โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ข้าคือบุตรสาวของนางร้าย 我是女反派的女孩子

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 ต.ค. 2566 เวลา 17.00 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2566 เวลา 17.00 น. • Jiratha
ในนิยายที่อ่าน นางร้ายต้องตาย พระเอกนางเอกสมหวังครองรัก มันจบแค่ตรงนั้น แต่โม่ฟางฟางจะไม่ยอมให้จบง่ายขนาดนั้น ในเมื่อเวลานี้นางพร้อมเอาคืนให้มารดานางที่เล่นบทางร้ายแล้ว

ข้อมูลเบื้องต้น

ในนิยายที่อ่าน นางร้ายต้องตาย พระเอกนางเอกสมหวังครองรัก มันจบแค่ตรงนั้น แต่โม่ฟางฟางจะไม่ยอมให้จบง่ายขนาดนั้น ในเมื่อเวลานี้นางพร้อมเอาคืนให้มารดานางที่เล่นบทางร้ายแล้ว นางจะทบต้นทบดอกพวกเขา เก็บดอกเบี้ยรายตัวให้ครบทั่วหน้า

นิยายเรื่องนี้นางจะเขียนมันต่อในฐานะบุตรสาวของนางร้ายให้จบ จบในแบบที่นางต้องการ

นิยายเรื่องนี้มาเดือนสิงหาคนนะคะ ไรตืกำลังเร่งอยู่แต่อยากเปิดเรื่องไว้ก่อน อิอิ

ฐานะนางร้ายของมารดาข้าขอสืบต่อเอง

บทที่ 1 ฐานะนางร้ายของมารดาข้าจะสืบต่อ

โม่ฟางฟางจ้องมองจวนหลังใหญ่ กี่ปีแล้วที่นางไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่ ตั้งแต่มารดานางเสียสินะ นับ ๆ แล้วสิบปีพอดีไม่ขาดไม่เกิน ตอนนั้นนางอายุเพียงห้าหนาวเท่านั้น ส่วนตอนนี้อายุสิบห้าแล้ว

ในอดีต มารดาของนางอยู่ที่นี่ในฐานะฮูหยินเอกของจวนโม่ เป็นสตรีที่ทุกคนในจวนแม้กระทั่งผู้คนในเมืองนี้เกลียดชัง ทุกคนบอกว่ามารดานางร้ายกาจเลวทราม ทำทุกอย่างเพื่อแย่งชิงคนรักของผู้อื่นมา นั่นก็ถูกต้อง เพราะมารดาของนางคือนางร้ายของนิยาย เป็นนางร้ายต้องร้ายให้สมบทบาทก็ถูกต้องแล้ว ที่ร้ายเพราะรักมากจนไม่ยอมเสียเขาไป แม้จะถูกตราหน้ายังไงก็ขอให้ได้สมหวังครองคู่ หากคนที่มารดารักกลับเกลียดมารดาของนางเข้าไส้ ถึงมารดาจะได้เป็นฮูหยินเอก แต่นางเอกของเรื่องก็ได้เป็นฮูหยินรองแต่งตามเข้ามาอยู่ดี ชีวิตแต่งงานไร้ความสุข ความสุขเดียวของมารดานางคือบุตรสาวอย่างนางที่จดจำเรื่องในชาติภพก่อนที่จะมาเกิดเป็นบุตรสาวของนางร้ายในนิยายที่พึ่งอ่านจบได้

ใช่แล้ว โม่ฟางฟางตายแล้วมาเกิดเป็นเด็กแรกเกิด

ชีวิตในจวนโม่ของนางและมารดาไม่ได้สบาย พวกเขากลั่นแกล้งหาเรื่องตลอดเวลา มารดาทำทุกทางเพื่อปกป้องนางเสมอ สั่งสอนให้นางสู้อย่าได้ยอมคน มารดาของนางฟาดฟันกับนางเอกของเรื่องจนนางอายุได้ห้าหนาว สุดท้ายนางร้ายก็พ่ายแพ้ คนที่ชนะคือนางเอกของเรื่อง

เมื่อมารดานางแพ้ บิดาก็ส่งนางออกจากจวนโม่นับแต่ตอนนั้น ส่งนางกลับไปอยู่จวนเดิมของมารดาที่อยู่เมืองทางเหนือ

โม่ฟางฟางในวัยห้าหนาวแม้จะรู้ความเพราะจิตวิญญาณไม่ใช่เด็กหากทำอะไรมากไม่ได้ นางช่วยมารดาไม่ได้ ทำได้แต่มองมารดาสิ้นใจตรงหน้า ทุกคนเกลียดมารดาของนางพอ ๆ กับที่เกลียดชังนางเช่นกัน

ในนิยายที่อ่าน นางร้ายต้องตาย พระเอกนางเอกสมหวังครองรัก มันจบแค่ตรงนั้น แต่โม่ฟางฟางจะไม่ยอมให้จบง่ายขนาดนั้น ในเมื่อเวลานี้นางพร้อมเอาคืนให้มารดาแล้ว นางจะทบต้นทบดอกพวกเขา เก็บดอกเบี้ยรายตัวให้ครบทั่วหน้า

นิยายเรื่องนี้นางจะเขียนมันต่อในฐานะบุตรสาวของนางร้ายให้จบ จบในแบบที่นางต้องการ

“คุณหนูท่านนี้ ไม่ทราบว่ามาหาผู้ใด”

