โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การโกหก เป็นความ ผิด-บาป หรือแค่ สัญชาตญาน - JPW

LINE TODAY SHOWCASE

เผยแพร่ 05 เม.ย. 2565 เวลา 14.17 น. • JPW

“การโกหก” เป็นความ ผิด-บาป หรือแค่ สัญชาตญาณ

Humans lie are sin-demerit or just instinct 

วันที่ 1 เมษายน ของทุก ๆ ปี ได้กำหนดไว้ให้เป็น April Fool’s Day คือวันที่เราสามารถโกหกและอำกันได้โดยไม่ผิดแต่เพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ถือเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนทั่วโลก เราสามารถโกหกและอำกันได้โดยไม่โดนตำหนิ และผู้ถูกโกหกก็จะต้องไม่โกรธด้วย มีกันมาตั้งแต่ยุคโรมันในศตวรรษที่ 16-19 เลยทีเดียว

โดยส่วนตัวผมอยากตั้งข้อสังเกต และชวนคิดกันในเรื่องราวของการ “โกหก” ในหลายๆมิติมากกว่าจะมองเป็นเพียงเรื่องที่ ผิด หรือเป็นบาป ผู้ใดโกหกกลายเป็นคนบาปและมักถูกรังเกียจ ตำหนิ โดนตัดขาดจากความไว้วางใจ ต่างๆนานา

 “มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมทิยามิ” คือ ศีลข้อ 4 หนึ่งในศีลห้าข้อสำหรับฆราวาส(คนที่ไม่ใช่ภิกษุสงฆ์)ที่ว่าด้วยการการลดละหรือมีสติในด้านคำพูดไม่ว่าการโกหก พูดหยาบ หรือส่อเสียด ศีลห้าข้อนั้นแนะนำไว้สำหรับเป็นข้อพึงปฎิบัติในการดำรงชีวิตเพื่อให้ห่างไกลจากความทุกข์ เป็นข้อแนะนำจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาแห่งศาสนาพุทธ เมื่อกว่าสองพันกว่าปีมาแล้ว แต่ศีลข้อที่ 4 ดังกล่าวมักจะโดนตัดถอนข้อความและความหมายให้เน้นหนักเฉพาะเรื่องการโกหกเป็นหลัก จากข้อแนะนำของพระศาสดาในการปฎิบัติตัว ได้พัฒนามาอย่างมหัศจรรย์พันลึก ถึงขั้นให้เห็นภาพว่าผู้ที่พูดโกหกนั้นยามตายไปจะต้องเจอการลงทัณฑ์จากขุมนรกทรมานยาวนานแค่ไหนและโดนทรมานอย่างไร ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง นรกนั้นต้องเตรียมพื้นที่ไว้ให้พอสำหรับคน7-8พันล้านคนเลยทีเดียวและจะเพิ่มขึ้นในทุกๆปีตลอดเวลา เพราะทุกคนในโลกนี้ เกิดมามีใครบ้างที่ ไม่เคยโกหก!!! 

 ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ ทำไมเราทุกคนถึงโกหกเป็น ทั้งที่ตั้งแต่เกิดมาบนโลกใบนี้คงไม่มีพ่อแม่คนไหนสอนให้ลูกๆโกหก หรือเมื่อเข้าโรงเรียน จะมีสถานศึกษาแบบไหนกันที่จะสอนการโกหกให้กับลูกศิษย์ แต่ทำไมเราทุกคนถึงโกหกกันเป็น ถ้าแบบนั่นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่การโกหกนั้น คือธรรมชาติแห่งสัญชาตญานของมนุษย์ ดั่งเช่นเดียวกับการ กระพริบตา การหายใจ การส่งเสียง การขับถ่าย หรือการกิน ที่สามารถเกิดขึ้นได้เองตั้งแต่เกิดโดยไม่ต้องรับการสั่งและสอนเลย

