โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ไดเอทยังไงก็อ้วนเท่าเดิม! 7 ทริคสุดเจ๋ง ให้สาวๆ หลุดพ้นจาก 'ภาวะน้ำหนักไม่ลง' ผอมเร็วทันใจชัวร์ ♡

SistaCafe

อัพเดต 02 พ.ย. 2563 เวลา 03.34 น. • เผยแพร่ 31 ต.ค. 2563 เวลา 07.00 น. • Mollacake

☆ สวัสดีค่า สาวๆSistaCafeคนอยากผอม หุ่นสลิม สกินนี่เกิร์ลทุกคน ☆
เราเชื่อว่าสาวๆ ที่มีน้ำหนักส่วนเกินเยอะ และเข้าวงการไดเอทอย่างเต็มตัว ทั้งคุมอาหาร ออกกำลังกายอย่างหนักเนี่ย จะมีแพทเทิร์นของร่างกายเหมือนๆ กัน คือช่วงแรกน้ำหนักจะลดฮวบเพราะร่างกายตกใจ ยังไม่ชิน แต่เมื่อผ่านไปสักพัก ประมาณ 3-4 เดือนขึ้นไป น้ำหนักจะเริ่มนิ่งละ ไม่ขยับขึ้นแต่ก็ไม่ลง บางคนนิ่งเป็นสัปดาห์ บางคนนิ่งเป็นเดือน บางคนนิ่งเกือบปีก็มี ทั้งที่คุมอาหาร ออกกำลังกายเหมือนช่วงแรกก็ไม่สะเทือนใดๆ ทั้งนั้น บอกเลยว่าเป็นท้อ! บางคนถึงกับบ่นว่า ' หรือเราจะมาสุดทางได้แค่นี้ ' TT_TT
ต้องอธิบายก่อนว่า ภาวะน้ำหนักไม่ลง หรือ ' Hit the plateau ' นี้ เกิดขึ้นได้กับทุกคนเป็นเรื่องปกติค่ะ! เนื่องจากร่างกายเคยชินกับจำนวนแคลอรี่และกิจกรรมเผาผลาญพลังงานต่อวันแล้ว ทำให้ร่างกายปรับตัวและไม่ลดน้ำหนักลงไปอีกเพราะกลัวจะอดตาย ดังนั้นถ้าอยากให้น้ำหนักขยับลง ก็ต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ใหม่! ใครที่กำลังเจอปัญหานี้อยู่ วันนี้เราเอา ' 7 ทริคให้หลุดพ้นจากภาวะน้ำหนักคงที่ ให้ผอมลงอย่างต่อเนื่อง ' มาบอกต่อให้สาวๆ ไปลองทำดูกัน ไม่จำเป็นต้องทำตามทุกข้อ รับรองว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขบนตาชั่งแน่นอน ไม่เชื่อก็ลองทำดูได้เลย เราขอท้า!

