิพลอะไรมากมาย มีเพียงแค่นางเป็นที่โปรดปรานเท่านั้น ตัวเอกชายเลยผลักดันญาติพี่น้องฝั่งมารดาขึ้นเป็นขุนนางใหญ่อย่างลับๆ เริ่มสะสมอำนาจแล้วแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทจากพี่ชายมาได้ในที่สุด

โดยมีความช่วยเหลือจากนางเอก นางชื่อว่าจางซูฮวา เป็นบุตรสาวคนที่สามซึ่งเกิดจากอนุรองของเสนาบดีคลังตระกูลจางเป็นตัวช่วย นางเอกเป็นคนอ่อนหวาน น่ารักสดใส และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีจิตใจใจบุญสุนทาน ชื่อเสียงที่ดีงามของนางช่วยส่งเสริมตัวเอกมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นตัวเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างองค์ชายและตระกูลจาง ทำให้ตระกูลจางสนับสนุนองค์ชายสี่จนเขาแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทมาได้ และหลังจากที่องค์ชายผู้หนึ่งก่อกบฏจนสังหารจักรพรรดิเพื่อที่จะขึ้นครองราชย์ เขาก็ปราบกบฏนั้นและได้ขึ้นครองราชย์แทน ส่วนจางซูฮวานั้นก็ได้ขึ้นเป็นฮองเฮา ครองรักกับตัวเอกอย่างมีความสุข

ส่วนจางซูลี่อยู่ตรงไหนในเรื่องงั้นหรือ ในเนื้อเรื่องจางซูลี่คือคุณหนูใหญ่ตระกูลจาง อันเกิดจากฮูหยินใหญ่ และมีศักดิ์เป็นคู่หมั้นขององค์ชายสี่ ซึ่งมีนิสัยเย่อหยิ่งตามประสาคุณหนูใหญ่ และเมื่อองค์ชายสี่มาเยี่ยมคู่หมั้นที่จวน ก็พานพบกับนางเอก ด้วยขัดใจคู่หมั้นที่มีนิสัยแย่ ทำให้ความอ่อนหวานอ่อนโยนของนางเอกเอาชนะใจเขาได้ นางร้ายเห็นว่าทั้งสองมีใจต่อกันก็เกิดริษยา กลอุบายต่างๆ มากมาย ทั้งการด่าทอซึ่งหน้าก็ถูกนำมาใช้รังแกนางเอก จนองค์ชายสี่หน่ายใจ ยิ่งตอนที่นางร้ายกลั่นแกล้งน้องสาวให้กินยาปลุกกำหนัดแล้วหาคนมาข่มเหง องค์ชายสี่ก็มาช่วยเอาไว้ จนต้องรับน้องสาวเข้ามาเป็นชายารอง และรับเอาจางซูลี่เข้าไปเป็นพระชายเอกตามที่ได้หมั้นหมายเอาไว้

อ้าว ถ้าจางซูลี่ได้เป็นพระชายาเอก แล้วนางเอกได้เป็นฮองเฮาในตอนท้ายได้อย่างไร

นั่นเพราะหลังจากที่ได้เข้าตำหนักองค์ชายแล้ว ทั้งสองก็ไปขับเคี่ยวกันหลังบ้าน องค์ชายนั้นระอานิสัยของตัวร้ายยิ่งนัก และยิ่งรักนางเอกมากขึ้นไปอีก เมื่อค้นพบแผนร้ายของนางในตอนที่นางร้ายจ้างคนมาจะทำร้ายลูกของนางเอกในครรภ์ เขาจึงซ้อนแผนแล้วปลดนางร้าย เนรเทศออกไปชายแดน ระหว่างทางนางร้ายโดนโจรปล้น ตกตายไปหลังจากที่โดนข่มเหง

หลังจากนั้นเกิดเหตุกบฏ องค์ชายองค์หนึ่งจัดการรัชทายาทจนตาย แล้วก่อกบฏสังหารจักรพรรดิจนสำเร็จ ตัวเอกก็นำทัพเข้าไปปรามปราม แล้วขึ้นครองราชย์

จางซูลี่อ่านบทแล้วเบ้ปาก เธอบ่นออกมาไม่หยุด “ทำไมบทมันแปลกๆ นะ นางเอกก็ดี๊ดีเกินไป แต่ทำไมรู้สึกว่านางเอกไม่ใสหว่า คู่หมั้นพี่สาวตัวเองแท้ๆ ไปยุ่งด้วยทำไม แล้วบทพระเอกนี่อีก หน้าด้านดีชะมัด”

เธอบ่นถึงความไม่สมเหตุสมผลของบทอยู่นาน ยิ่งอ่านก็ยิ่งขัดใจ

“แล้วทำไมนางร้ายของเรื่องถึงทำได้แค่กรี๊ดล่ะเนี่ย คอพังหมดแล้วมั้ง” จางซูลี่นึกอยากรับเล่นซีรีส์เรื่องนี้ ก็เพราะว่าเธอสนใจบทนางร้ายที่ชื่อเหมือนตัวเอง ทว่าพอยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกว่านางร้ายไร้สมองขั้นสุด

“ตัวเองเป็นถึงบุตรสาวคนโตจากเมียหลวงแท้ๆ จะลดตัวลงไปตบตีกับลูกภรรยารองทำไม จะลงโทษใครก็สั่งลงไป จะกรี๊ดเองตบเองทำไม ทั้งๆ ที่เก่งศาสตร์ศิลป์มากแท้ๆ เอาแต่มาไล่ตามพระเอกที่โลเลขนาดนั้น โอ๊ย ขัดใจแล้วนะ” จางซูลี่อินกับบทเหลือเกิน เธอจึงบ่นอย่างขัดใจ

เสียงกริ่งที่หน้าห้องดังขึ้นขัดต่ออารมณ์ที่กำลังอินของเธอ เมื่อเดินไปที่อินเตอร์คอมก็พบว่าเป็นผู้ช่วยของผู้จัดการที่คุ้นเคยกันยืนอยู่ตรงนั้น

“เอาของมาส่งค่ะ พี่หลิงให้เอามาให้” เธอบอกจุดประสงค์

จางซูลี่จึงเปิดประตูแล้วออกไปรับของ

ทว่าเมื่อตอนที่ประตูเปิดออก นอกจากผู้ช่วยของผู้จัดการแล้ว เธอยังเจอชายแปลกหน้าอีกคนด้วย เขาสวมหมวกเบสบอลและมองมาที่เธอด้วยสายตาน่ากลัว

จางซูลี่มองอย่างงุนงงอยู่ชั่วครู่ เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะคาดโทษผู้ช่วยคนนี้ในใจว่าเอาใครก็ไม่รู้ขึ้นมาถึงที่พักของเธอได้อย่างไร ก็รู้อยู่ว่าเธอชอบความเป็นส่วนตัวมากๆ มือบางยื่นออกไปรับของ ไม่แม้แต่จะชวนทั้งสองคนเข้าห้องด้วยซ้ำ เธอมีสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน

ผู้ช่วยมีสีหน้าเลิ่กลั่กและขลาดกลัว เมื่อได้รับสายตาอย่างนั้นจากเธอ แต่คนที่ตามมาด้านหลังยังคงมองจางซูลี่ไม่วางตา

จางซูลี่ยิ่งขมวดคิ้วแน่น เธอไม่ชอบสายตาแบบนี้เอาเสียเลย ดังนั้นจึงออกปากไล่ทั้งสองคนออกไป

“ขอบใจ กลับไปได้” น้ำเสียงของเธอไม่ชอบใจอย่างชัดเจน

ขณะที่กำลังจะหมุนตัวกลับเข้าห้องไป เร็วเกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวได้ทัน จางซูลี่เห็นชายคนนั้นหยิบมีดพกแหลมคมออกมา แทงไปที่ผู้ช่วยหนึ่งแผลที่ท้อง จนผู้ช่วยล้มลงไป เธอกรีดร้องอย่างเจ็บปวด

แล้วมันก็ตรงมาที่เธอ จางซูลี่ตกใจวิ่งหนีเข้าไปในห้อง พยายามจะหลบหนี ทว่ายังช้ากว่าเจ้านั่นที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน โผล่มาได้อย่างไร และมากับผู้ช่วยของผู้จัดการได้อย่างไร

“เหอะ จางซูลี่ โทษทีนะ ได้ใบสั่งมาน่ะ แม่ผู้ช่วยนั่นติดหนี้ฉัน กว่าจะเข้าถึงตัวเธอได้ไม่ง่ายเลย ครั้งนี้ก็ให้ฉันทำงานราบรื่นหน่อยแล้วกันนะ คนเขาขัดหูขัดตาเธอ ไปสบายแล้วกัน”