บ่าวที่เปิดประตูจวนออกมาจ้องมองโม่ฟางฟางไม่วางตา ความงามของนางนับว่าเป็นหนึ่งไม่เป็นสอง จนเขาที่เห็นถึงขั้นตกตะลึงลืมหายใจไปนานทีเดียวกว่าจะตั้งสติได้ ใบหน้าราวเทพธิดาลงมาจุติ รูปร่างเย้ายวนแม้วัยเยาว์ ดวงตาเปล่งประกายราวไข่มุกต้องแสงอาทิตย์ ท่าทางสูงส่งดั่งเช่นองค์หญิงในราชวงศ์

โม่ฟางฟางใบหน้าราบเรียบมองคนตรงหน้าที่นางจำได้ว่าเขาคือใคร พ่อบ้านประจำจวนโม่ ในวัยเด็ก เขาคือคนหนึ่งที่นางจำไม่ลืม แต่เอาเถอะ ดูจากสภาพอีกไม่นานคงตาย นอกจากเวลานี้แก่ชรายังท่าทางขี้โรค

“ข้ามาพบท่านพ่อ…”

โม่ฟางฟางถูกพาเดินเข้ามาด้านใน นางมองทุกอย่างรอบตัวไม่วางตา จดจ้องทุกอย่างที่ผ่านตา เก็บทุกรายละเอียด ที่นี่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ผ่านมาสิบปีแล้วทุกอย่างไม่เปลี่ยนอะไรมากนัก

จวนทุกหลังยังคงอยู่ที่เดิม มีการตกแต่งปรับปรุงหากไม่แตกต่าง สวนดอกไม้เป็นสิ่งที่เพิ่มมากขึ้นเท่าตัวหลังนางจากที่นี่ไป คงเพราะน้องสาวของนางชอบดอกไม้มาก บิดาถึงได้ลงทุนทำสวนดอกไม้รอบ ๆ บริเวณจวนที่เหลือเพิ่มขึ้นขนาดนี้

นางมีน้องสาวหนึ่งคน ในเมื่อนางเกิดจากนางร้ายของเรื่อง แน่นอนว่าน้องสาวคนนี้เกิดจากนางเอกของเรื่อง คนหนึ่งเกิดจากสตรีที่เกลียด อีกคนเกิดจากสตรีที่รัก แทบไม่ต้องถามแล้วว่าในใจของบิดารักใครมากกว่ากัน หากเขารักนางบ้างคงไม่ทอดทิ้งนานสิบปีจนหลงลืม

เสียงหัวเราะสดใสดังมาจากด้านในของสวน โม่ฟางฟางหยุดนิ่ง นางหันไปตามเสียงที่ได้ยิน ในสวนมีการละเล่น เสียงนี้คุ้นหูมากนัก พอมองดี ๆ แล้วก็นึกออก เสียงของน้องสาวนางเอง นางและน้องสาวห่างกันเพียงครึ่งปี นับว่าห่างไม่มาก

“โม่เวยลี่…”

ชื่อของน้องสาวถูกเอ่ยออกมาเสียงเบา นางจดจ้องมองน้องสาวที่วิ่งเล่นในสวนราวเด็กอายุไม่ถึงสิบหนาวทั้งที่อายุก็นับว่าเหมาะสมแต่งงานแล้ว ช่างดูไร้เดียงสา สดใส ต่างจากนางเสียจริง ๆ สมกับเป็นบุตรสาวของนางเอก

ส่วนนางก็เหมาะสมที่จะรับบทบุตรสาวของนางร้าย

“เอาคืนข้ามา…”

โม่ฟางฟางในวัยห้าขวบปีดึงตุ๊กตาคืนด้วยสีหน้าชัดเจนว่าไม่พอใจ แม้นางจะไม่ใช่เด็กจริง ๆ หากตุ๊กตาตัวนี้คนที่เย็บให้คือมารดา มันคือสิ่งสำคัญสำหรับนาง

“นึกว่าข้าอยากได้ตุ๊กตาโง่ ๆ ตัวนี้ของเจ้ามากหรือไงกัน น่ารักก็ไม่น่ารัก ที่เอามาแค่อยากมองหาจุดที่ทำให้เจ้าชอบมันมากแค่นั้นเอง แต่ก็ไม่มี น่าเกลียดจะตายไป”

“โม่เวยลี่ หากยังไม่หยุดปาก ข้าจะเอาฟันเจ้าออกมา”

“ทำไม เจ้ากล้าเหรอ ถ้าเจ้ากล้าทำอะไรข้า ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อ ดูเอาเถอะว่าท่านพ่อจะเข้าข้างใคร เข้าข้างเจ้าหรือว่าข้า”

โม่เวยลี่หัวเราะแล้วยังพยายามเข้ามาแย่งตุ๊กตาในมือของโม่ฟางฟาง เพราะการแย่งชิงที่ดึงไปทางนั้นทีทางนี้ที สุดท้ายตุ๊กตาผ้าก็ทนไม่ไหว มันฉีกขาด…

โม่ฟางฟางก้มมองตุ๊กตาสุดรักด้วยสีหน้าราวจะฆ่าคน นางมองโม่เวยลี่ที่หัวเราะเอาเป็นเอาตายตรงหน้าแล้วยิ่งอยากเข้าไปกระชากหัว อายุแค่ห้าหนาวกลับกล้ามากลั่นแกล้งผู้อื่น ทั้งที่นางพยายามนิ่งแล้วไม่ยุ่งเกี่ยวกันแล้ว