BBC Science Focus ได้เสนอข้อมูลจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2016 ของ ศาสตราจารย์ Timothy Levine ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร พบว่าการ “โกหกเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการเด็กตามปกติซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย” และได้ตรวจสอบสาเหตุของการโกหก พบอีกว่าการโกหกส่วนใหญ่เกิดขึ้นด้วยเหตุผลที่เห็นแก่ตัว เช่น การปกปิดการล่วงละเมิดส่วนบุคคล หรือการหาผลประโยชน์ทางเศาษฐกิจ ที่น่าสนใจคือพบว่า การโกหกยังเป็นไปเพื่อการปกป้องความรู้สึกของผู้อื่น และเพื่อรักษามารยาททางสังคม โดยรวมแล้วอาจจะกล่าวได้ว่า การโกหกนั่นเกิดขึ้นและพัฒนาไปตามสัญชาตญานตามธรรมชาติของมนุษย์

ยุคนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่มีการโกหกกันมากที่สุดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เมื่อมีการเกิดขึ้นของระบบเครือข่ายอินเตอร์เนต ตามมาด้วยการ ปรากฎขึ้นของ “โลกเสมือน” ผมเคยเขียนถึงที่มาที่ไปของโลกเสมือน ชื่อ “ประวัติย่นย่อของโลกเสมือน” ทำให้การติดต่อสื่อสารระหว่างกันกว้างขวางและทั่วถึงมากขึ้น และเมื่อการโกหกเป็นสัญชาตญานพื้นฐานของเรา มันจึงย่อมกระจายตัวไปพร้อมๆกับการเติบโตของระบบดังกล่าว ซึ่งโลกเสมือนจะมีบทบาทกับชีวิตเรามากขึ้นเรื่อยๆในระบบโลกใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 ผมชอบคำพูดของ ทนาย ฮงชายอง จากซีรีย์ Vincenzo (ทนายมาเฟีย) ตอนหนึ่งประโยคที่ว่า “ในโลกของอินเตอร์ ฉันเชื่อข้อมูลอยู่ สองอย่างด้วยกัน 1) คือ วันที่ และ 2) คือ เวลา” ประโยคดังกล่าวจิกกัดต่อ ความโกหก และคำหลอกลวง ในโลกเสมือนได้อย่างแสบๆคันๆและ เห็นภาพชัดเจนถึงการมีอยู่อย่างมากมายของการโกหกในโลกยุคใหม่นี้ และจะยิ่งทวีความรุนแรงและเข้มข้นแนบเนียนขึ้นเรื่อยๆ

ในหนังสือโฮโมเซเปียน (Sapiens : A Brief History of Humankind) ของ Yuval Noah Harari ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจมาก ว่าการพัฒนาและการเอาตัวรอดมาได้ของอารยธรรมมนุษยชาตินั้นเป็นผลจาก การนินทา!! ถ้าเป็นอย่างที่ว่าจริงในการสื่อสารและนินทาแต่ละครั้งย่อมต้องมีคำโกหกหลอกลวงผสมปนเปร่วมอยู่ด้วยไม่มากก็น้อยเพื่อหวังผลต่อจุดประสงค์บางอย่างทั้งในระดับปัจเจกชน และระดับสังคมแน่นอน

 เพราะฉะนั่นในยุคที่การโกหกแพร่กระจายอย่างกว้างขวางเหมือนทุกวันนี้ อาจยิ่งเป็นตัวเร่งให้อารยธรรมมนุษย์พัฒนาอย่างก้าวกระโดดได้หรือไหม? เหล่านี้จึงน่าจะนำไปตั้งข้อสังเกตุและขบคิดกันต่อ แล้วมันสมควรหรือไม่ที่เราจะตีกรอบ “การโกหก” เป็นแค่ความผิด-บาป จนต้องด่าทอ และสาปแช่งและตอกย้ำต่อกันจนขาดไปซึ่งความไว้วางใจต่อกันในที่สุด ในเมื่อมันอาจจะเป็นเพียงสัญชาตญานในการเอาตัวรอดที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