มันพูดแบบนั้นในขณะคว้าตัวเธอที่พยายามดิ้นหนีและต่อสู้ด้วยแรงทั้งหมดที่มีเอาไว้อย่างง่ายดาย ก่อนจะจ้วงแทงเข้ามาอย่างไม่ปราณี

จางซูลี่ทำได้เพียงกรีดร้องและรับความเจ็บปวดที่ช่วงอก ก่อนจะพบว่าร่างของเธอล้มลง แล้วโลกของเธอก็มืดดับไปตลอดกาล

ในขณะที่ในหัวยังคงกล่าวโทษผู้ช่วยผู้จัดการคนนั้นอยู่เลย ความคิดสุดท้ายในหัวของเธอก็คือ

ฉันจะเป็นผีไปหลอกเธอ

ในเวลาต่อมา ดวงตาหงส์ลืมตาขึ้นพร้อมกับร่างที่ปวดหนึบไปทั่วทั้งตัว และสภาพรอบข้างที่แปลกไป

ทำไมเตียงนอนขนเป็ดของนางจึงแข็งแบบนี้

นี่เป็นความคิดแรกที่หญิงสาวคิดในใจ

คิ้วสวยขมวดมุ่นเมื่อเห็นเพดานที่แปลกไป

เอ๊ะ ทำไมคานตรงนั้นถึงกรุด้วยไม้ล่ะ

จางซูลี่ค่อยๆ พยายามลุกขึ้น ก่อนจะพบถึงความผิดปกติโดยรอบ

ห้องนอนแบบโบราณอย่างกับว่านางกำลังอยู่ในฉากหนังย้อนยุคก็ไม่ปาน

รวบรวมความทรงจำสุดท้ายในหัว ก่อนจะจำได้ถึงความหวาดกลัวและเจ็บปวดจากชายที่จู่ๆ ก็บุกเข้ามาฆ่านางง่ายๆ คนนั้น จุดที่แทงมีดลงมาช่างเจ็บปวดเหลือทน มือบางยกขึ้นจับสำรวจที่อกข้างซ้าย ไม่มีรอยแผล ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดเป็นพิเศษ แค่ตอนนี้นางปวดไปทั่วทั่งตัวคล้ายตอนเป็นไข้เท่านั้น

ความงุนงงของจางซูลี่มาพร้อมกับความเจ็บปวดในหัวอย่างรุนแรง เมื่อความทรงจำมากมายผุดขึ้นมาราวน้ำหลาก จนนางร้องโอ๊ย

อาจจะเพราะได้ยินเสียงขยับและเสียงร้อง ดังนั้นคนที่อยู่ด้านนอกจึงเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว

“คุณหนูฟื้นแล้ว บ่าวจะไปตามท่านหมอและรายงานฮูหยินนะเจ้าคะ” เสียงสาวน้อยวัยประมาณ 14-15 ปีเอ่ยขึ้น ก่อนที่ร่างเล็กๆ นั้นจะเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

“ดะ เดี๋ยว” เสียงที่คิดจะรั้งไว้อ่อนแรงจนเด็กคนนั้นไม่ได้ยิน

จางซูลี่จำต้องล้มตัวลงนอนอีกครั้งเพราะความเจ็บปวดจนเกินรับไหว น้ำตาสายเล็กๆ หลั่งออกมาที่หางตาเพื่อระบายความเจ็บปวดนั้น นางได้แต่ทบทวนสิ่งที่เข้ามาในหัวและเริ่มประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่าง

นางทะลุมิติมาตามในซีรีส์ที่กำลังจะได้เล่น แต่โลกที่นางทะลุมานั้นไม่ใช่โลกย้อนอดีตอย่างที่นางรู้จัก

ทว่าเป็นโลกของนิยายเรื่องดวงใจจ้าวบัลลังก์

นางคือจางซูลี่ที่ตายเพราะโดนโจรป่าข่มเหงและฆ่าตาย

ดังนั้นเมื่อประมวลผลทุกอย่างเสร็จแล้ว สิ่งที่ออกจากปากของร่างบอบบางในตอนนี้ คำที่นางเอ่ยออกมาขณะที่นอนมองเพดานห้องตาปริบๆ ก็คือ

“ฉิบหายล่ะ”

Writer's talk :

เปิดเรื่องใหม่ค้าบ ชอบมั้ยเอ่ย คอมเมนต์กันไว้ได้จ้า

ไรท์เปลี่ยนสรรพนามของนางเอกทันทีเลยที่ทะลุมิติมา จะได้ไม่ดูขัดๆ

เรื่องนี้นางเอกจะเน้นคุยกับตัวเองในหัวเยอะหน่อยนะคะ แต่ไม่ได้บ้าเน้อ 555 นางขี้มโนค่ะ

ส่วนพระเอกนั้น อุอุ

รักมว๊ากกกกกกกก

บทที่ 1 วิถีคุณหนูใหญ่ตระกูลจาง

จางซูลี่อยากจะร้องไห้แต่ไร้น้ำตา เมื่อนางค้นพบอย่างแท้จริงแล้วว่า ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมา นางมาอยู่ในยุคจีนโบราณจริงๆ ซึ่งไม่ได้มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เพราะมันคือโลกของเรื่องดวงใจจ้าวบัลลังก์

จางซูลี่ก็คือจางซูลี่ผู้ซึ่งเป็นคู่หมั้นกับองค์ชายสี่ กงหยางซีห่าว เป็นนางร้ายในเรื่อง และจุดจบของนางคือตายแบบศพไม่สวย แถมยังอัปยศสุดๆ

จางซูลี่ที่ตอนนี้กำลังทำทีเป็นนั่งชมสวน จิบชาอย่างออกรสชาติ กริยาเต็มไปด้วยความสง่างามดั่งคุณหนูตระกูลใหญ่ ทว่าคนที่สนิทกับนางจริงๆ จะจับได้ ว่ากิริยาครั้งนี้นั้นดูสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้นหลายส่วน เพราะมันคือการผสมกันอย่างลงตัวของจางซูลี่คนนี้ และจางซูลี่ผู้เป็นดาราตัวแม่คนนั้น

ตอนนี้นางต้องทำใจแล้วว่า ตัวเองในภพชาตินั้นคงตายแน่แล้ว ในหัวของนางนึกไปหลากหลาย

พาดหัวข่าวจะว่าอย่างไรบ้างนะ

ดาราดังดับอนาถคาเพนต์เฮาส์ เพราะโดนชาแชง หรือคนโรคจิตบุกเข้าทำร้าย อะไรแบบนั้นหรือเปล่านะ ผู้จัดการคงจัดการกับคนร้ายได้แน่ เพราะในเพนต์เฮาส์ นั้นเต็มไปด้วยกล้องวงจรปิด ส่วนผู้ช่วยที่ทรยศคนนั้นไม่รู้ว่ารอดหรือร่วง แต่ถ้ารอดก็คงไม่รอดคุกแน่นอน ได้แต่หวังว่าผู้จัดการของเธอจะช่วยประสานกับตำรวจ สาวไปถึงตัวการให้นางได้

แน่นอนว่าจางซูลี่คิดถึงครอบครัวของนางที่นั่นเช่นกัน ในภพชาติเดิม นางได้จุนเจือครอบครัวตามที่สมควรจะทำอย่างสมบูรณ์ ได้แต่หวังว่าพี่ชายและน้องชายคงจะสามารถดูแลพ่อและแม่ได้อย่างดี ไม่คิดถึงนางและเศร้ามากเกินไป อีกทั้งประกันชีวิตทั้งหลายที่ทำไว้ คงได้จ่ายออกมาจนคุ้มค่าทั่วถึงทุกคนแน่นอน แม้จะคิดถึงทุกคนอย่างมาก ทว่าก็ได้แต่ต้องทำใจ

นึกดีใจที่ทำมรดกเอาไว้หมดแล้ว

ได้แต่ถอนหายใจแผ่วเบาจนไม่มีใครสังเกตเห็น

โม่ลี่ หวงหลาน เหม่ยฮวา และไป๋หลาน เป็นสาวใช้ระดับหนึ่งทั้งสี่คนที่รับใช้นาง ตอนนี้ทั้งสี่มองมาที่นายสาวของตนอย่างเป็นห่วง เพราะคุณหนูของพวกนางดูเศร้าสร้อยลงแปลกๆ

นายหญิงของพวกนางเปลี่ยนไปตั้งแต่ป่วยหนักครั้งล่าสุด เพราะตกลงไปในสระน้ำทั้งที่ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง จวนเจียนจะเข้าฤดูหนาวอยู่แล้ว หลังจากที่ฟื้น กิริยามารยาท การวางตัวและพฤติกรรมของคุณหนูก็แปลกไป แม้จะยังเป็นคุณหนูคนเดิม ทว่านางไม่เกรี้ยวกราดและมักจะไม่ด่าสาปส่งฮูหยินรองกับคุณหนูสามบ่อยๆ อย่างที่เคยทำแล้ว นางดูใจเย็นมากขึ้น ดูอ่อนหวานมากขึ้นและดูเฉลียวฉลาดมากขึ้น