“เจ้าทำตุ๊กตาข้าขาด…”

“แล้วยังไง ก็มันไม่แข็งแรงเอง อย่างว่า มารดาเจ้าทำให้ไม่ใช่หรือ นางเย็บปักไม่เป็นด้วยซ้ำ ทำออกมาก็น่าเกลียดจะตาย ไม่แปลกที่จะขาดง่าย ๆ”

โม่เวยลี่หัวเราะก่อนเดินออกไป แต่ถูกผลักจนล้มหน้าคว่ำ

โม่ฟางฟางยืนมองน้องสาวร้องไห้โวยวายที่ถูกนางผลัก เสียงร้องไห้ของโม่เวยลี่ดังจนแสบแก้วหู น่ารำคาญเสียยิ่งกว่าอะไร ทำเอานางอยากยกเท้ากระทืบไปสักที นังเด็กนิสัยไม่ดี

“เจ้าทำอะไรเวยลี่ เวยลี่เป็นอะไรลูกแม่ เจ้าเจ็บตรงไหนให้แม่ดูหน่อย ไยหัวเข่ามีเลือดเช่นนี้ ตามหมอเร็วเข้า ไปตามหมอมา…”

“เวยลี่เป็นอะไรทำไมร้องไห้ ไหนบอกพ่อมา ฟางฟาง เจ้าทำอะไรนาง ถอยออกไปเดี๋ยวนี้ ไปให้พ้นหน้าข้าก่อนข้าจะลงโทษเจ้า”

ภาพสามคนพ่อแม่ลูกกอดกันกลมช่างรกตา แค่ล้มพวกเขายังห่วงมากขนาดนี้ นี่คือความทรงจำสุดท้ายที่โม่ฟางฟางมีต่อจวนหลังนี้ เหตุการณ์สุดท้ายก่อนที่นางจะถูกไล่ออกจากจวนกลางดึก

“นี่วิ่งมาเร็วเข้า ตามข้ามาสิ จับข้าให้ได้”

เสียงหัวเราะหวานใสของโม่เวยลี่ทำให้โม่ฟางฟางหลุดออกจากความทรงจำในวัยเด็ก นางจ้องมองน้องสาวที่กำลังเล่นไล่จับเป็นเด็ก ๆ แล้วแค่นยิ้ม

ไม่ว่าจะเสียงหัวเราะตอนนี้หรือเสียงร้องไห้ในตอนนั้น มันก็น่ารำคาญไม่ต่างกัน

เรื่องราวในอดีตไม่มีอะไรที่นางลืม ลืมไม่ได้เลยจริง ๆ เพราะทุกช่วงเวลามันช่างน่าจดจำ จำจนขึ้นใจ

พร้อมหน้า

บทที่ 2 พร้อมหน้า

โม่ฟางฟางนั่งมองถ้วยชาตรงหน้า นานกว่าสามก้านธูปแล้วแต่ผู้ที่นางต้องการพบยังไม่มา ดูเหมือนการมาของนางจะทำให้เขาตกใจ

“ไหน… อยู่ไหน นังเด็กคนนั้นอยู่ไหน”

เสียงเอะอะโวยวายด้านหน้าไม่ได้ทำให้โม่ฟางฟางตกใจ นางเหยียดยิ้ม ค่อย ๆ หันไปมองทางประตูเห็นหญิงชราผู้หนึ่งเดินเข้ามาด้านในด้วยท่าทางโมโหจนหน้าแดงก่ำ

“ท่านย่าหาข้าอยู่หรือเจ้าคะ”

โม่ฟางฟางลุกขึ้นช้า ๆ นางก้าวเดินไปหยุดตรงหน้าผู้ที่นางเรียกว่าย่าแล้วจึงคำนับ

อันหยวนลี่นิ่งอึ้ง จ้องมองเด็กสาวที่ยืนตรงหน้าด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ ความงามเป็นหนึ่งยิ่งกว่าใครที่นางเคยเห็นมา แม้แต่เวยลี่หลานสาวของนางยังเทียบความงามไม่ติด และที่สำคัญ เหมือนมารดามันมาก

“เหมือนมาก เหมือนนังจิ้งจอกหวังหลินถงไม่มีผิด ผ่านมากี่ปีแล้วนะที่นังจิ้งจอกนั่นตาย สิบปีสินะ งั้นเจ้าก็ถูกไล่ไปสิบปีแล้วจะกลับมาทำไม กลับมาเป็นตัวอัปมงคลในจวนโม่ทำไม ออกไป มาทางไหนไสหัวไปทางนั้น”

โม่ฟางฟางไม่ได้รู้สึกแย่

“ใช่เจ้าค่ะ นานถึงสิบปีแล้ว ดูเหมือนท่านย่าจะไม่ดีใจที่เจอหลานสาวคนโตอย่างข้านะเจ้าคะ ถึงขั้นออกปากไล่เชียว”

“ฮ่าฮาฮ่า… ดีใจ ดีใจกับผีอะไร ตัวอัปมงคลอย่างเจ้ากับแม่เจ้าที่นี่ไม่มีใครต้อนรับ ไม่ใช่สิ ในเมืองหลวงแห่งนี้ไม่มีใครต้อนรับ บุตรสาวของสตรีที่นิสัยเลวทรามต่ำช้าใครเขาจะอยากคบหาด้วยกัน”