วกกลับมาพิจารณาถึง ศีล 5 ข้อในพุทธศาสนา ถ้าหากเราตั้งข้อสังเกตดูแล้วจะเห็นภาพลางๆ ว่าทั้ง 5 ข้อนั้น พระพุทธเจ้าให้คำแนะนำ โดยยึดโยงมาจากสัญชาตญานของมนุษย์ใช่หรือไม่? ข้อ 1) ว่าด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อย่างที่รู้ๆกันการฆ่านั้นอยู่ควบคู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ ข้อ 2) การลักทรัพย์ ก็คือสัญชาตญานอย่างหนึ่งที่เราสามารถพัฒนาเองโดยที่ไม่ต้องมีใครสอน 3) เกี่ยวกับการผิดประเวณี ข้อนี้ก็ชัดเจนว่าการสืบพันธุ์นั้นเป็นสัญชาตญานธรรมชาติของคน ข้อ 4) การพูดโกหก คำหยาบ ส่อเสียด และ ข้อ 5) การดื่มของมึนเมา ก็คือสัญชาตญานการกินดื่มของคนนั่นเอง และเมื่อพิจารณาให้ลึกลงไปในรายละเอียด จะเห็นว่าแต่ละข้อนั่นมีข้อละเว้นให้อยู่ เช่น ถ้าฆ่าสัตว์เพื่อบริโภคก็ไม่บาป , เราสามารถสืบพันธ์ได้ แต่ไม่ควรผิดลูกเมียผู้อื่น หรือ สามารถตื่มสุราหรือน้ำเมาได้เพื่อเป็นยา แต่ไม่ควรเกิน หนึ่งข้อนิ้วมือ เป็นต้น อาจเป็นเพราะองค์พระศาสดา เข้าใจถึงธรรมชาติ ว่าเหล่านี้เป็นดั่งสัญชาตญาตธรรมชาติ ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง ทำได้แค่ควบคุม และวางกรอบขอบเขต เพื่อจะได้ให้ความทุกข์ห่างไกลจากเราเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อย เมื่อลองไปพิจารณาอีกศาสนาที่ถือได้ว่ามีผู้นับถือมากที่สุดในโลกอย่าง คริสต์ศาสนา จะเห็นว่ามีขั้นตอนในการผ่อนปรนต่อการกระทำผิดอย่างการสารภาพบาปต่อบาทหลวง หรือแม้แต่วันกิจกรรมอย่าง April Fool’s Day ที่จุดเริ่มต้นมาจากชาวตะวันตกที่ส่วนใหญ่เป็นคริสเตียน ก็เปรียบเหมือนวันปล่อยผี ที่ให้เราระบายสัญชาตญาณดิบ ในด้านการใช้คำพูดโกหกหลอกลวงอย่างเต็มที่โดยไม่มีความผิดหากไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนหรือสูญเสีย เหล่านี้จะเห็นได้ว่า ศาสนาดังที่ยกตัวอย่างมาข้างต้นนั่นเข้าใจถึงอย่างลึกซึ้งว่า การโกหกนั่นเป็นสัญชาตญานตามธรรมชาติของมนุษย์ ที่ไม่สามารถห้ามปรามให้เลิกกระทำอย่างเด็ดขาดได้ ทำได้เพียงแนะนำ และวางแนวทางในการจะอยู่ร่วมกับสัญชาตญานนี้อย่างเป็นสุขได้อย่างไร แน่นอนที่ว่า การโกหกย่อมไม่ใช่สิ่งดี แต่ การโกหกดีๆ ย่อมมีอยู่อย่างแน่นอน ในสิ่งที่น่ากังวลนั่นคือ เมื่อเรายังไม่เข้าใจว่าการโกหกนั้นเป็นสัญชาตญานของมนุษย์ทุกคนที่มีมาแต่กำเนิด แต่กลับตีความว่าการโกหกนั้นเป็น ความผิด-บาปมหันต์และเกิดขึ้นจากนิสัยแย่ๆของผู้โกหก