โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2 บก. “ศิลปวัฒนธรรม-มติชนสุดสัปดาห์” แชร์ความประทับใจ “นิธิ เอียวศรีวงศ์”

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 05 ก.ย 2566 เวลา 02.36 น. • เผยแพร่ 04 ก.ย 2566 เวลา 05.31 น.

สำนักพิมพ์มติชน ร่วมกับ ศูนย์ข้อมูลมติชน (MIC) จัดหนัก จัดเต็ม งาน “มติชนเปิดโกดังหนังสือการเมือง” มีหนังสือการเมืองหลากหลายมุม หลายร้อยปก ให้นักอ่านได้เลือกช้อปอย่างจุใจ รวมทั้งยังมีกิจกรรมร่วมรำลึกถึง “นิธิ เอียวศรีวงศ์” นักประวัติศาสตร์ นักเขียน และปัญญาชนสาธารณะคนสำคัญของไทย ผ่าน “นิธิทรรศกาล” นิทรรศการแสดงผลงานของนิธิ และเวทีเสวนา ถึงวันที่ 3 ก.ย. 2566 ที่มติชนอคาเดมี

วันที่ 2 ก.ย. “สุพจน์ แจ้งเร็ว” บรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม และ “สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร” บรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ประทับใจในการเป็นบรรณาธิการผลงานของ อ.นิธิ ผ่านเวที “นิธิก่อนขึ้นแท่น(พิมพ์): เรื่องของบรรณาธิการกับงานของนิธิ เอียวศรีวงศ์” โดยมี“พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์” จากมติชนสุดสัปดาห์ออนไลน์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ท่ามกลางผู้สนใจเข้าฟังอย่างคับคั่ง

ผูกพัน “นิธิ” กว่า 4 ทศวรรษ

สุพจน์ แจ้งเร็ว บรรณาธิการนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เริ่มการเสวนาด้วยเรื่องความประทับใจส่วนตัวที่มีต่อ อ.นิธิ โดยเล่าว่ารู้จักกับ อ.นิธิ เมื่อปี 2523 เนื่องจากอาจารย์ได้ส่งผลงานเข้ามายัง “ศิลปวัฒนธรรม” เพื่อตีพิมพ์ จากนั้นราวปี 2525-2526 ก็ได้รู้จักกันมากขึ้น เมื่อได้พูดคุยกันในวงสนทนาหลังเลิกงาน และเมื่อวงสนทนาจบลง สุพจน์ก็มีหน้าที่ไปส่ง อ.นิธิ ที่หัวลำโพงเพื่อขึ้นรถไฟ

บรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม เล่าว่า วันหนึ่ง อ.นิธิ ถามมาหนึ่งประโยคว่า“อยากไปเรียนเมืองนอกไหม?” ตนจึงตอบกลับไปทันทีว่า“ทำไมผมจะต้องไป ในเมื่ออยู่เมืองไทย ผมก็ฉลาดได้” จากนั้น อ.นิธิ ก็ตอบกลับมา และเป็นประโยคที่ยังคงอยู่ในใจถึงทุกวันนี้ว่า “การออกไปมันไม่ได้เกี่ยวกับฉลาดหรือไม่ได้ฉลาด แต่การมองประเทศไทยจากที่ไกล ๆ มันมีประโยชน์”

“ต่อมาสักต้นปี 2527 ผมได้รับจดหมายจากอาจารย์นิธิ ในจดหมายฉบับนั้นอาจารย์เขียนว่า ได้ติดต่อไปหาเบน แอนเดอร์สัน หาทุนให้ผม แต่ยังไม่ทันจะส่งจดหมาย อาจารย์อานันท์ กาญจนพันธุ์ ก็กลับมา แล้วบอกว่าคอร์เนลยังไม่มีทุนในตอนนี้ อาจารย์นิธิจึงได้ฉีกจดหมายทิ้งไป แต่ในวันรุ่งขึ้นก็มีจดหมายจาก อาจารย์เบนมาให้หานักเรียนให้คนหนึ่ง”