1. กินอาหารที่มี 'ค่าดัชนีน้ำตาล (GI)' ต่ำ ให้มากที่สุด

สำหรับสาวๆ ที่ไดเอทมาระยะหนึ่ง น่าจะเข้าใจคำว่า ' ค่าดัชนีน้ำตาล ' หรือ Glycemic Index ( GI ) บ้างไม่มากก็น้อย โดยค่า GI จะมีเฉพาะในอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เป็นค่าวัดความสามารถในการดูดซึมอาหาร ทำให้ระดับน้ำตาลเพิ่มสูงขึ้น หากอาหารไหนมีค่า GI เยอะ แสดงว่ากระตุ้นน้ำตาลในเลือดได้เร็ว เช่นพวกแป้งขาวขัดสีต่างๆ ส่วนอาหารที่มีค่า GI น้อย แสดงว่าไม่ค่อยมีผลกับระดับน้ำตาลในเลือด เช่น ข้าวกล้องไม่ขัดสี ผักผลไม้สดต่างๆ ค่ะ 
หากน้ำหนักไม่ลง เป็นไปได้ว่าเธอยังกินอาหารที่ค่า GI สูงอยู่เยอะเกินไป ทำให้ร่างกายไม่เผาผลาญไขมันเท่าที่ควร ลองปรับมากินผักผลไม้สดที่ค่าดัชนีน้ำตาลต่ำให้มากขึ้น ตัดแป้งขาวให้น้อยลง ไม่นานรูปร่างของเธอจะผอมลงจนสังเกตได้ เพียงเลือกกินตามลิสต์ด้านล่างค่ะ
ผลไม้ที่ค่า GI ต่ำ : แอปเปิ้ล, แอพริคอทแห้ง, กล้วยที่ยังไม่สุกเต็มที่, พีช, สตรอว์เบอร์รี่, ส้ม, เชอร์รี่, มะพร้าว, แครนเบอร์รี่,บลูเบอร์รี่, ลูกแพร์, พลัม, เกรปฟรุต เป็นต้น
ผักที่ค่า GI ต่ำ : แครอท, ถั่วเขียว, หัวหอม, ผักกาดหอม, ผักใบเขียว ( ผักโขม, ผักคะน้า, หัวบีท ), มะเขือเทศ, แตงกวา, เห็ด, กะหล่ำปลี, บร็อคโคลี่, กะหล่ำดอก, เซเลอรี่, มะเขือม่วง, พริกหยวก เป็นต้น

2. ออกกำลังกายให้ 'หลากหลายประเภท' มากขึ้นกว่าเดิม

การออกกำลังกายแต่ประเภทเดิมๆ ซ้ำๆ อยู่อย่างเดียว ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำหนักค้างเติ่งค่ะ! เนื่องจากร่างกายชินกับการบริหารร่างกายส่วนเดิม การลงน้ำหนักที่อวัยวะเดิมๆ จึงทำให้ปรับตัวได้และน้ำหนักนิ่งในที่สุด ดังนั้นทางแก้ที่จะหลุดพ้นจากวงจรนี้คือ ' เพิ่มประเภทการออกกำลังกายให้หลากหลายขึ้น ' นั่นเองค่ะ
ไม่จำเป็นต้องเลิกออกกำลังแบบเดิม แต่เพิ่มการออกกำลังประเภทอื่นเข้าไปด้วย เช่นจากเดินเล่นที่สวนสาธารณะ 5 วันต่อสัปดาห์ ก็เปลี่ยนเป็นเดินเล่น 3 วันพอ อีก 2 วัน ไปว่ายน้ำ เต้นแอโรบิก เล่นโยคะ หรือตีแบตแทน ก็ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญไขมันเพิ่ม ผลลัพธ์คือน้ำหนักลดลง คุ้มความเหนื่อยชัวร์ คอนเฟิร์ม

3. การออกกำลังกายแบบ 'HIIT' ช่วยกระตุ้นให้ลดได้เร็วขึ้น!

การออกกำลังกายแบบ HIIT ( High-Intensity Interval Training ) อธิบายสั้นๆ ก็คือการออกกำลังกายแบบ ' หนีตาย ' เพราะมีความเข้มข้นสูงมาก! แม้จะใช้เวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่นาที แต่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงถึง 85-90% และจะมีช่วงพักเหนื่อย 1-2 นาที แล้วออกกำลังอย่างหนักหน่วงอีกรอบ ประโยชน์คือช่วยสลายไขมันและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างรวดเร็ว เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยมีเวลา แต่ร่างกายแข็งแรงและอึดมากพอ เพราะมันเหนื่อยมาก คนสุขภาพหัวใจไม่ดีไม่แนะนำค่ะ!
หากแน่ใจว่าร่างกายรับไหว เราเชียร์มากๆ ให้ลองทำ HIIT เพราะหลายเสียงทั้งในไทยและต่างประเทศคอนเฟิร์มว่า มันคือตัวกระตุ้นให้น้ำหนักลดแบบฮวบๆ ในเวลาอันสั้น หากใครน้ำหนักค้างอยู่ก็จะกระตุ้นให้ลดต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ด้วยความเข้มข้นและเผาผลาญพลังงานสูงปรื๊ดของมันนี่แหละ แค่ทำวันละ 20 นาที ให้อัตราหัวใจขึ้นถึง 85% 10 นาที และเวทเทรนนิ่งต่ออีก 10 นาที แล้วทำคาร์ดิโอต่อตามปกติ รับรองว่าน้ำหนักจะหายไปจนน่าตกใจเลยทีเดียว

4. ดื่มน้ำให้มากขึ้นกว่าเดิม ถ้าดื่มเยอะแล้ว ก็ดื่มเยอะขึ้นอีก!