“เช่นนั้นหรือเจ้าคะ”

โม่ฟางฟางไม่ได้แสดงออกว่าเจ็บปวดหรือเสียใจ นั่นเพราะว่านางรู้อยู่แล้วว่าการกลับมาที่จวนโม่ต้องเจอกับอะไร ที่นี่ไม่มีใครชอบนาง เพราะนางคือบุตรสาวของสตรีที่ร้ายกาจ

มารดาของนางแย่งบุรุษของผู้อื่นไม่พอ ยังสร้างเรื่องราวมากมายเพื่อกำจัดคนที่เกลียด แต่บทตัวร้ายแม้ร้ายหากถูกเขียนให้ทำอะไรก็ล้มเหลว ทุกอย่างที่ทำยังไม่ลงมือกลับถูกเปิดโปง เหมือนเป็นตัวร้ายที่ร้ายไม่เสร็จ

“ข้าเกลียดใบหน้านี้จริง ๆ เห็นแล้วยิ่งคิดถึงสตรีที่น่ารังเกียจอย่างมารดาเจ้า”

น้ำเสียงของผู้เป็นย่าเห็นชัดว่ารังเกียจนางมากขนาดไหน ทั้งสีหน้า แววตา และน้ำเสียง ชัดเจนมากทีเดียว

“แต่ข้ากลับชอบใบหน้านี้นะเจ้าคะ งดงามดี ท่านแม่เป็นสาวงามอันดับหนึ่งในยุคนั้น ถือว่าไม่มีใครเทียบ หากท่านย่าบอกว่าข้าเหมือนท่านแม่ เช่นนั้นแสดงว่าข้าคงงดงามมากเช่นกัน”

“งดงามเพียงใบหน้าน่ะสิ แต่จิตใจชั่วช้าเลวทราม เจ้าก็คงเหมือนมารดาของเจ้าไม่มีผิด ร้ายกาจพอกัน”

อันหยวนลี่ยิ่งมองยิ่งเกลียดชัง นังหลานนอกคอกคนนี้นางไม่ต้องการให้เหยียบเข้ามาในตระกูลโม่อีกด้วยซ้ำไป มารดาเป็นอย่างไร บุตรคงไม่ต่าง

“ท่านย่าควรใจเย็น ค่อย ๆ หายใจเข้าออก ดูท่านตอนนี้สิ หน้าแดงก่ำหายใจหอบ แบบนี้ไม่ดีเอานะเจ้าคะ หากเป็นอะไรขึ้นมาจะแย่”

“นี่เจ้าว่าข้าใกล้ตายหรือไง”

“เพียงพูดเพราะห่วงเท่านั้นเจ้าค่ะ”

โม่ฟางฟางไม่นำพาท่าทางเกลียดชังปนโมโหของอีกฝ่าย ในสายตาของนางและความรู้สึก อันหยวนลี่มีฐานะเป็นย่าเพียงในนามเท่านั้น เพราะอีกฝ่ายไม่เคยทำตัวเป็นย่าที่ดีของนางเลยสักครั้งตั้งแต่นางเกิด

ทุกคนในจวนแห่งนี้รักโม่เวยลี่ เกลียดโม่ฟางฟาง เด็กสองคนที่ฐานะเท่าเทียมหากการปฏิบัติกลับแตกต่าง ถ้าบ้านเดิมของมารดาไม่ร่ำรวย ไม่ส่งเงินทองมาให้ตลอดหลังจากที่มารดาแต่งเข้าตระกูลโม่ นางคงลำบากยิ่งกว่าลูกบ่าวไพร่ชั้นต่ำ เพราะคนพวกนี้ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดู ทำเหมือนว่าจวนโม่มีคุณหนูเพียงคนเดียวนั่นคือโม่เวยลี่

หลังมารดาแต่งเข้ามาก็เป็นที่รังเกียจ แม้ตั้งครรภ์ บิดาและคนอื่นยังไร้ความสนใจ เพราะมารดาเข้มแข็งถึงผ่านมาได้ มารดาเคยบอกว่าคิดผิด คิดว่าพอแต่งกันแล้วเขาจะรักแต่กลับไม่เป็นอย่างงั้น หากทำยังไงได้ ในเมื่อรักไปหมดใจแล้ว ได้แต่สั่งสอนนางในเวลานั้นว่าอย่าได้มอบใจให้คนที่เขาไม่เห็นค่ามัน ห้าปีที่นางเติบโตในจวนโม่มีเพียงมารดาผู้เดียว หลังมารดาตาย สิบปีมานี้นางโตมาเพราะท่านตาท่านยายเท่านั้น ส่วนคนพวกนี้ไม่เคยช่วยเหลืออะไรนางเลย

“ท่านแม่ ไยมาอยู่ที่นี่ขอรับ”

โม่ฟางฟางมองไปยังประตู บิดาในความทรงจำเลือนรางปรากฏตรงหน้า เขาอยู่ในชุดขุนนางเต็มยศ ยังคงความหล่อเหลาแม้อายุมากขึ้น ด้านข้างคือสตรีในชุดสีชมพูหวานใบหน้าอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา นางเอกของนิยายที่มารดานางเล่นบทนางร้าย

จะว่าไป พระเอกนางเอกก็เหมาะสมกันจริง ๆ ดูเสแสร้งพอกัน คนหนึ่งแสร้งว่าเป็นขุนนางน้ำดี อีกคนแสร้งเป็นคนสีขาวบริสุทธิ์