“ความจริงมันมีทุนอยู่ 2 ทุน จากหลาย ๆ ประเทศ ทั้งอินโด มาเลย์ ไทย เป็นอันว่า อาจารย์นิธิก็ติดต่อมา เบนก็ส่งใบสมัคร อะไรต่ออะไรมา นี่คือครั้งที่ 1 ซึ่งแสดงเห็นถึงความน่าเชื่อถือของอาจารย์นิธิ”

สุพจน์เล่าอีกว่า เขาได้ยื่นสมัครไปเรียนวิชาประวัติศาสตร์ แม้ว่า อ.เบน แอนเดอร์สัน จะเป็นผู้อำนวยการก็ตาม แต่ก็ไม่ได้มีสิทธิ์ในการตัดสินใจว่าใครจะไปได้เรียนต่อ คนที่จะตัดสินใจได้คือ “เดวิด เค. วัยอาจ” ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ไทยอีกคนหนึ่ง

ขณะเดียวกันใบเกรดของสุพจน์ก็ย่ำแย่มาก อย่างที่เขาเล่าว่า

“ทรานสคริปต์ผมแย่มาก ผมเคยเรียนวิชากฎหมายมาก่อน แต่ก็ได้ F ประมาณ 7-8 ตัว แล้วผมก็กลับมาเรียนวิชาประวัติศาสตร์ วิชาแรกที่เรียนคือวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ไทย ตอนนั้นทำศิลปวัฒนธรรมแล้ว ก็เรียนวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ไทย ข้อสอบมันมี 2 ข้อ ผมทำทันแค่ข้อเดียว อาจารย์บอกไม่เป็นไร ไปทำรายงานมาส่ง ผมก็กลับบ้านไปคิด วันรุ่งขึ้นก็ตัดสินใจไม่ทำแล้ว สุดท้ายอาจารย์เขาก็ให้ D ต้องเรียนใหม่”

การตัดสินใจครั้งนั้นกลับทำให้ชีวิตของ “สุพจน์ แจ้งเร็ว” เปลี่ยนไป เพราะแม้ผลการเรียนจะย่ำแย่ จนคณะกรรมการตัดสินใจทุนจะส่ายหน้ากันหมด แต่ อ.เดวิด เค. วัยอาจ กลับพูดขึ้นมาว่า “นิธิก็เป็นแบบนี้” จึงทำให้บรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับนิธิที่สุพจน์ยังคงประทับใจมาถึงทุกวันนี้

นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ตรงต่อเวลาและกล้าหาญ

ด้าน สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร บรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ เล่าว่า อ.นิธิ เขียนงานให้มติชนสุดสัปดาห์จากคำชักชวนของ “เสถียร จันทิมาธร” อดีตบรรณาธิการบริหาร นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์

ความประทับใจที่มีต่อ อ.นิธิ ขณะที่ทำงานร่วมกันในนิตยสาร ข้อแรกคงไม่พ้นความตรงต่อเวลา แม้ว่า อ.นิธิ จะเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียง แต่เมื่อถึงวันจันทร์ที่ต้องส่งต้นฉบับก็ส่งมาก่อนเดดไลน์เสมอ ไม่ต้องให้กองบรรณาธิการโทรไปถาม

ทว่าสิ่งที่ประทับใจมากกว่านั้นคือช่วงรัฐประหาร ปี 2557 อ.นิธิ ได้โทรมาหากองบรรณาธิการว่า จะขอเขียนงานตามใจตัวเอง แม้ว่าบรรยากาศทางการเมืองขณะนั้นจะคุกรุ่นแค่ไหนก็ตาม