โม่ลี่คือสาวใช้ที่มาพบนางตื่นขึ้นเป็นคนแรก และเป็นสาวใช้ที่จางซูลี่เรียกใช้บ่อยที่สุด นางรวบรวมความกล้าของตัวเองขึ้นมา เพื่อเดินไปถามคุณหนูของตน

“คุณหนูเจ้าคะ ท่านเป็นอะไรไปหรือไม่ บ่าวหมายถึงท่านรู้สึกไม่สบายที่ใดหรือไม่ ช่วงนี้ท่านดูเศร้าซึมไปมาก”

จางซูลี่จึงดึงสายตาที่เหม่อลอยเล็กน้อยกลับมา นางมองสาวน้อยน่ารักทั้งสี่คนที่มองนางอย่างเป็นห่วงเป็นใย สาวใช้ที่ตั้งชื่อตามดอกไม้อย่างน่าเอ็นดูทั้งสี่คนนี้ มีอายุไล่เลี่ยกันเพียงไม่กี่ปี มีไป๋หลานที่อายุสิบหกโตที่สุดในนั้นแล้ว

ส่วนจางซูลี่ในตอนนี้คือคุณหนูอายุสิบสี่ย่างสิบห้าหนาว แต่ความงดงามของนางก็ไม่ธรรมดาและเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วเมืองหลวงแล้ว

แต่สิ่งที่ทำให้จางซูลี่ขนลุกมากกว่าเดิมก็คือ การที่นางนั้นทะลุมิติมาที่นี่ นางขอเรียกอย่างนั้นแล้วกัน ตอนที่นางได้ส่งกระจก พบว่าใบหน้าของจางซูลี่คือใบหน้างดงามเดิมๆ ของนางจากชาติภพก่อนอยู่แล้ว เพียงแค่มีความเยาว์วัยเพิ่มเข้ามาเท่านั้น

ใบหน้าอ่อนใสไร้เครื่องสำอางแต่งแต้ม แม้จะยังดูซีดเซียวเล็กน้อย เพราะเพิ่งหายป่วย ยิ้มให้สาวใช้อย่างใจดี

“ไม่เป็นไร อาจจะเพราะเพิ่งจะฟื้นไข้เลยซึมๆ ไปบ้างกระมัง” จางซูลี่ตอบเสียงเรียบหวาน

“เช่นนั้น บ่าวไปเอาขนมถั่วกวนมาให้คุณหนูทานกับน้ำชาดีหรือไม่เจ้าคะ” โม่ลี่ถามอีก เพราะขนมนั้นเป็นของโปรดของร่างเดิม

แต่สำหรับนางขนมนั่นหวานเกินไปแล้ว คนที่ชินกับรสชาติจืดชืดมาตลอดเพราะต้องควบคุมน้ำหนักอย่างเคร่งครัด ไม่สามารถรับความหวานระดับนั้นได้ นางจึงส่ายหน้าน้อยๆ

“ไม่ล่ะ จิบชาอย่างเดียวก็พอ จริงสิ ตอนนี้ดอกเหมยเริ่มบานแล้ว เช่นนั้นเดี๋ยวเราไปเก็บดอกเหมยมาทำชากันเถิด ข้าอ่านเจอในหนังสือ น่าลองยิ่งนัก”

นางโกหกออกไป เพราะที่นี่มีชาอยู่ไม่กี่ชนิดเท่านั้น เท่าที่นางได้ถามสาวใช้มา ชาผลไม้หรือชาสมุนไพรก็ไม่มี นางชื่นชอบรสชาติแบบนั้น มากกว่าชาที่ขมฝาดเฝื่อนเช่นนี้

“ได้เจ้าค่ะ” โม่ลี่ยิ้มน่ารักเมื่อคุณหนูของนางดูร่าเริงขึ้น

ไป๋หลานนำเสื้อคลุมขนสัตว์หนามาคลุมให้นางอย่างใส่ใจ จางซูลี่ยินยอมรับการปรนนิบัติทุกอย่างอย่างเต็มใจ ในใจของนางนึกดีใจไม่น้อย ที่อย่างน้อยการทะลุมิติก็ไม่พานางไปเกิดเป็นชาวนายากจนที่ต้องอดมื้อกินมื้อ

ในโลกที่ผู้หญิงโดนกดขี่ให้อยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี ในขณะที่ผู้ชายสามารถมีภรรยาได้เป็นร้อย แถมยังมีความไม่เท่าเทียมทางด้านชนชั้นอย่างชัดเจนเช่นนี้ ช่างพาให้สาวในยุคก้าวหน้าอย่างนางอยากร่ำไห้

การมาอยู่ในตระกูลสูงศักดิ์อย่างน้อยก็ยังสบายกาย

ส่วนเรื่องสบายใจนั้น เฮ้อ เอาเถิด ค่อยๆ แก้ไปแล้วกัน

ทั้งห้าคนกำลังจะเดินไปยังทิศทางของต้นเหมยเพื่อเก็บดอกเหมย แต่บ่าวรับใช้ของฮูหยินก็วิ่งเข้ามาหาเสียก่อน

“คารวะคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ ขอเชิญคุณหนูใหญ่ที่โถงหลัก องค์ชายสี่เสด็จมาเยี่ยมเจ้าค่ะ”

จางซูลี่ได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไป มุมปากของนางกระตุกเล็กน้อยจนไม่มีใครทันเห็น แล้วก็กลับมาสุขุมเช่นเดิม นางดึงเอาสีหน้าเย่อหยิ่งของคนเดิมกลับมา

ตอนนี้นางยังต้องคงภาพลักษณ์ร้ายกาจเอาไว้ก่อน

การสืบเสาะสอบถามที่ผ่านมา รวมกับความทรงจำเดิม ทำให้รู้ว่านางมาอยู่ในช่วงต้นเรื่องที่พระเอกพบนางเอกแล้ว และที่นางต้องตกลงไปในสระในช่วงก่อนเข้าฤดูหนาวเช่นนี้ ก็เพราะไปหาเรื่องแม่นางเอกไม่ใสคนนั้น และโดนนางเอกผู้นั้นซ้อนแผนเอา

ใช่แล้ว นางเห็นจากความทรงจำละเอียดทีเดียว

น้องสาวตัวดีของนางจงใจพูดยั่วยุให้ร่างเดิมบันดาลโทสะ จางซูลี่คนเดิมเริ่มด่าทอ จนจะเข้าไปทำร้ายร่างกายนาง แล้วน้องสาวตัวดีผู้นั้นก็โยกตัวหลบ แถมยังยื่นขาออกมาขัด จนร่างของจางซูลี่คนเดิมนั้นตกลงไปในน้ำเย็นจัด ที่ถึงแม้จะช่วยขึ้นมาได้แต่ก็ไม่รอดจนนางต้องเข้ามาแทนที่เช่นนี้

อีกทั้งนางยังเห็นข้อมูลอะไรหลายอย่างที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ทำให้เป็นเหตุผลว่าในตอนนี้ นางสมควรยังคงต้องรักษาภาพลักษณ์ความร้ายกาจเอาไว้ก่อนชั่วคราว

ยกเว้นแต่การกรีดร้องแว้ดๆ น่ะนะ

อันนั้นทำไม่ไหวจริงๆ นางยังอยากมีเสียงหวานๆ เอาไว้พูดอยู่นี่นา

ทิศทางเปลี่ยนจากสวนเหมยไปเป็นห้องโถงกลาง จางซูลี่เดินอย่างเชื่องช้างดงามตามระเบียบจนหาที่ติไม่ได้ แม้แต่ปลายกระโปรงก็ยังไม่สะบัด ค่อยๆ เคลื่อนที่ไปอย่างไม่รีบร้อน

สาวใช้ทั้งสี่เห็นกิริยาเช่นนี้ก็ยิ่งหันมามองหน้ากันอย่างสงสัย

มิใช่ว่าทุกคราที่องค์ชายสี่เสด็จมาเยือน คุณหนูของพวกนางจะต้องยกกระโปรงขึ้นเล็กน้อยแล้ววิ่งไปแล้วหรอกหรือ

ครั้งนี้นางดูไม่เดือดไม่ร้อนเอาเสียเลย

จางซูลี่ไม่ได้รับรู้ว่าสาวใช้จะมองว่าตนแปลกไปอย่างไร นางเพียงทบทวนในหัวถึงอากัปกิริยาของจางซูลี่คนเดิมในใจ เมื่อนึกทบทวน เธอก็แทบอยากจะเบะปาก และอยากจะถามร่างเดิมเหลือเกินว่า