“คำนับท่านพ่อ คำนับโม่ฮูหยิน”

ทุกคนนิ่งเงียบไม่กล้าขยับ เสียงหวานของโม่ฟางฟางนอกจากสะกดใจแล้วใบหน้าของนางยังสะกดคนดู พวกเขาถึงกับนิ่งไปหลายลมหายใจเมื่อมองมาที่นาง

โม่อี้คุนจ้องมองใบหน้าที่คุ้นตา เขาก้าวเดินมาหยุดตรงหน้าโม่ฟางฟางแล้วตั้งใจพินิจ ไม่ว่าจะมองมุมไหน ใบหน้านี้เหมือนราวคนเดียวกัน

“เหมือนมารดาเจ้ายิ่ง”

“เห็นท่านย่าก็บอกแบบนั้นเจ้าค่ะ”

“นั่นสิเจ้าคะท่านพี่ เหมือนมาก งดงามเหมือนมารดาไม่มีผิด ไม่ได้พบหน้าหลายปีโตขนาดนี้แล้ว”

จางหรงผิงมองเด็กสาวตรงหน้า ความงามนี้คนเทียบได้ยาก แม้แต่บุตรสาวของนางที่ว่างดงามยังเทียบไม่ติด

“ใครย่าเจ้า ข้าไม่นับเจ้าเป็นหลาน คนที่เกิดจากสตรีร้ายกาจแบบนั้นใครจะอยากได้กัน”

อันหยวนลี่ตะโกนสุดเสียง ใบหน้าแดงก่ำด้วยความไม่พอใจ หลานหรือ หลานนางมีคนเดียวเท่านั้นคือโม่เวยลี่

“ท่านแม่ใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ ฟางฟางอย่าถือสาท่านย่าเลยนะ ท่านแม่เจ้าคะ ไปพักกันเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าพาไปส่งที่เรือน”

“ข้าไม่ไปจนกว่าจะไล่นังเด็กคนนี้ออกจากจวนโม่เสียก่อน”

“ท่านแม่โปรดอย่าทำเช่นนี้”

จางหรงผิงใบหน้าซีดเซียวออกปากห้ามแม่สามี ยิ่งถูกสายตาของสามีปราม นางยิ่งพยายามลากแม่สามีออกไปจากโถง

โม่ฟางฟางมองตามผู้เป็นย่าที่ถูกพาตัวออกไป ในห้องเหลือเพียงนางกับบิดาที่ไม่ได้พบหน้ากว่าสิบปี

“ดูเหมือนท่านย่าจะเกลียดข้ามากนะเจ้าคะ”

“ที่ผ่านมามารดาของเจ้าทำไม่ดีเอาไว้เยอะ การที่ท่านย่าของเจ้าจะรู้สึกแบบนี้ก็ไม่แปลก ว่าแต่เจ้าเถอะ อะไรทำให้เจ้ากลับมาที่จวนโม่ได้”

โม่ฟางฟางเค้นยิ้มให้บิดา

“เพียงแวะมาเยี่ยมเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้จะมาอยู่ที่นี่ด้วย ไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะ”

“ก็ดี… จวนโม่ไม่มีที่สำหรับเจ้านานแล้ว เจ้าเหมือนมารดาเจ้ามากนะ ขอแค่อย่านิสัยเหมือนมารดาเจ้าก็พอ นิสัยร้ายกาจแบบนั้น ให้มีนางคนเดียวพอแล้ว”

“เหมือนมากขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ แต่คนชอบบอกว่ามารดาเป็นอย่างไรบุตรเป็นอย่างนั้นนะเจ้าคะ”

โม่ฟางฟางจ้องมองหน้าบิดา ใบหน้าราบเรียบ แววตาที่จับจ้องนางว่างเปล่าไร้ความรู้สึก

“มารดาของเจ้าร้ายกาจกับคนที่นี่มาก นางทำกับพวกเราเอาไว้เยอะก่อนตายจากไป ความดีข้อเดียวที่นางทำ คือตายก่อนเรื่องจะแย่ไปมากกว่านี้เท่านั้น”

โม่อี้คุนมองบุตรสาวคนโตแล้วถอนหายใจ เขาหลงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ายังมีบุตรสาวอีกคน นั่นเพราะเขาเกลียดชังมารดานางมากจนละเลยเด็กตรงหน้า ไม่คิดว่าจะโตขนาดนี้และงดงามเหมือนมารดาไม่มีผิด

“ความดีข้อเดียวเช่นนั้นหรือเจ้าคะ แต่คนที่นี่ก็ทำกับท่านแม่ไว้มากเหมือนกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

โม่ฟางฟางพูดด้วยน้ำเสียงติดตลก ในปีนั้นที่นางเกิด แม้จะอยู่ในร่างของทารกน้อยแต่ทุกเหตุการณ์นางจดจำได้ดี หลังนางเกิด บิดาไม่เคยมาหามารดาของนางอีกเลย ไม่ว่ามารดาจะเรียกร้องความสนใจหรือว่าทำยังไง ทำดีแค่ไหนก็เพียงเท่านั้น จนเข้าปีที่สามนางได้สามหนาว มารดาถึงเลิกพยายาม ไม่ทำอะไร ไม่วางแผนอะไรอีก ทุ่มเทกายใจเพื่อเลี้ยงดูนางเท่านั้น และยังบอกว่าหากนางโตพอจะพาออกจากจวนหลังนี้ น่าเสียดายที่วันที่จะได้ออกไปพร้อมกันไม่มีจริง มารดาถูกวางยาพิษจนตาย ทิ้งนางไว้ในจวนโม่เพียงคนเดียว ส่วนคนที่ทำก็คือบุรุษตรงหน้า เขาฆ่ามารดาของนางเพียงเพราะเชื่อว่ามารดานางทำร้ายภรรยาและบุตรที่เขารัก จนสุดท้ายก็ทอดทิ้งนางที่เป็นเลือดเนื้อไปอีกคน