จนถึงขั้นพิพากษาด้วยความรู้สึกในทันทีต่อบุคคลคนนั่น ด้วยความไม่เข้าใจถึงเหตุผลของการโกหกครั้งนั่นอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นภายในครอบครัว เพื่อนฝูง คู่รัก หรือคนที่ทำงาน เมื่อการโกหกนั่นเป็นดั่งสัญชาตญาน มันมักย่อมมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลง เมื่อโดนจับได้ว่าโกหกแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ได้ส่งผลเสีย กลับโดนตำหนิ หรือลงโทษอย่างรุนแรงซ้ำๆ จนซึมลึกลงไปในจิตใจ ธรรมชาติย่อมวิวัฒนาการให้เกิดการเอาตัวรอด นั่นคือระบบความคิดที่จะจัดหาวิธีโกหกอย่างไรให้แนบเนียนขึ้น บ่อยขึ้น และโกหกในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ผมอยากชวนคิดคือ ถ้าเรารู้ว่าใครสักคนที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น คนในครอบครัว ญาติ เพื่อนฝูง คนรัก หรือคนที่ทำงาน กำลังโกหก เราควรจะพิพากษาเขาทันทีหรือไม่และบอกต่อคนอื่นให้รู้ว่าคนนี้คนนั่นเป็นคนโกหก ต่อให้เขาจะโกหกต่อสิ่งนั่นมาซ้ำๆ ก่อนที่จะพิพากษาเขา เราควรดูเหตุและผล พร้อมตั้งสติว่าสิ่งที่เขาโกหกนั่นเพื่อจุดประสงค์ใด และส่งผลกระทบต่อใครร้ายแรงแค่ไหน ถ้ามันไม่ได้ร้ายแรงเสียหาย เราควรพูดแค่ครึ่งคำ หลับตาข้างเดียวกันบ้าง จะดีกว่าไหม? เมื่อมันก็คือแค่สัญชาตญานตามธรรมชาติของมนุษย์ทุกๆคนบนโลกใบนี้ ถ้าทำได้ความขุ่นข้องหมองมัวระหว่างกันในสังคมนี้จะจางเบาไปได้ขนาดไหนเชียวนะ? สมัยเด็กๆผมเคยแหงนหน้ามองฟ้าในยามค่ำคืนของคืนเดือนมืด เห็นดวงดาวมากมายและเข้าใจว่ามันคือดวงดาวทั้งหมดที่จักรวาลมีอยู่ พอโตขึ้นก็รู้ว่าดวงดาวที่เราเห็นนั่นเป็นแค่ส่วนหนึ่งยังมีดวงดาวอีกนับไม่ถ้วนที่ไม่ได้ส่องแสงออกมาให้เราเห็น ผมเคยคิดว่าแม้แต่ธรรมชาติก็ยังโกหกเราแอบซ่อนบางสิ่งเอาไว้เสมอ แต่พอมาคิดอีกที ธรรมชาตินั่นไม่ผิดเลย แต่เป็นเราเองที่ยังเรียนรู้และค้นหาความจริงไม่เพียงพอ หลังจากนั่นเมื่อใดที่ผมโดนโกหก นั่นคือเวลาที่ผมจะได้เรียนรู้ว่าสิ่งใดที่เรายังขาดและต้องเรียนรู้เพิ่มเพื่อเท่าทันกับสถานการณ์ เพื่อจะตัดสินใจว่าจะวางเฉยหรือจัดการอย่างไร วันที่ 1 เมษายน ก็อาจยังคงจะเป็นวัน April Fool’s Day ไปอีกนานหลายปี แต่มันจะมีความสำคัญอะไรเมื่อในยุคนี้ ยุคแห่ง “โลกเมือน” ยุคที่การโกหกเฟื่องฟูที่สุดในประวัติศาสตรมนุษยชาติ หรือทุกวันนี้มันเป็นวัน All Day Fool’s Time ไปแล้วรึเปล่านะ??? JPW / LINE 3, 2022

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...