ไอ้ท่าทีอ่อยอย่างไม่มีศิลปะนั่นมันอะไรนังหนู

ดูป้าซะ

ร่างงดงามตั้งแต่หัวจรดเท้าเดินเข้ามาถึงโถงหลักในที่สุด กวาดตามองเพียงครั้งเดียวก็ต้องยกยิ้มเล็กน้อย เพราะตัวละครหลักทั้งสองตัวมาครบแล้ว

แม่ของนางม่านฟางซิน หรือม่านฮูหยิน หรือฮูหยินจาง ฮูหยินใหญ่ของจวน ที่ย้ายไปนั่งด้านข้างเพื่อให้เกียรติองค์ชายสี่ กำลังจิบชาอย่างสงบสง่างาม

ที่นั่งประธานคือกงหยางซีห่าวผู้เป็นพระเอกในนิยาย เขานั้นหน้าตาหล่อเหลาสมกับเป็นพระเอก เครื่องหน้าโดยรวมพอเหมาะ อย่างคนที่มียีนดี เนื่องจากพ่อเป็นจักรพรรดิและต้องคัดเลือกแต่สาวงามมาคลอดลูกให้ เจ้าตัวเกิดจากพระสนมขั้นเฟยที่เป็นที่โปรดปรานที่สุดในวังหลวง คือพระสนมแซ่ซูที่มีความงามเป็นเอก ซึ่งจากที่นางเห็นในความทรงจำก็พบว่าพระสนมก็งามจริงๆ

แต่สำหรับคนที่เห็นชายหล่อในวงการมาเกินร้อยอย่างนางแล้ว หน้าตาของพระเอกก็ถือได้ว่ามีเสน่ห์ ดูอ่อนโยนใจดีน่าเข้าหา ถ้าไม่ติดว่าดวงตาของเขาจะไม่ได้แสดงออกอย่างนั้นเลย หากเจอกับอาจารย์สอนการแสดงของนางล่ะก็ เขาต้องด่าออกมายาวเป็นชุดแน่ แล้วก็คงบอกว่า การแสดงไม่ผ่าน

เหอะ ยังอ่อนไอ้น้อง

ส่วนด้านข้างท่านแม่ของนางก็คือน้องสาวตัวดี คุณหนูสามจางซูฮวา อายุน้อยกว่านางเพียงสามเดือนเท่านั้น นางเอกผู้นี้มีหน้าตาที่ดูจิ้มลิ้ม น่ารัก ออกไปในแนวน่าทะนุถนอมมากกว่า กำลังยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ทว่าแววตายั่วยุเยาะเย้ยกลับส่งออกมาหานางได้อย่างชัดเจน

นี่ก็ยังอ่อน

ดูแม่

สายตาเรียบเฉยของนางพลันแปรเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้งไปตามสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันทีที่เห็นจางซูฮวา และยังส่งสายตาตัดพ้อไปยังองค์ชายสี่ได้อย่างพอเหมาะพอดี มือของนางกำแน่นเพื่อเพื่อแสดงออกว่า

ฉันโกรธมากนะ

ก่อนจะหันไปทำความเคารพองค์ชายสี่และแม่ของตนเองเสียงสะบัด

“จางซูลี่ถวายบังคมองค์ชายสี่” นางคำนับเต็มพิธีการอย่างสง่างาม แล้วหันไปย่อตัวอย่างงดงามอีกด้าน

“ลูกคารวะท่านแม่เจ้าค่ะ” แล้วจบเท่านั้น นางส่งสายตาโกรธขึ้งไปให้จางซูฮวา แล้วหันมามององค์ชายสี่อย่างตัดพ้ออ่อนหวานอีกครา

กงหยางซีห่าวรู้สึกได้ว่าหญิงสาวตรงหน้ามีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไป ทว่าเขากลับไม่รู้ว่านางเปลี่ยนไปตรงที่ใด ทุกอย่างยังเหมือนเดิม สายตาแห่งรักที่มอบให้เขา และสายตาเกรี้ยวกราดร้ายกาจที่มอบให้น้องสาว

“พี่สาว น้องเป็นห่วงพี่มากเหลือเกิน น้องดีใจยิ่งนักที่พี่ฟื้นจากอาการป่วยไข้ และตอนนี้สีหน้าของท่านก็ดีขึ้นมากทีเดียว” เจ้าตัวเอามือทาบอก มีสีหน้าเห็นอกเห็นใจอย่างเสแสร้งสุดๆ

ฮูหยินจางขมวดคิ้วเล็กน้อยจนแทบไม่เห็น แม่ของนางก็ไม่ชอบแม่นางเอกเท่าใดหรอก แต่ภาพลักษณ์ของฮูหยินใหญ่ก็ต้องรักษา ดูจากสีหน้าของท่านแม่ คาดว่าแม่นางเอกนี่ต้องเสนอหน้ามาเองโดยไม่ได้เชิญแน่ๆ

อีกอย่างนางปล่อยหน้าเปลือยที่ซีดเป็นศพมาเหอะ ยังไม่ทันไรก็บุลลีกันแล้ว หวังจะให้องค์ชายเห็นสีหน้าแย่ๆ ของนาง แล้วคิดว่านางที่เป็นห่วงเรื่องหน้าตาอย่างยิ่งต้องลุกขึ้นมาอาละวาดด่าทออย่างที่เคยทำล่ะสิ

แต่เพราะต้องคำนึงถึงวันข้างหน้า ที่จางซูลี่ต้องการพ้นวังวนพระเอกและนางเอกอย่างงดงาม ดังนั้นละครครั้งนี้นางต้องเข้าร่วมด้วย แต่นางจะด่าทออย่างไม่มีศิลปะไม่ได้อีกแล้ว

“น้องสาม พี่สาวขอบใจที่น้องเป็นห่วง แต่ครั้งนี้องค์ชายสี่อันเป็นคู่หมั้นคู่หมายของพี่มาเยี่ยมเยือน สมควรต้องให้เกียรติพระองค์ในการเอ่ยก่อน แม้น้องจะเป็นห่วงพี่เพียงใด แต่มารยาทที่พึงมีย่อมสมควรต้องรักษาไว้ มามาเหลียงต้องระวังหน่อย แม้นางจะยังเด็กแต่อย่าให้ใครมาตำหนิจวนเสนาบดีได้ว่ายังอบรมนางไม่มากพอ” เอ่ยพร้อมรอยยิ้มเยาะเย้ยร้ายกาจไม่ปิดบัง

ความหมายของนางก็คือ หล่อนช่างไม่ได้รับการอบรมเอาเสียเลย ใครใช้ให้สะเหร่อพูดออกมาตอนที่มีแขกสูงศักดิ์อยู่กัน นี่เป็นการเสนอหน้าสินะ

และแน่นอนว่า จางซูฮวาที่โดนตำหนิเช่นนี้ได้แต่ทำสีหน้าเดียว คือเศร้าสร้อยเสียใจ แล้วหลังจากนั้นน้ำตาของนางก็ร่วงเผาะลงมาพร้อมสีหน้าชีช้ำ ส่วนองค์ชายสี่ก็มีสีหน้าแข็งค้างและไม่ชอบใจ ในการตำหนิที่ดูจะรุนแรงเกินไปของจางซูลี่

“ทะ ท่านพี่ น้องขออภัยเจ้าค่ะ เป็นเพราะน้องห่วงท่านมากจนเกินไป ขอประทานอภัยเพคะองค์ชายสี่”

จางซูลี่เห็นแล้วว่าแม่นางเอกก็ไม่ธรรมดา ดูสิ พอเศร้าก็บีบน้ำตาได้รวดเร็ว วิชาการบีบน้ำตาให้ผ่าน แล้วยังสามารถมารยาต่อไปอ้อนผู้ได้อีกด้วย วิชามารยาเบื้องต้นก็ผ่าน

ถ้าไม่ติดว่ามันดูปลอมจนเห็นชัดเกินไป แต่สำหรับองค์ชายสี่มันคงดูน่าถนอมจะแย่แล้ว

“คุณหนูใหญ่อย่าตำหนินางเลย เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง แต่ข้าเห็นแล้วว่าเจ้าหายดีแล้ว สีหน้าดูดีขึ้นไม่น้อยแล้วจริงๆ” องค์ชายสี่ส่งสายตาคมกริบมาให้จางซูลี่คล้ายจะตำหนิ แล้วส่งสายตาปลอบโยนไปทางจางซูฮวา

จางซูลี่เบะปากในใจ

อะไรวะ จะชมว่าหน้าสดของนางสวย หรือจะประชดกันแน่

แต่สิ่งที่จางซูลี่ทำได้มีเพียงแค่สีหน้าใหลหลงที่ส่งไปให้ชายตรงหน้า พร้อมทั้งสีหน้าขวยเขินเมื่อได้รับคำชม

แถมการบิดผ้าเช็ดหน้าให้ด้วยเอ้า

“ขอบพระทัยองค์ชาย เพียงท่านมาเยี่ยมซูลี่ก็มีกำลังวังชาขึ้นมาในทันที” นางพูดโดยไม่สนสีหน้ากล้ำกลืนของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย

องค์ชายสี่ยังมีสีหน้าเรียบเฉยสลับฝืนทนตลอดการพูดคุย แม้จะมองสีหน้าของนางอย่างสังเกตสังกา แต่ไม่นานก็ละความสนใจ หลังจากนั้นครู่หนึ่งจึงขอตัวกลับไป

จางซูฮวาไม่กล้ายั่วยุนางต่อหน้าฮูหยินใหญ่ นางจึงทำได้เพียงลอบส่งสายตาเยาะเย้ยมาให้เท่านั้น แล้วลาจากไป

ฮูหยินใหญ่จางมองลูกสาวคนโตของนางด้วยความเมตตา ในนั้นยังมีความเด็ดขาดของความเป็นฮูหยินใหญ่ ในจวนนี้ หลังบ้านนั้นท่านแม่ของนางใหญ่ที่สุด เพราะฮูหยินผู้เฒ่าจางและผู้เฒ่าจางนั้นจากไปนานแล้วตั้งแต่จางซูลี่ยังเด็ก ดังนั้นในจวนตอนนี้แม่ของนางใหญ่ที่สุดรองจากท่านพ่อนั่นจึงเป็นสาเหตุหนึ่งให้จางซูลี่เย่อหยิ่งจองหอง เพราะแม่ของนางให้ท้ายอย่างมากนั่นเอง

แต่การให้ท้ายนั้นไม่ใช่สักแต่ว่าตามใจนะ ในความทรงจำของร่างเดิม นางยังต้องเรียนศาสตร์และศิลป์ที่คุณหนูตระกูลใหญ่ควรต้องเรียนจนครบ และต้องเรียนให้ดีด้วย การเดิน การนั่ง การพูด แม้กระทั่งการนอนยังต้องมีการฝึก แต่แน่นอนว่าหลังจากที่เรียนแล้ว ก็เป็นการตามใจนาง หนุนหลังนาง จึงก่อร่างสร้างเด็กสาวคนหนึ่งมาเช่นนี้

“เหตุใดไม่แต่งหน้าแต่งตาเสียหน่อย แม่ย้ำกับเจ้าไว้เช่นไร” นางตำหนิลูกสาวเล็กน้อย เพราะเมื่อครู่ลูกสาวของนางโดนเหน็บจากสีหน้าที่ซีดเซียวไร้เครื่องประทินโฉมนี้ แม้จะงาม แต่การมาพบผู้สูงศักดิ์ดูจะเสียมารยาทไปสักหน่อย

นางยอมไม่ได้

ทว่าความจริงของการที่ไม่อยากแต่งหน้านี้ ก็เพราะจางซูลี่นั้นรู้สึกว่าเครื่องสำอางในยุคนี้ยังไม่ดีพอ นางที่เป็นนักแสดงที่มีแบรนด์เครื่องสำอางเป็นของตัวเอง รู้เลยว่าถ้าแป้งเหล่านั้นมาโบกบนหน้า ขูดออกมาคงเอาไปโบกผนังได้เป็นแผง อีกอย่างมีส่วนผสมของอะไรบ้างก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ นางกลัวว่ามันจะมีส่วนผสมของสารตะกั่ว ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผิวอย่างมาก อีกอย่างผิวอ่อนเยาว์ที่ยังเนียนสวยขนาดนี้ นางอยากรักษาเอาไว้นานๆ จึงออกมาทั้งที่หน้าเปลือยเช่นนี้

จางซูลี่วางแผนว่าจะทำเครื่องสำอางใช้เองในภายหลัง

ถ้าทำได้ดี นางจะสร้างแหล่งรายได้แหล่งแรกของตัวเองขึ้นมา เพื่อที่จะได้มีหลักประกันของชีวิตอันสงบสุขของตัวเองในภาคหน้า เพราะหลังจากสิ่งที่นางคิดจะทำ อาจจะทำให้ท่านพ่อและท่านแม่โกรธนางจนไม่มองหน้าก็ได้

“ลูกเพียงแค่รู้สึกว่าแป้งหนาๆ เหล่านั้น ทำให้ลูกหายใจลำบากเจ้าค่ะ ลูกเลยไม่แต่งหน้า ทำให้ท่านแม่เป็นห่วง เป็นความผิดของลูกเอง” จางซูลี่รู้สึกดีกับแม่ของนางผู้นี้ไม่น้อย เพราะถึงแม้ท่านแม่จะเข้มงวด แต่นั่นเป็นสิ่งที่นางต้องเป็น เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่สามารถปกครองจวนได้

จวนที่มีภรรยารองหนึ่งคนที่ท่านพ่อดูจะโปรดปรานกว่าท่านแม่ และอนุภรรยาอีก 9 คนที่ในความทรงจำบอกนางว่า คนที่ 10 กำลังจะเข้ามา และอายุเท่ากับไป๋หลานเลย

พูดแล้วก็ขนลุก

“เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็เริ่มเรียนเรียนเรื่องการดูแลบ้านได้เลยนะ เพราะช่วงนี้แม่ยุ่งเล็กน้อย ต้องเตรียมรับอนุคนที่ 10 ของพ่อเจ้า อ้อ ไม่สิ มาพร้อมกันสองคน คนที่ 10 และ 11” น้ำเสียงที่ท่านแม่ของนางพูดนั้นเรียบเฉย ทว่าแววตากลับมีความไม่ยินยอมและเจ็บปวด ปะปนกับความชินชา

ส่วนจางซูลี่ทำได้เพียงกุมมือนางเอาไว้ แล้วก่นด่าบิดาของนางในใจ

เหอะ ขอให้สลบคาอกสาวจนฟ้าเหลือง ไอ้นั่นเหี่ยวไปเลย

เสนาบดีจาง : ฮัดชิ้ว ทำไมจู่ๆ ก็หนาว

ละครหลังม่าน

จางซูฮวา : อุ๊ย ท่านพี่หน้าซีด /// ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาบังปากที่ยิ้มเยาะเย้ย

จางซูลี่ : หล่อนก็หน้าหนา /// เบะปากในใจ

กงหยางซีห่าว : เหมือนมีอะไรแปลกๆ ไป /// จับสังเกต

จางซูลี่ : ไม่มี๊ ไม่มีอะไรที่เป็นพิรุธทั้งนั้น /// ดวงตาล่อกแล่ก

Writer's talk :

น้องด่าหมดไม่สนลูกใคร ไม่สนพ่อใคร 555

เป็นยังไงบ้างคะ รู้สึกว่าน้องคุยกับตัวเองเยอะไปมั้ย คอมเมนต์บอกได้จ้า

ตอนแรกๆกว่าจะเลิกยุ่งกับพระเอกได้มันจะน่าหงุดหงิดนิดหน่อยนะคะ

ใจเย็นๆ ค่อยๆเป็น ค่อยๆไปน้า ช่วงนี้ยังปูเรื่องไปก่อน จะได้รู้จักน้องมากขึ้นนะ

ไรท์คิดถึงละครหลังม่านจัง 555

รักมากๆ

บทที่ 2 เข้าวัดทำบุญ

วันนี้รถม้าจำนวนห้าคันออกจากจวนเสนาบดีคลังตระกูลจาง ตรงออกไปยังนอกเมือง เพื่อพาฮูหยินใหญ่และเหล่าคุณหนูคุณชายของตระกูลออกไปที่วัดหลงจิ่ง วัดใหญ่ทางตอนใต้ของเมือง เพื่อไหว้พระทำบุญ เนื่องจากได้ข่าวมาว่าหลวงจีนตงไห่ ที่เล่าลือกันว่ามีตบะเลิศล้ำ เข้ามาจำวัดที่นี่ ท่านมีชื่อเสียงในด้านของการทำนายทายทัก และดูดวงเรื่องคู่ครองเป็นอย่างยิ่ง

เป็นเหตุให้เกือบจะทั้งครอบครัวหอบกันออกมาไหว้พระเช่นนี้

ใครมาบ้างน่ะหรือ

ก็มีท่านแม่ของนาง ฮูหยินจาง ภรรยารองของท่านพ่อ ต่งหลิงฮวา ที่มีดวงหน้าเหมือนกับจางซูฮวาอย่างยิ่ง ลูกสาวคงเหมือนแม่ราวแปดส่วนทีเดียว รวมทั้งกิริยาอ่อนแอชดช้อยจนน่าหมั่นไส้นั่นด้วย

เข้าใจแล้วว่าทำไมท่านแม่ของนางจึงเกลียดภรรยารองผู้นี้เป็นพิเศษ

แน่นอนว่าคนแม่มา คนลูกก็ต้องมา แม่นางเอกที่วันนี้สวมชุดขาวปนสีงาช้าง ราวกับจะไปบวชก็มาด้วย