ในสายตานาง คนที่ขึ้นชื่อว่าบิดาก็ไม่ได้มีความสำคัญ

“ท่านพ่อ ผู้ใดมาหรือเจ้าคะ”

เสียงหวานใสมาพร้อมกับเจ้าของใบหน้าหวาน โม่เวยลี่เดินเข้ามาพร้อมกับมองโม่ฟางฟางด้วยสายตาสงสัย

“พี่สาวเจ้า”

โม่เวยลี่นิ่งไป สายตาอ่อนโยนเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง แต่ชั่วลมหายใจก็กลับมาอ่อนโยนดั่งเดิม

“ท่านพี่ จากกันสิบปี ท่านกลับมาแล้ว”

โม่เวยลี่เข้ามาทำท่าจะกอดโม่ฟางฟางด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะสดใสดังทั่วโถง แต่ก่อนจะถึงตัว โม่ฟางฟางเบี่ยงตัวหลบเสียก่อน ทำเอาโม่เวยลี่หน้าเสียชัดเจน ทำท่าราวกับจะร้องไห้

“ท่านพ่อ วันนี้ข้าเพียงมาเยี่ยม ในเมื่อพบหน้าแล้วคงต้องขอตัวก่อน ลาเจ้าค่ะ”

“ท่านพี่ไยต้องไป ไม่พักที่จวน”

โม่เวยลี่เร่งเอ่ยปาก นางมองบิดาที่นิ่งเงียบมองพี่สาวที่หันหลังเดินออกไปด้วยใบหน้าไม่เข้าใจ ทั้งยังพยายามให้บิดาห้ามพี่สาว แต่บิดากลับเงียบไม่เอ่ยปาก

“จวนนี้ไม่เหมาะกับข้า หวังว่าจะพบกันอีก โม่เวยลี่…”

พบหน้า

บทที่ 3 พบหน้า

โม่ฟางฟางกลับขึ้นรถม้า พอประตูรถม้าปิดลง นางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ตลกจริง สีหน้าของคนพวกนั้นเมื่อเห็นนางครั้งแรก แม้แต่น้องสาวยังเก็บสีหน้าไม่อยู่

คงคิดว่าชาตินี้จะไม่ได้เจอนางแล้ว ถึงได้แสดงออกแบบนั้น ทิ้งขว้างนางไปแล้วแต่นางยังกลับมาอีก

“คุณหนูจะกลับจวนเลยหรือไม่”

“กลับเถอะ วันนี้เหนื่อยแล้ว”

โม่ฟางฟางหลับตาลง นางคิดถึงใบหน้าบิดายามเอ่ยถึงมารดาของนาง เขาดูไร้เยื่อไย เต็มไปด้วยความเกลียดชังที่มีต่อมารดาของนาง ทั้งที่มารดาของนางเพียงรักเขาเท่านั้น เขาทำกับคนที่รักเขามากได้อย่างเลือดเย็น ความผิดเดียวของผู้ที่เล่นบทนางร้ายคือรักพระเอกของเรื่องจนหูหนวกตาบอด ทุ่มทุกอย่างให้สมหวังแม้จะเป็นวิธีต่ำช้าเช่นการวางยาปลุกกำหนัดเหมือนที่มารดานางทำก็เถอะ แต่มันผิดคาด ถึงสมหวังได้แต่งงานแต่หลังจากนั้นชีวิตเต็มไปด้วยความทุกข์และน้ำตา

ตลอดเวลาที่โม่ฟางฟางอยู่ข้างกายมารดา สิ่งที่นางสัมผัสได้จากมารดาคือความรัก รักที่ให้บุตรสาวเต็มเปี่ยมเพื่อไม่ให้นางรู้สึกขาด

จวนโม่เต็มไปด้วยคนที่เกลียดชังนางและมารดา ทำให้นางและมารดาต้องคอยอยู่เคียงข้างกันเสมอ นางคอยปลอบมารดาและชี้ทาง ทำให้นางร้ายที่คิดทำร้ายคนอื่นหวังได้ความรักคิดได้ แต่พอถึงวันที่นางและมารดาพร้อมไปจากที่นี่ ยาบำรุงถ้วยหนึ่งก็พรากมารดาของนางไปทั้ง ๆ ที่พวกนางจะไปอยู่แล้ว ไปจากจวนโม่

“ฟางฟาง จำเอาไว้ อย่าได้รักใครง่าย ๆ อย่าได้ให้ใจผู้ใดง่าย ๆ เหมือนแม่”

โม่ฟางฟางในวัยห้าหนาวพยักหน้ารับ นางมองมารดาที่กำลังจะสิ้นใจด้วยน้ำตา แม้มารดาของนางจะร้ายกับคนอื่นแต่ดีกับนางมาก รักนางยิ่งกว่าสิ่งใด ทั้งยังพยายามปกป้องนางจากคนพวกนั้นที่อ้างตัวว่าเป็นคนดี

