โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ ‘เถ้าแก่น้อย’ จับมือกับ ‘Orion’ โอกาสเติบโต?

The Bangkok Insight

อัพเดต 28 ต.ค. 2562 เวลา 02.31 น. • เผยแพร่ 28 ต.ค. 2562 เวลา 02.26 น. • The Bangkok Insight

เถ้าแก่น้อย x Orion Group เป็นประเด็นที่แฟนคลับหุ้นสาหร่ายห้ามพลาดเลย เมื่อ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น TKN ประกาศร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรใหม่อย่าง โอริออน กรุ๊ป (Orion Group) ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าในประเทศจีนแต่เพียงผู้เดียว

ในวันแถลงข่าว (10 ต.ค.) ราคาหุ้น TKN ก็กลับมาให้นักลงทุนชุ่มชื่นใจอีกครั้งแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ โดยปรับขึ้นโดดเด่นไปทำจุดสูงสุดที่ 12.20 บาท ก่อนจะปิดตลาดที่ราคา 11.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.85% ด้วยปริมาณซื้อ-ขายค่อนข้างหนาแน่น 324.79 ล้านบาท สูงสุดในรอบกว่า 2 เดือน 

“ดีลนี้สำคัญอย่างไรและมีเรื่องอะไรบ้างที่ควรรู้”

1. Orion Group เป็นผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายขนมชั้นนำจากเกาหลีใต้ ซึ่งมีขนาดใหญ่ติด Top 15 ของโลก สำหรับสินค้าที่รู้จักกันดี เช่น Choco Pie Cake และ Pokachip Potato Chips

นอกจากนี้ Orion ได้ขยายธุรกิจเป็นผู้จัดจำหน่ายขนมในหลากหลายประเทศไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม รัสเซีย และจีน ซึ่งสำหรับประเทศจีน ทาง Orion มีประสบการณ์ทำธุรกิจมาแล้วกว่า 30 ปี 

2. การแต่งตั้งตัวแทนจัดจำหน่าย (Distributor) ครั้งนี้ เถ้าแก่น้อย ได้ยกสิทธิ์ขายสินค้าในจีนให้ Orion แต่เพียงผู้เดียว จากเดิมที่ตลาดจีนมี Distributor จำนวน 3 ราย

สาเหตุน่าจะมาจากที่ เถ้าแก่น้อย โดน Distributor รายหนึ่งในจีน Copy สินค้าไปขายเอง ทำให้ต้องยกเลิกสัญญาและเกิดคดีฟ้องร้องยืดเยื้อ เพราะฉะนั้นจึงตัดสินใจตัดปัญหาด้วยการยกสิทธิ์ให้ Orion ดูแลไปเลยคนเดียว  

3. Orion เข้ามาซื้อหุ้น Big Lot ของ TKN จำนวน 3.5% คิดเป็นมูลค่า 483‬ ล้านบาท อีกทั้งหากดีลนี้ประสบความสำเร็จทางเถ้าแก่น้อยก็พร้อมเปิดโอกาสให้ Orion เข้ามาถือหุ้นเพิ่มเติมอีก เพื่อสร้างโอกาสเติบโตร่วมกัน

อย่างไรก็ดี ผู้บริหารยืนยันว่า “ครอบครัว พีระเดชาพันธ์”จะยังคงนโยบายถือหุ้น TKN ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 51% จากปัจจุบัน​ที่อยู่​ระดับ 58% 

4. ปัจจุบันมูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวในจีนอยู่ที่ประมาณ 3 แสนล้านบาท ตลาดผลิตภัณฑ์สาหร่ายคิดเป็น 0.5% ของมูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท สำหรับเถ้าแก่น้อยมีส่วนแบ่งตลาดสาหร่ายในจีนราว 30%

เทียบกับมูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวไทยอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท ตลาดผลิตภัณฑ์สาหร่ายคิดเป็น 10% ของมูลค่าขนมขบเคี้ยวทั้งหมด หรือคิดเป็นมูลค่า 3 พันล้านบาท สำหรับเถ้าแก่น้อยมีส่วนแบ่งตลาดในไทยราว 70% 

ดังนั้น จากตัวเลขดังกล่าวหากบริษัทรุกตลาดจีนได้มากขึ้น นั่นหมายถึงศักยภาพในการเติบโตได้อีกเท่าตัวในอนาคต 

5. เป้าหมายในการจับมือครั้งนี้ คือ เพิ่มยอดขายปีละ 30% ในประเทศจีน และจะเปิดตลาดที่เกาหลีใต้กับรัสเซียอีกตามลำดับ เพื่อยอดขาย 10,000 ล้านบาทภายในปี 2024 ซึ่งรายได้ปัจจุบันในปี 2018 อยู่ที่ 5,697 ล้านบาท

ทั้งนี้ จะมาจากการเพิ่มจุดจำหน่ายจาก 30,000 จุดเป็น 150,000 จุด หรือมากกว่า 5 เท่าตัว  อัตรากำลังการผลิตจาก 65% เป็น 75-80% ทำให้เกิด Economy of Scale ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

โดยสรุปถือว่าเป็นดีลที่น่าสนใจทีเดียว สำหรับเถ้าแก่น้อย  การหาโอกาสสร้างการเติบโตใหม่ๆ อย่างไรก็ดีที่เราเคยบอกไป เถ้าแก่น้อย เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดสูงเอามากๆ รวมถึง P/E ปัจจุบันก็สูงกว่า 45 เท่า เรื่องนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่น่ากังวลอยู่ไม่น้อย 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...