และมีพี่ชายใหญ่ ซึ่งเป็นลูกชายของภรรยารองของท่านพ่อด้วยอีกคน เขามีอายุได้สิบแปดปีแล้ว นามว่าจางเหลียง เขารับราชการในสำนักบัณฑิต มีตำแหน่งเป็นขุนนางขั้นห้า ถือว่าไม่เลวเลยสำหรับอายุเท่านี้

และพี่ชายของนางเอกผู้นี้ก็ไม่สามัญ เพราะเขาเป็นกำลังสำคัญของนางเอก ในการช่วยสนับสนุนองค์ชายสี่ให้ขึ้นครองราชย์ โดยตัวเขาในเวลาต่อมา จะเป็นกุนซือคนสำคัญขององค์ชายสี่ พี่ชายใหญ่ผู้นี้เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง ดังนั้นจางซูลี่ต้องระวังเขาเอาไว้ให้ดี

พวกเขาสามคนนั่งด้วยกันในรถม้าคันหนึ่ง

ส่วนน้องชายของนางในวัยสิบขวบนั้น มีนามว่าจางลู่เสียน เป็นที่รักของท่านแม่และนางเป็นอย่างมาก เขามีรูปโฉมงดงามที่มีเค้าว่าเติบโตขึ้นคงหล่อเหลาไม่น้อย

แทบจะเป็นจางซูลี่ในเวอร์ชันผู้ชายแต่เขาดูคมเข้มมากกว่า เพราะตอนนี้ยังเป็นเด็กเลยดูจะยังมีแก้มนุ่มๆ น้อยๆ ยื่นออกมา

ท่านแม่ จางซูลี่และน้องชายนั่งมาในรถม้าคันเดียวกัน แบ่งแยกกันชัดเจนเพียงนี้แหละ เพราะนางไม่อยากโดนท็อกซิกตลอดการเดินทาง เอาไว้ฟาดฟันเป็นเวลาก็พอ

อีกสามคันด้านหลังคือบ่าวของนาง ของท่านแม่กับน้องชาย และข้าวของเครื่องใช้ที่เตรียมไปค้างคืน

ใช่แล้ว พวกนางจะไปค้างคืนที่วัดกัน เนื่องด้วยท่านแม่อยากจะถือศีลและอยากจะมีโอกาสได้สนทนาธรรมกับไต้ซือตงไห่นั่นเอง แต่เนื่องมาจากภรรยารองต่งหลิงฮวานั้นเกิดอยากจะสร้างภาพด้วยกระมัง จึงยกโขยงตามมาด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้วท่านแม่เพียงอยากพานางกับน้องชายมาด้วยเท่านั้น

ส่วนท่านพ่อที่มีอนุสิบ และ สิบเอ็ด ปรนนิบัติอยู่ข้างกายไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด

จางซูลี่เข้าใจว่าท่านแม่อาจจะอยากพักใจ เพราะไม่อยากเห็นอนุที่อายุใกล้กับลูกสาวของตัวเองมาคารวะยามเช้ากระมัง เลยหาเรื่องออกมาเช่นนี้

หึ ผู้ชาย

ท่านพ่อผู้แสนจะเจ้าชู้ของนางคือเสนาบดีจางเหวิน เป็นขุนนางขั้นหนึ่ง และเป็นเสนาบดีคลังที่มากความสามารถและอิทธิพล อีกทั้งยังคงมีรูปโฉมหล่อเหลาแม้จะมีอายุได้ สี่สิบกว่าปีต้นๆ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะในโลกเดิมของนาง คนอายุสี่สิบยังไม่นับว่าแก่ ยังคงฟิตปั๋งจนมีอนุเป็นสิบคนได้อยู่

“ช่วงนี้แม่เห็นเจ้าทำอะไรอยู่ที่เรือนน่ะ ยุ่งอยู่กับอะไรหรือ” ฮูหยินจางถามเสียงเรียบ

“ลูกกำลังทดลองทำแป้งทาหน้ากับชาดเจ้าค่ะท่านแม่ ลูกไปเจอในตำราเล่มหนึ่ง เห็นว่าน่าสนใจดี อีกอย่างทำใช้เองก็สบายใจ ว่าไม่มีใครสามารถเล่นเล่ห์อะไรได้ด้วยเจ้าค่ะ” จางซูลี่ทราบดีว่าไม่ว่าเรื่องไหนก็ไม่มีทางเล็ดลอดสายตาของมารดาไปได้ นางคิดข้อแก้ตัวไว้แล้ว

“เอาเถิด ไม่เสียการเรียนเป็นพอ” ฮูหยินจางเห็นว่าลูกสาวพูดจามีหลักการและเหตุผลก็ไม่เถียง

“ท่านพี่ ตัวท่านหอมจัง นี่ก็เป็นสิ่งที่ท่านคิดขึ้นเองหรือ” จางลู่เสียนหันมาถาม

“ใช่แล้ว นี่เป็นน้ำหอมกลิ่นบุปผาที่พี่ลองทำ เสียนเอ๋อร์อยากได้หรือไม่ หากอยากได้เอาไว้พี่ปรุงให้ท่านแม่ลองแล้ว ค่อยทำกลิ่นอ่อนๆ ให้เจ้า” จางซูลี่ยิ้มตอบน้องชาย

“ดีขอรับ ขอบคุณท่านพี่” เด็กน้อยยิ้มพร้อมแก้มยุ้ยๆ

นางอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกไปลูบอย่างมันเขี้ยว

“ท่านแม่เจ้าคะ ท่านพอมีร้านค้าว่างๆ กลางเมืองหรือไม่ ลูกคิดว่าแป้งและชาดที่ลูกทำนั้นไม่เลว คิดจะลองขายให้ชนชั้นสูงในเมืองเสียหน่อย” จางซูลี่ถามมารดาตรงๆ

“จะยุ่งยากเกินไปหรือไม่ อีกอย่างเจ้าเองก็เป็นถึงคุณหนูใหญ่ตระกูลจาง มันจะดูไม่ดี” สีหน้าของฮูหยินจางไม่เห็นด้วยนัก เพราะคำนึงถึงหน้าตาเป็นหลัก

แน่นอนว่าร้านค้าต่างๆ หรือที่นาทุกจวนย่อมมี แต่พวกเขาเพียงจ้างบ่าวไพร่ให้ดูแล เก็บเกี่ยวผลผลิตในทุกปี ไม่ได้ออกหน้าอย่างชัดเจนนัก

“ต่อไปลูกออกเรือนไปก็ย่อมต้องดูแลหลังจวนและกิจการ ลูกอยากฝึกตัวเองบ้างเจ้าค่ะ หากลูกทำได้ดี ก็จะไม่โดนบรรดาบ่าวไพร่เอารัดเอาเปรียบหรือคดโกงได้ ท่านแม่คิดเสียว่าให้ลูกลองดูหน่อย หากไม่ได้กำไร ก็ถือเสียว่าเป็นการสานสัมพันธ์กับเหล่าชนชั้นสูงเหล่านั้นก็ได้” จางซูลี่โน้มน้าวท่านแม่ของตนเองสุดฤทธิ์

การทะลุมิติมานั้น ในทุกวันนอกจากต้องเรียนศาสตร์ศิลป์และมารยาท หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรให้ทำอีกแล้ว ปราศจากอินเตอร์เน็ต ปราศจากสมาร์ทโฟน ไม่มีโซเชียล ทำให้หญิงสาวติดเกม ติดโซเชียลอย่างนางเบื่อหน่ายยิ่งนัก ความบันเทิงของยุคนี้ก็มีเพียงการดูงิ้ว เล่นหมากล้อม เล่นหมากรุก หรือออกไปพบปะสังสรรค์กับผู้คนเท่านั้น ซึ่งการพบปะผู้คนทำได้ยากสักหน่อยเพราะนางเป็นสตรีในห้องหอ ก็ไม่สามารถทำได้บ่อยๆ เนื่องจากไม่เหมาะสม

จะให้นั่งปักผ้า แม้จะมีความทรงจำเดิมมา แต่ไม่ใช่สิ่งที่นางชื่นชอบเอาเสียเลย อีกอย่างที่จวนก็มีหญิงปักผ้าอยู่แล้ว อยากได้ลวดลายใดก็เพียงสั่งออกไป ทั้งประณีตทั้งงดงาม

เช่นชุดสีเขียวอ่อนที่ปักรูปวิหคเล็กๆ ประดับเป็นจุดน้อยๆ ดูเข้ากับวัยและสุภาพเหมาะสม