“ท่านแม่ อดทนหน่อย พวกเขาไปตามหมอมาแล้ว”

“ฟางฟางเด็กดี เจ้าต้องเข้มแข็ง เข้าใจหรือไม่ เข้มแข็งและยืนหยัดให้ได้ แม่อยากเห็นเจ้ามีความสุข จงยิ้มให้กว้างและหัวเราะให้ดัง หากจวนโม่ทำร้ายเจ้า จำเอาไว้เราคือคนตระกูลหวัง”

“เจ้าค่ะ”

“แม่… อึก แม่รักเจ้า รัก… รักยิ่งกว่าใคร ขอโทษเจ้าด้วย ขอโทษที่อยู่กับเจ้าไม่ได้แล้ว ลูกแม่…”

อันที่จริงโม่ฟางฟางกลับมาเมืองหลวงไม่ใช่เพียงแก้แค้นแต่เพื่อทำการค้าของตระกูลด้วย ตระกูลหวังมีบุตรเพียงคนเดียวนั่นคือมารดาของนาง หลังมารดานางตายเหลือนางที่เป็นหลานสาว ทั้งท่านตาท่านยายทุ่มเทเลี้ยงดูนางด้วยความรักความใส่ใจที่เมืองทางเหนือ แม้ห่างไกลเมืองหลวงหากมีครบทุกด้าน การศึกษา เงินทอง ของมีค่า พวกเขามอบให้นางจนล้นมือ

ตระกูลโม่รับราชการถือว่ามีความดีความชอบ ต่างจากตระกูลหวังของฝั่งมารดาเน้นค้าขาย แต่ค้าขายมีข้อดี นั่นคือร่ำรวย

หลังจากอายุได้แปดหนาว นางเข้ามาดูแลกิจการช่วยผู้เป็นตาที่ล้มป่วย แม้ทุกคนจะไม่เชื่อในฝีมือ แต่โม่ฟางฟางก็พิสูจน์ตัวเองและผ่านมันมาได้ นั่นไม่ใช่เพราะนางมีพรสวรรค์ แต่เพราะความทรงจำในชาติภพก่อนที่ทำให้นางหาลู่ทางสร้างเงินเพิ่มได้ จากที่ตระกูลหวังมั่งคั่งมากอยู่แล้ว เวลานี้เรียกว่าแสนมั่งคั่งเงินทองและเส้นสายอำนาจคน

อยู่ ๆ รถม้าที่แล่นบนถนนก็หยุดลงดื้อ ๆ ทำเอาโม่ฟางฟางที่คิดอะไรเพลิน ๆ ต้องเปิดม่านดู

ด้านหน้ามีเรื่อง ดูเหมือนว่าจะเป็นคนของทางการกำลังไล่จับคน

“คุณหนู คนของทางการไล่ล่าคนเจ้าค่ะ”

“พวกเจ้าเร่งถอยออกไปจากรถม้า”

โม่ฟางฟางเอ่ยปากเสียงราบเรียบคนของนางก็ถอยห่างออกไปตามคำสั่ง เพราะคนที่ถูกไล่ล่าวิ่งหน้าตั้งมาทางรถม้าของนางแล้ว นางมองเห็นการต่อสู้เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น ทหารกว่าสิบนายไล่ต้อนคนเพียงคนเดียว หากแต่ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นไม่ได้ตกเป็นรอง ดูจากการก้าวเท้าและการแกว่งดาบในมือถือว่าชำนาญยิ่ง และนางคิดว่าเขาน่าจะหนีพ้น เพราะม้าตัวนั้นที่ถูกผูกไว้ไม่ไกลแต่ว่าปัญหาคือเขาต้องขี่มันมาทางนี้

"หลีกไป บอกให้หลีก”

ม้าที่โจรชิงมาได้วิ่งตรงมาทางโม่ฟางฟาง หากนางไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัว กลับนั่งนิ่งในรถม้า เสียงโวยวายตะโกนดังไปรอบรถม้า

เสียงดาบที่ปะทะดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เหมือนว่าจะสู้กันข้างรถม้านาง ไม่ผิด เป็นแบบนั้นจริง ๆ เมื่อโม่ฟางฟางมองผ่านช่องหน้าต่าง นางเห็นบุรุษหล่อเหลาผู้หนึ่งกระโดดมาจากไหนไม่รู้มาขวางทางโจรเอาไว้ ถือว่าเป็นคนรูปงามเลยทีเดียว หล่อเหลาแลดูสูงส่ง นางจ้องมองเขาสู้กับโจรด้านในรถม้าเงียบ ๆ ทำเหมือนกับว่าบนรถม้าคันนี้ไร้ผู้อยู่ด้านใน กระทั่งปลายดาบแหลมคมทะลุเข้ามาด้านใน เฉียดผ่านตัวนางไปเพียงเล็กน้อย

โม่ฟางฟางถึงขั้นถอนหายใจ พวกเขาทำรถม้าของนางเป็นรู และคนจากทางการมักจะไม่ชดใช้ค่าเสียหายพวกนี้

เพียงรูเดียวนางไม่ว่า แต่นี่ถึงขั้นกระโดดมาสู้กับบนหลังคารถม้าของนาง

การต่อสู้ดำเนินไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายหลังคารถม้าก็แบกรับน้ำหนักของบุรุษสองคนที่กำลังเข่นฆ่ากันไม่ได้ มันพังถล่มลงมา ดีที่โม่ฟางฟางไหวตัวทัน นางเปิดประตูรถม้าและกระโดดออกมายืนที่พื้นได้อย่างมั่นคง เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นศีรษะโจรผู้นั้นกลิ้งมาหยุดตรงพื้นเท้า