“หลังรัฐประหารปี 2557 ปกติผมกับ อ.นิธิ จะติดต่อกันน้อยมาก ปีหนึ่งจะคุยกัน 2-3 ครั้ง บางปีไม่ได้คุยกันเลย แต่หลังการปฏิวัติปี 2557 อ.นิธิ โทรศัพท์มาบอกคุณอูครับ ผมมีเรื่องที่จะต้องแจ้งว่า ต่อแต่นี้ ผมจะขอเขียนเรื่องตามใจตัวเอง”

แต่ภายใต้การเขียนเรื่องตามใจตัวเองอย่างที่ อ.นิธิ ว่าไว้นั้น กลับทำให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวและความรับผิดชอบอันสูงลิ่วของนักวิชาการคนนี้

“ตอนนั้นบรรยากาศหลังรัฐประหาร การปรับทัศนคติมีอยู่ตลอด…พออาจารย์นิธิเกริ่นมาว่า ผมจะขอเขียนตามใจ ความรู้สึกแรกคือผมหนักใจมาก ในแง่ บ.ก. แต่ใน mou ข้อที่ 2 บอกไว้ว่า แม้ผมจะเขียนตามใจผม แต่ถ้าหากข้อเขียนนั้นมีผลกระทบต่อมติชน หรือต่อองค์กร ขอให้ยกต้นฉบับนั้นเลย แต่ขออย่าเซ็นเซอร์ต้นฉบับ ถ้าหากจะไม่ลงก็ไม่ลง”

นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ลืมไม่ลงเช่นกัน สุวพงศ์เล่าว่า มีวันหนึ่งซึ่งเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ช่วงรัฐประหาร ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้โทรมาสอบถามกับทางกองบรรณาธิการนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ว่า นายนิธิ เป็นใคร โดยให้เหตุผลว่ามีบุคคลบางฝ่ายแจ้งมา แม้จะเป็นหน้าที่ของ บ.ก. ในการแจงข้อมูลและเหตุผล แต่เขาก็ต้องโทรไปหาอาจารย์ และสิ่งที่อาจารย์ตอบกลับมาทำให้สุวพงศ์ประทับใจมากกว่าเดิม เพราะ อ.นิธิ ตอบว่า “คุณบอกไปเลย ผมอยู่ไหน ให้ติดต่อมาที่ผม ผมรับผิดชอบเอง”

ผลงาน “นิธิ เอียวศรีวงศ์” ที่อยากให้ทุกคนอ่าน

สุพจน์ เผยว่า คงเป็นหนังสือ 4 เล่มแรกที่รวบรวมจากบทความของอาจารย์ที่ตีพิมพ์ในช่วง 13 ปีแรก ได้แก่ 1. ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์ 2. กรุงแตก, พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย 3. โขน, คาราบาว, น้ำเน่าและหนังไทย และ 4. ผ้าขาวม้า, ผ้าซิ่น, กางเกงใน และ ฯลฯ

ทั้ง 4 เล่มนี้มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากมาย เป็นเล่มที่ใช้พลังในการทุ่มเทอย่างมาก เพราะเริ่มต้นจากการรวบรวมงานของอาจารย์ทั้งหมดในรูปแบบต้นฉบับ มาคัดเลือกและแปลงมาให้เหมาะสมกับหนังสือ นอกจากนี้ ยังได้ อ.นิธิ มาช่วยเหลือและแนะนำในเรื่องของการทำเล่ม เนื้อหาของบทความที่ควรใส่หรือไม่ควรใส่

ส่วนสุวพงศ์เริ่มต้นด้วยการพูดถึงสไตล์การเขียนงานของ อ. นิธิ ว่า “งานอาจารย์นิธิเหมือนกับงานแกะพระ คือมีความปราณีต แต่ถ้าสังเกตนิดหนึ่ง คืองานอาจารย์นิธิจะมีความก้ำกึ่งระหว่างวิชาการ และนักหนังสือพิมพ์ แม้ว่าสันหลังเรื่องจะเป็นวิชาการ แต่การนำเสนอจะมีความเป็นนักหนังสือพิมพ์อยู่”