สาวใช้ทั้งสี่ของนางนั้นเมื่อแรกมองนางด้วยสายตาแปลกๆ

นางเปลี่ยนไปอย่างไร สาวใช้ทั้งสี่ย่อมรู้สึกได้ คิดว่าท่านแม่และน้องชายก็สังเกตเช่นกัน นางนั้นเพียงเอาส่วนที่มันเกินทนออกไป บุคลิกโดยรวมก็ยังคงเป็นจางซูลี่อยู่ดี เช่นความใจร้อน ปากที่พอไม่พอใจอะไรก็ก่นด่าออกมาอย่างไร้เหตุผล เป็นต้น ส่วนการแต่งกายยังคงพิถีพิถัน แต่เพิ่มความงดงามในความเรียบง่ายเอาไว้ การแต่งหน้าที่เป็นธรรมชาติแต่งดงามมากขึ้น

เมคอัพโนเมคอัพยูโน้ว

ผิวของร่างนี้ดีงามมากๆ อยู่แล้ว นางเพียงปรับรสชาติการกินดื่มทีละน้อย ลดของมันลงหน่อย ลดเค็มลงอีกนิด หวานกินให้น้อยกว่าเดิมหน่อย และออกกำลังกายเล็กน้อยอย่างโยคะเพื่อเริ่มสร้างหุ่นสวยๆ ตั้งแต่ตอนนี้

โชคดีที่ไม่มีใครสังเกตในจุดนี้ เพราะแต่เดิมนางก็เรื่องมากอยู่แล้วเป็นทุนเดิม

ส่วนการเปิดกิจการก็อย่างที่รู้ๆ นางเพียงอยากหาหลักประกันให้ตัวเองเพิ่ม

นางไม่คิดจะหมั้นกับองค์ชายสี่ จนกระทั่งก้าวไปสู่การแต่งเข้าตำหนักอีกฝ่ายอย่างแน่นอน เพราะเข้าไปแล้ว ยิ่งออกมาได้ยากยิ่งกว่า เขาไม่คิดจะรักนางอยู่แล้ว ดูจากการที่เขาเข้ามาเยี่ยมนางครั้งล่าสุด สายตาของกงหยางซีห่าวที่มองมายังนางเอกจางซูฮวานั้น เป็นที่แน่นอนแล้วว่าพวกเขารักกัน ดังนั้นหลังจากนี้ก็ให้พวกเขาไปรักกันเองเถิด นางจะหลีกทางให้เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ ของตนเอาไว้

เพียงแต่การจะออกมานั้นไม่ง่าย หนึ่ง ด้วยตำแหน่งฐานะของนาง ไม่สามารถพูดเพียงข้าจะถอนหมั้นก็ทำได้ หากทำเช่นนั้น คนที่จะเสียชื่อเสียงจะเป็นนางเอง ต้องหาทางออกมาอย่างสวยงาม สอง การหาทางออกต้องละมุนละม่อมและไม่สร้างความแค้นให้พระเอก เนื่องจากนางยังไม่อยากสร้างความแค้นกับเขาจนโดนหมายชีวิต

ดังนั้นด้วยทั้งหมดที่ว่ามา นอกจากหาอะไรให้ตัวเองทำไม่เบื่อ ยังสร้างรายได้ และสร้างหลักประกันให้ตัวเองได้ด้วย เพราะไม่รู้ว่าหลังจากที่นางได้ถอนหมั้นกับกงหยางซีห่าวแล้ว นางจะมีชีวิตอย่างไรต่อ เพราะรู้ดีว่าหญิงสาวที่โดนพันธะหมั้นหมายแล้ว ย่อมแต่งออกไปได้ยาก ยิ่งเป็นชนชั้นสูงเช่นนางด้วยแล้ว ยิ่งยากเข้าไปใหญ่

ฮูหยินมองลูกสาวที่ดูจะเติบโตขึ้นมากหลังจากที่ป่วยหนัก อีกอย่างในมือของนางก็มีที่ดินและกิจการมากมาย จะให้นางลองดูก็ไม่เสียหายอันใดอย่างที่นางว่า

“เอาเถิด ลองดูก็ได้ อยากได้ที่ใดหลังกลับไปก็ไปเลือกเอา” ตอนนี้นางมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในจวน เหล่าอนุรวมทั้ง ฮูหยินรองก็ยังต้องรอเงินรายเดือนจากนาง ดังนั้นฮูหยินจางจึงสามารถเอ่ยอย่างใจกว้างเช่นนี้ได้

“ท่านพี่จะเปิดร้านหรือขอรับ ข้าจะไปอุดหนุนได้หรือไม่” จางลู่เสียนเอ่ยประจบ

หลังจากที่พี่สาวฟื้นนางก็อ่อนโยนลงมาก และชอบเล่าเรื่องสนุกหลายเรื่องให้เขาฟัง ดังนั้นจางลู่เสียนจึงรู้สึกสนิทกับนางมากขึ้น

มือบางหอมกรุ่นของจางซูลี่ยื่นไปแตะที่จมูกของน้องชายอย่างเอ็นดู “เสียนเอ๋อร์จะไปอุดหนุนก็ได้ พี่จะทำของสำหรับบุรุษออกมาเช่นกัน”

เห็นพี่น้องรักใคร่ปรองดอง ฮูหยินจางยิ้มกว้างกว่าที่เคย

ทว่าเมื่อนึกไปถึงเหล่าคนที่ตามมาด้วย รอยยิ้มของนางก็จางลง

จางซูลี่เห็นท่านแม่มองไปยังรถม้าด้านหลัง จึงพอจะเดาออกว่านางรำคาญใจ

“ช่างพวกนางเถิดเจ้าค่ะท่านแม่ อยากมานักก็มา แต่ลูกแปลกใจ มิใช่ว่าพวกนางสมควรไปปรากฏตัวให้ท่านพ่อเห็นบ่อยๆ หรือ ครั้งนี้นึกอย่างไรจึงตามเรามาได้”

“หึ แม่ก็แปลกใจไม่น้อย แต่อย่างที่เจ้าว่า ช่างพวกนางเถิด”

สองแม่ลูกคุยกันเช่นนี้เป็นปกติ พวกนางเท่าทันเล่ห์กลเสแสร้งเหล่านั้นไม่น้อย ฮูหยินจางนั้นสามารถควบคุมพวกนางได้ในกำมือ ส่วนจางซูลี่คนเดิมเพราะเย่อหยิ่งเกินไป แม้จะดูเล่ห์กลออก แต่นางกลับเลือกที่จะแสดงความต่อต้านออกมาตรงๆ ทำให้มักจะเสียเปรียบสามแม่ลูกนั้นเสมอ ซึ่งจุดนี้หลังจากนี้ต้องปรับเปลี่ยน

ไม่นานรถม้าก็มาถึงวัดหลงจิ่ง ทุกคนลงจากรถม้าแล้วต้องเดินขึ้นบันไดไปบนเขาอีกไม่ไกลนัก เพราะเน้นการเข้าถึงได้ง่ายของเหล่าผู้สูงศักดิ์ ดังนั้นทางการจึงมาปรับที่ทางเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ

จางซูลี่เข้าไปประคองมารดาด้วยกิริยาสง่างามเหมาะสม เรียกสายตาพึงพอใจจากฮูหยินจางได้ไม่ยาก นางไม่ปรายตามองสามแม่ลูกด้านหลังเลยด้วยซ้ำ

“พี่สาว วันนี้คนค่อนข้างหนาตานะเจ้าคะ” ต่งหลิงฮวาเดินชดช้อยเข้ามาใกล้ๆ ย่อตัวแล้วพูดอย่างสนิทสนม

ฮูหยินจางยิ้มเรียบๆ ตอบกลับเบาๆ “เพราะไต้ซือตงไห่กระมัง ไปเถิด อย่าเสียเวลาตรงนี้นานนัก” แล้วนางก็หมุนตัวเดินนำหน้าไป

ต่งหลิงฮวาเปลี่ยนจากสีหน้าเรียบร้อยอ่อนหวาน เป็นสีหน้าเรียบเฉยปนโกรธขึ้ง เพราะนางฟังความนัยเหล่านั้นออก ว่าอีกฝ่ายมองว่าการเสวนากับนางคือการเสียเวลา

“ท่านแม่” เสียงของจางซูฮวาเดินเข้ามาทักท้วงเบาๆ ไม่ให้ท่านแม่บันดาลโทสะตรงนี้

จางเหลียงที่อาสามาเป็นเพื่อนมารดาวันนี้เดินเข้ามาประคองนาง ต่งหลิงฮวามองลูกชายอย่างภาคภูมิใจ นางมีลูกให้ท่านพี่ก่อนผู้ใด และก่อนฮูหยินผู้นั้นเสียอีก อีกทั้งลูกชายยังฉลาดเฉลียวและได้ตำแหน่งขุนนางตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้นางเลื่อนจากอนุขึ้นมาเป็นฮูหยินรองดั่งเช่นทุกวันนี้ น่าเสียดายที่ท่านพี่ให้เกียรติภรรยาเอกตนมาก นางจึงไม่สามารถตะกายไปเป็นฮูหยินเอกได้ อีกอย่างม่านฟางซินก็ฉลาดเป็นกรด นางยึดตำแหน่งนั้นอย่างมั่นคงเหลือเกิน จนนางได้แต่กัดฟัน