สาวๆ มากมายที่หลงลืมประโยชน์ของการ ' ดื่มน้ำ ' ทั้งที่น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นระบบเผาผลาญ และทำให้ร่างกายทำงานตามปกติ! หากเธอดื่มน้ำน้อย ระบบต่างๆ ในร่างกายจะรวน ติดขัด ทำงานได้ไม่เต็มที่ ผิวแห้ง ตาแห้ง ยิ่งถ้าออกกำลังกายหนัก ต้องดื่มน้ำเติมความชุ่มชื้นให้ร่างกายทันที เพราะร่างกายสูญเสียน้ำจากการขับเหงื่อ และถ้าดื่มน้ำน้อยเกินไป ร่างกายจะกักเก็บน้ำไว้ตามอวัยวะต่างๆ ไม่ยอมขับออก เกิดอาการ ' บวมน้ำ ' น้ำหนักเพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วย!
ดังนั้นอย่าละเลยการดื่มน้ำ จงดื่มเยอะๆ อย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน ( หากออกกำลังกายที่เสียเหงื่อเยอะ หรือทำงานท่ามกลางแดดร้อนๆ ก็ควรดื่มเยอะกว่านั้นอีก ) วิธีเช็คง่ายๆ ว่าดื่มน้ำพอหรือไม่ คือดู ' สีปัสสาวะ ' ค่ะ ถ้าสีเหลืองจางๆ แสดงว่าดื่มน้ำได้เพียงพอแล้ว แต่หากสีเหลืองเข้มล่ะก็ ร่างกายใกล้จะขาดน้ำแล้ว หยิบน้ำมาดื่มด่วน!

5. ออกกำลังกายขั้นต่ำ 30 นาทีขึ้นไป 'อย่างต่อเนื่อง'

ออกกำลังกายน้อยเกินไป ก็ทำให้น้ำหนักค้างได้ง่ายๆ เนื่องจากถ้าออกแค่แป๊บๆ ร่างกายยังไม่ถึงจุดที่ต้องเผาผลาญไขมันอย่างเต็มที่หากใครที่ยังออกกำลังไม่ถึง 30 นาทีต่อวัน ถึงเวลาแล้วที่เธอต้องยืดเวลาออกกำลังกายขึ้นให้นานกว่าเดิมค่ะ
ค่อยๆ ขยับขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ร่างกายจะได้ไม่ช็อค! จาก 30 นาที เป็น 45 นาที > จาก 45 นาที เป็น 1 ชั่วโมง เพิ่มไปทีละ 15 นาที ทำต่อเนื่อง 1 อาทิตย์แล้วค่อยเพิ่มเวลาออกไปเรื่อยๆ ร่างกายจะค่อยๆ อึดและเฟิร์มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว หากกลัวออกกำลังนานแล้วจะเบื่อ จะฟังเพลงเพลินๆ หรือดูหนังไปด้วยก็ได้ นอกจากน้ำหนักที่ลดลงแล้ว สุขภาพยังดีขึ้นจนใครๆ ก็ต้องอิจฉาในความเฮลตี้เลยล่ะ