ก่อนจะเริ่มพูดถึงเบื้องหลังผลงานสุดท้ายที่อยากจะให้คนได้สัมผัสอย่างเรื่องวันชาติ ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ซึ่งผลงานนี้เป็นงานที่อาจารย์อยากเขียนมาก และคาดว่าจะเขียนขึ้น 3 ตอน เนื่องจากมีคนหลายกลุ่มได้ออกมาแสดงทัศนะถึงเรื่องชาติในเชิงฝ่ายขวา ซึ่งไม่เหมือนกับที่อาจารย์คิด อาจารย์ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการเขียนบทความขึ้น ถึงขนาดที่ว่าเลือดกำเดาจะไหล เนื่องมาจากปัญหาสุขภาพเรื้อรัง แต่ก็ยังเขียนต่อไป จนในที่สุดก็ปล่อยตอนที่ 1 ออกมาในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ทว่าน่าเสียดายที่ตอนที่ 2 และ 3 ไม่สามารถปล่อยออกมาได้แล้ว เนื่องจากอาจารย์เสียชีวิต

“นิธิ เอียวศรีวงศ์” ในสายตา

สุพจน์กล่าวถึงความแตกต่างของงาน อ.นิธิ ที่ไม่เหมือนใครว่า

“ผลงานของอาจารย์นิธิมีความแปลกหรือแตกต่างอย่างไร ผมก็มานั่งนึก ผมจับสังเกตได้อย่างหนึ่ง งานประวัติศาสตร์แบบเก่าจะถามว่า ใคร ทำอะไร ทำไปทำไม เช่น หนังสืองานนพมาศ ใครเขียน เขียนทำไม แต่อาจารย์นิธิฉีกออกไปเลย ทำไมถึงเขียนแบบนั้น คือย้อนกลับไปดูบริบทของสังคม หรืออย่างในงานสุนทรภู่เอง…อาจารย์นิธิไม่ได้มองถึงตัวสุนทรภู่ ในฐานะสุนทรภู่ แต่มองสุนทรภู่ในฐานะคนที่อยู่ในสังคมตอนนั้น นี่คือมุมมองของอาจารย์นิธิซึ่งไม่เหมือนคนอื่น ไม่เหมือนจิตร ภูมิศักดิ์ ที่จะตั้งคำถามว่า เขียนทำไม หลอกลวงเรื่องอะไร อันนี้ผมพูดถึงเรื่องวิธีมอง อาจารย์นิธิจะมีการมองจากด้านบนลงมาด้านล่าง”

ส่วนสุวพงศ์มองว่า ภาพจำของผู้เชี่ยวชาญทางด้านประวัติศาสตร์คนนี้ที่โดดเด่นไม่เหมือนใครมีอยู่ 2 เรื่องได้แก่ เรื่องของการเป็นอาจารย์ที่แท้จริง และอีกอย่างหนึ่งคือ แม้อาจารย์จะได้มีชื่อเสียงมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังไม่ละเลยคนตัวเล็กตัวน้อย

“ภาพจำของผม คืออาจารย์นิธิกำลังค้ำไม้เท้า ห้อยคอด้วยป้ายนักโทษทางการเมือง ทั้งในตอนต้องการเลือกตั้ง หรือเหตุการณ์ชาวบ้านจะนะ…นี่คือภาพจำส่วนตัว ค่อนข้างประทับใจ ถ้าถามว่าอาจารย์นิธิคืออะไร คือภาพนี้ตลอด”

อ่านเพิ่มเติม :

“สุพจน์ แจ้งเร็ว” กับปาฐกถาพิเศษเนื่องในโอกาสรับรางวัล “บรรณาธิการดีเด่น รางวัลคุณนิลวรรณ ปิ่นทอง 2565”

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 กันยายน 2566

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...