“ขอบใจลูก” ต่งหลิงฮวาเดินตามการประคองของจางเหลียงไปตามทาง

เข้ามาด้านในก็เต็มไปด้วยเหล่าคนใหญ่คนโตทั้งหลาย ที่เข้ามาหวังจะได้สนทนากับไต้ซือตงไห่ ฮูหยินจางทักทายคนรู้จักไม่กี่คน จากนั้นก็เดินไปทางโถงหลักเพื่อเข้าไปไหว้พระ

จางซูลี่มองบรรยากาศโดยรอบอย่างสนใจ วัดตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ทำให้ต้องเดินขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้สูงชันมากมาย ด้านในทั้งสิ่งปลูกสร้างทั้งการตกแต่งบ่งบอกได้ว่าคงมีคนศรัทธาเยอะนัก เพราะว่าทุกอย่างยังดูดีสง่างาม คงมีคนมาบูรณะดูแลบ่อยครั้ง

ในลานวัดมีหลวงจีนหลายรูปคอยอำนวยความสะดวก และมีคนธรรมดาอีกหลายคนเดินไปมา พวกเขาเป็นคนงานในวัด คอยอำนวยความสะดวกให้แขกที่มาพัก เพราะที่นี่มีที่พักสำหรับผู้อยากมาปฏิบัติธรรมเอาไว้โดยเฉพาะ เนื่องจากทิวทัศน์โดยรอบเป็นป่าเขา ทำให้บรรยากาศโดยรวมสงบอย่างยิ่ง

ต่อมาท่านแม่ได้โอกาสเข้าพบไต้ซือตงไห่แล้ว และคงจะสนทนากันอีกนาน จางซูลี่จึงถูกไล่ให้ออกไปเดินเล่นแถวนี้

ดังนั้นหญิงสาวจึงนึกอยากจะไหว้พระบ้าง นางและโม่ลี่ที่ติดตามมาเพียงคนเดียวในวันนี้จึงคิดจะเดินไปยังโถงพระ

“ไม่นึกเลยว่าท่านพี่จะมีจิตใจอันเป็นกุศล นึกอยากจะเข้าวัดทำบุญกับเขาบ้างเช่นนี้” ถ้อยทำทักทายอันแสนจะเสียมารยาทเอ่ยขึ้นเบาๆ ด้วยเพราะจางซูฮวาดูแล้วว่าโดยรอบไม่มีใคร

นางหวังจะให้อีกฝ่ายแสดงกิริยาร้ายกาจออกมา เพราะหากอีกฝ่ายเสียอาการที่นี่ ชื่อเสียของนางต้องเสื่อมเสียแน่นอน

“อย่างน้อยข้าก็นึกอยากมาทำบุญด้วยใจอันบริสุทธิ์นะ เจ้ามิรู้หรือ หากทำบุญแล้วหวังผล มันจะกลายเป็นบาป” นางหมายถึงการที่อีกฝ่ายชอบทำทีใจบุญสุนทาน เอะอะก็แจกทาน เอะอะก็แสร้งช่วยเหลือคนจนด้วยการมอบเงินให้พวกเขาโต้งๆ

ชิ จอมปลอม

“ท่านหมายความว่าอย่างไร” จางซูฮวาสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ท่าทีอ่อนหวานของนางหายไป

จางซูลี่ยิ้มอย่างดงามแล้วเอียงคอเล็กน้อย กิริยานี้กวนอารมณ์ขุ่นมัวให้ฝ่ายตรงข้ามได้ดียิ่งนัก

“ข้าก็หมายความอย่างที่พูด หรือสิ่งที่ข้าพูดมันเป็นปรัชญาลึกซึ้งอันใด เจ้าจึงฟังมิเข้าใจ”

“เจ้า” ในขณะที่จางซูฮวาคิดจะตอบโต้

“น้องสาม” จางเหลียงเดินเข้ามาเมื่อเห็นว่าน้องสาวคุยกับผู้ใด เขากลัวว่าน้องสาวจะโดนรังแกอีกครั้ง จึงเอ่ยขัดบทสนทนา แล้วมองจางซูลี่ด้วยสายตาคมกริบ

“พี่ใหญ่” จางซูลี่ทักทายด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางเห็นสายตากล่าวหาแบบนั้นก็อยากจะกลอกตามองบน ไม่ดูเสียบ้างว่าใครรังแกใครกันแน่

“คุณหนูใหญ่” เขาเรียกจางซูลี่ว่าคุณหนูใหญ่ เพราะนางไม่ชอบเวลาที่เขาเรียกนางว่าน้องหญิง

“พอดีเลย ท่านดูแลน้องสามให้ดีหน่อย ทางที่ดีหาอะไรมาล่ามนางไว้ก็ดี เขตวัดเช่นนี้ อย่าให้นางกัดไปทั่ว จะสร้างความรำคาญให้เหล่าผู้สูงศักดิ์ได้” เพราะภาพลักษณ์เย่อหยิ่งเป็นทุนเดิม จางซูลี่จึงใส่เต็ม

“คุณหนูใหญ่กล่าวเกินไปแล้ว” เขาส่งสายตาตำหนิมายังนางอย่างชัดเจน ส่วนจางซูฮวาสีหน้าเผือดสีไปแล้ว

“เกินไปหรือไม่นางรู้ดีอยู่แก่ใจ ให้ข้าได้ไหว้พระทำบุญอย่างสบายใจเถิด พวกท่านจะสร้างภาพอย่างไรก็สร้างไป” จางซูลี่ไม่คิดต่อปากต่อคำกับพวกเขาอีก นางจึงเดินจากไปโดยไม่สนใจ

โดยไม่รู้เลยว่าบนต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลนักมีชายคนหนึ่งมองฉากละครนี้อย่างสนใจ

“หึหึ แมวน้อยที่ขู่ฟ่อๆ นางนั้นน่าสนใจยิ่งนัก” ก่อนจะกระโดดเพียงหนึ่งครั้งแล้วก็หายตัวไป

ส่วนจางซูลี่ที่ได้เวลาสงบส่วนตัวแล้ว ก็เดินเข้ามาคุกเข่าหน้าองค์พระ หลังจากที่จุดธูปแล้วก็อธิษฐานอย่างจริงจัง

‘พระคุณท่านเจ้าขา ข้าน้อยทะลุมิติมาไม่มีอะไรติดตัวมาด้วยเลย อย่างน้อยก็ขอความสามารถพิเศษสักหน่อย ของวิเศษแบบที่เก็บของ หรือมิติเทพๆ อย่างนางเอกนิยายผู้อื่นก็ได้ เอาตาน้ำวิเศษ หรือยาวิเศษสักหน่อย ข้าน้อยจะขอบคุณมากเลยเจ้าค่ะ แล้วเดี๋ยวข้าน้อยจะทำบุญให้ที่วัดเยอะๆ เลยนะเจ้าคะ สาธุ’

อธิษฐานจบ ลมแรงก็พัดมาจากที่ใดก็ไม่รู้ได้ จู่ๆ ก็มีสิ่งหนึ่งพัดเข้ามาในห้องพระแห่งนี้โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย

ตุบ แล้วของสิ่งหนึ่งก็หล่นมาอยู่เบื้องหน้าของจางซูลี่ นางเบิกตากว้างมองของสิ่งนั้น แล้วมองกลับไปที่องค์พระด้านหน้า

เจริญล่ะ

ขอมิติ

ได้ตะกร้าสานเนี่ยนะ

หรือมันเป็นตะกร้าสานมิติกันล่ะเนี่ย

ละครหลังม่าน

จางซูลี่ : ขอมิติเทพๆ หน่อยค่ะท่าน /// สายตาคาดหวัง

พระคุณเจ้า : เกิดมารวยไม่พอรึสีกา /// มองอย่างหน่ายใจ

จางซูลี่ : มันไม่ครบสูตร ขออะไรเทพๆ สักอย่างสิเจ้าคะ เดี๋ยวจะบริจาคให้อย่างดีเลย /// ยกมืออ้อนวอน

พระคุณเจ้า : ไหนบอกว่าทำบุญไม่หวังผลไง

Writer's talk :

ยังคงมีการปะทะฝีปากกันนิดหน่อยพอกรุบกริบ ยัยน้องมีแค่สมองและสองมือค่ะ บ่มีตัวช่วยเน้อ

ลืมบอกจนมีรีดมาถาม ไรท์ลืมบอกค่ะ ว่าองค์ชายสี่ไม่ใช่พระเอกน้า

อ๋องเอวดุของไรท์นั้น เอ่อ แค่กๆ มาแว่บๆ 555

รักมากๆมาโดยตลอด จุ๊บุๆ

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...