6. แค่คาร์ดิโออย่างเดียวไม่พอ ต้องเริ่ม 'เวทเทรนนิ่ง' ได้แล้ว

สาวซิสมากมายที่ยอมออกกำลังกายคาร์ดิโอแบบไหนก็ได้ แต่ขอผ่าน ' เวทเทรนนิ่ง ' ตลอดเพราะกลัวมีกล้าม กลัวตัวใหญ่ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดมากเวอร์! หากไม่ได้เก็บตัวเพาะกาย คุมอาหาร เพิ่มโปรตีนอย่างจริงจัง เธอไม่มีวันกล้ามใหญ่เป็นก้ามปูได้หรอกค่ะ ถ้าตัวจะใหญ่ขึ้นก็เป็นเพราะไขมันพอกกล้ามเนื้อมากกว่า หากคุมอาหารจนผอมลง ไขมันหายไป ก็จะเหลือแค่ร่างกายลีนๆ ไม่มีกล้ามปูดอย่างที่กลัวแน่นอน
โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อ 1/2 กิโลกรัม จะเผาผลาญแคลอรี่ได้เพิ่มขึ้น 50 แคลอรี่ต่อวันในขณะพัก ยิ่งทำเวทเทรนนิ่งเยอะ ก็จะมีมวลกล้ามเนื้อเยอะขึ้น ขยายประสิทธิภาพของเตาเผาผลาญในตัวได้มากขึ้น ที่สำคัญยังได้รูปร่างเฟิร์มสวยกว่าคุมอาหารเพียงอย่างเดียวอีกด้วยใครอยากน้ำหนักลดแบบมีร่อง 11 ที่หน้าท้อง ต้องไม่พลาดการทำเวทเทรนนิ่ง ในระดับง่ายๆ ก็จะเป็นการยกดัมเบล สควอท หรือโหนบาร์ ซึ่งหากเป็นมือใหม่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บค่ะ

7. ใช้ 'เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ' ระหว่างออกกำลังกาย

บางทีออกกำลังกายแบบเนือยๆ เฉื่อยๆ เบาเกินไปจนอัตราหัวใจแทบไม่กระดิก ก็ทำให้การลดน้ำหนักไม่คืบหน้า ตัวเลขค้างเติ่งได้เช่นกันค่ะ! เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายแอคทีฟ เกิดการเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา เราแนะนำให้เธอใช้อุปกรณ์ ' วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ' ( heart rate monitor ) ' ซึ่งมีขายทั่วไปในอุปกรณ์ gadget สุขภาพในแบบนาฬิกาข้อมือที่เชื่อมต่อทางแอปพลิเคชั่นในมือถือ เช่น apple watch หรือ fitbit ที่โด่งดังสำหรับสายสุขภาพนั่นเอง
ใส่นาฬิกานี้ทุกครั้งขณะออกกำลังกาย เพื่อตรวจเช็คระดับการเต้นของหัวใจได้ตลอด ข้อดีของการมี gadget เหล่านี้คือ ตัวเลขไม่โกหก บางครั้งเราคิดไปเองว่าตัวเองเหนื่อยมาก แต่การเต้นของหัวใจไม่ได้ขึ้นสูงขนาดนั้น เมื่อเห็นตัวเลขเหล่านี้เราจะได้ปรับความเข้มข้นของการออกกำลังได้อย่างถูกต้อง โดยอัตราการเต้นของหัวใจที่ดีควรอยู่ระหว่าง 65-85% จะเผาผลาญไขมันได้ดีที่สุดค่ะ 

-----------------------------------
แม้ระบบเผาผลาญแต่ละคนจะแตกต่างกัน บางคนผอมง่าย บางคนต้องใช้เวลานานถึงจะผอม แต่หากทำตาม 7 วิธีเพื่อทลายกำแพง Hit a Plateau นี้ พวกเธอทุกคนก็ไปถึงจุดหมายได้เหมือนๆ กัน! หลักสำคัญคือร่างกาย ' ชินกับอะไรเดิมๆ ' ดังนั้นต้องทำยังไงก็ได้ ให้ร่างกายรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะจำนวนแคลอรี่หรือประเภทอาหารที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนประเภทการออกกำลังกาย หรือเพิ่มระดับความเข้มข้นให้เหนื่อย เผาผลาญไขมันเพิ่มขึ้น ทำต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือนขึ้นไป รับรองว่าน้ำหนักที่ค้างอยู่จะค่อยๆ ลดลง สมความตั้งใจของสายไดเอททุกคนแน่นอน ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับวินัยและความตั้งใจของสาวซิสล้วนๆ แล้วล่ะ สู้นะคะ Fighting!!! 

ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ SistaCafe Facebook
SistaCafe เว็บไซต์รวบรวมบทความสำหรับผู้หญิง https://sistacafe.com
♥ ดาวน์โหลด App SistaCafe ฟรีได้แล้ววันนี้! ♥
iOS : AppStore
Android : PlayStore

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...