เลือดสีแดงไหลนองเต็มพื้น กลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่วจนหลายคนที่เห็นอาเจียนกรีดร้อง หากโม่ฟางฟางกลับนิ่งเฉยมองศีรษะที่ว่าด้วยสายตาเย็นชาไร้ความกลัว

“คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

มี่หลินเดินเข้ามาถามพลางมองศีรษะที่อยู่ไม่ไกล สองนายบ่าวไร้ความกลัว

“ข้าไม่เป็นอะไร ไปกันเถอะ จากนี้คงต้องเดินไปแล้ว”

“ช้าก่อนแม่นาง”

เสียงจากด้านหลังทำให้โม่ฟางฟางชะงัก นางหันไปมองบุรุษในชุดขาวที่สู้กับโจร ไม่น่าเชื่อว่าเขาสู้กับโจรอย่างดุเดือดแต่ว่าอาภรณ์บนตัวไร้ร่องรอยใด ๆ ไม่มีแม้แต่รอยเลือด นับว่ามากฝีมือ ทั้งเก่งทั้งหล่อเหลา

หม่าเฟยยี่มองหัวของโจรสลับกับสตรีในชุดสีแดงสดตรงหน้า หากเป็นคนอื่นคงกรีดร้องหรือไม่ก็หมดสติ แต่นางกลับนิ่งเฉยด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ออกไปทางเบื่อหน่าย ช่างเป็นสตรีที่ประหลาดจริง ๆ ไหนจะมีความงามที่หาได้ยาก ครั้งแรกที่เขาเห็นยังตกตะลึงในความงาม แม้แต่เส้นผมยังงดงามราวม่านน้ำตกสีดำสนิท

‘งดงามดั่งเทพธิดา’ คำนี้คงใช้กับนางได้ งดงามยิ่งกว่าสาวงามสามอันดับแรกของเมืองหลวงเสียอีก

“ขออภัยด้วย ข้านึกว่าในรถม้าไม่มีคน”

“ข้าพอเข้าใจได้เจ้าค่ะ”

“เรื่องรถม้า ข้าจะชดใช้คืนให้”

“หากท่านว่าเช่นนั้นข้าก็ไม่ติดขัด”

“แล้วจะไปที่ไหน ในเมื่อข้าเป็นผู้ทำรถม้าของท่านเสียหาย ข้ายินดีจะไปส่ง”

โม่ฟางฟางจ้องมองบุรุษที่เสนอตัว นางไม่ได้กลับมาเมืองหลวงนานมากแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจวนตระกูลหวังอีกไกลมากแค่ไหนหรือต้องไปทางไหน

“ตระกูลหวัง”

“ตระกูลหวัง… เจ้าเป็นคนตระกูลหวัง”

“เป็นเช่นนั้น”

หม่าเฟยยี่เงียบไป เรื่องราวของสตรีตระกูลหวังคือเรื่องเล่าที่เขาได้ยินมาตั้งแต่เด็ก สตรีที่ทำเรื่องน่าไม่อายมากมาย แย่งชิงคนรักของผู้อื่นทั้งยังกล้าทำเรื่องงามหน้าเพื่อให้เขาแต่งงานด้วย ได้ยินว่าตระกูลหวังไร้เจ้าของมานานเพราะนายท่านของจวนอยู่หัวเมืองทางเหนือ แล้วนางเกี่ยวข้องยังไงกับพวกเขา มารดาเขาบอกว่าตระกูลหวังมีบุตรสาวคนเดียวซึ่งคือสตรีที่ร้ายกาจผู้นั้นที่ตายแล้ว

“ตระกูลหวังอยู่ด้านเหนือของเมืองไกลจากที่นี่มาก ข้าจะให้คนของข้าไปส่ง แบบนี้จะได้เร็วและไม่เหนื่อย ส่วนเรื่องรถม้า ข้าจะชดใช้คือให้แน่นอนแล้วจะให้คนนำไปจัดส่ง วันนี้เพราะต้องไล่ล่าคนร้ายทำให้เกิดความเสียหาย ขออภัยจริง ๆ”

“ข้าไม่ต่อว่าท่าน”

โม่ฟางฟางเห็นรถม้าวิ่งมาหยุดตรงหน้า นางเพียงมองเขาอีกหนแล้วเดินขึ้นรถม้า วาสนาทำให้พานพบ เช่นนั้นนางและเขาคงมีวาสนาต่อกัน แต่คนเราทิ้งวาสนาได้ง่ายดายยิ่ง เจอกันวันนี้วันหน้าคือคนแปลกหน้า ช่วยเหลือกันวันนี้วันหน้าเข่นฆ่าก็ยังมี

“เดี๋ยวก่อน… ข้าขอถามชื่อแซ่ได้หรือไม่”

“โม่ฟางฟาง…”

หม่าเฟยยี่ขมวดคิ้วแน่นมองรถม้าที่แล่นออกไป โม่… ตระกูลโม่เช่นนั้นหรือ แต่โม่ฟางฟางเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แล้วนางยังไปที่จวนตระกูลหวังด้วย นางเป็นใครกันแน่

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...