โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

On History : ความสำคัญของทับหลัง จากปราสาทหนองหงส์ และปราสาทเขาโล้นที่เพิ่งกลับคืนสู่ประเทศไทย

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 06 ก.ค. 2564 เวลา 09.53 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2564 เวลา 07.30 น.

 

ความสำคัญของทับหลัง

จากปราสาทหนองหงส์

และปราสาทเขาโล้น

ที่เพิ่งกลับคืนสู่ประเทศไทย

 

ประเทศไทยเพิ่งจะได้รับคืนทับหลัง 2 ชิ้นที่ถูกลักลอบนำออกนอกประเทศไปอย่างผิดกฎหมาย แล้วถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่ Asian Art Museum ในเมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา อยู่เป็นเวลานาน

ก่อนที่ทางกลุ่มของคุณทนงศักดิ์ หาญวงศ์, คุณดำรงค์ ลีนานุรักษ์ และกลุ่มสำนึก 300 องค์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสอบถามความเป็นธรรมเกี่ยวกับการโจรกรรมโบราณวัตถุออกนอกประเทศไทยจะไปพบเข้าแล้วช่วยผลักดันและประสานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งทางฝั่งไทยและต่างประเทศจนได้รับทับหลังทั้งสองชิ้นกลับมาในที่สุด

ที่เรียกว่า “ทับหลัง” เพราะเป็นส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมของปราสาทแบบขอม โดยเป็นหินวาง “ทับ” อยู่บน “หลัง” (คือ ส่วนบน) ของกรอบประตู ช่างไทยโบราณจึงเรียกเจ้าหินชิ้นนี้กันว่าทับหลังนั่นแหละครับ

แต่อันที่จริงแล้ว เจ้าทับหลังแบบที่เราคุ้นๆ ตากันนั้นก็ไม่ใช่ “ทับหลังจริง” ซึ่งทำหน้าที่รับและโอนถ่ายน้ำหนักของโครงสร้างสถาปัตยกรรมส่วนบนลงมา

ทับหลังแบบที่คนส่วนใหญ่คุ้นตากันนั้นเป็น “ทับหลังหลอก” หรือ “ทับหลังประดับ” ที่ใช้วางประดับอยู่ทางด้านหน้าของทับหลังจริงอีกทอดหนึ่ง จึงมักจะมีการสลักลวดลายต่างๆ เพื่อความสวยงาม

และหลายครั้งก็ทำหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์ ผ่านทางเรื่องเล่าปรัมปราคติในศาสนา

ดังนั้น นักประวัติศาสตร์ศิลปะ และนักโบราณคดีจึงมักจะใช้ “ทับหลัง” เป็นเครื่องมือในการกำหนดอายุปราสาท โดยเฉพาะปราสาทที่ไม่มีจารึกบอกความเป็นมา

เพราะถึงแม้ว่าปราสาทหลังนั้นจะไม่สลักลวดลายใดๆ ไว้ในองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมส่วนอื่นเลยก็ตาม แต่ก็มักจะสลักลวดลายโน่นนี่ไว้บนทับหลังอยู่บ่อยครั้งกว่าส่วนประกอบอื่นๆ

จนทำให้มีการนำลวดลายบนทับหลังมาจัดเป็นลำดับวิวัฒนาการลวดลายบนทับหลัง เพื่อใช้ในการกำหนดอายุปราสาทนั่นเอง

และก็เป็นเพราะการที่มักจะมีการประดับประดาลวดลายต่างๆ ไว้บนทับหลังกันนี้เช่นกันที่ทำให้ “ทับหลัง” มักจะเป็นส่วนประกอบทางสถาปัตยกรรมที่ถูกลักขโมยออกจากปราสาทขอมอยู่บ่อยครั้งที่สุด เพราะนอกจากจะมีคุณค่าในเชิงความงามแล้ว ยังมีคุณค่าในเชิงความหมายทางประวัติศาสตร์โบราณคดีอีกด้วย

ส่วนเจ้าทับหลังทั้งสองชิ้นที่ได้กลับคืนมายังประเทศไทยในครั้งนี้ ชิ้นหนึ่งเป็นทับหลังรูปพระยมทรงกระบือ (บางท่านว่าเป็นรูปพระอิศวรทรงโคนนทิ) จากปราสาทหนองหงส์ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์

ส่วนอีกชิ้นมาจากปราสาทเขาโล้น สลักเป็นรูปบุคคลประทับนั่งอยู่เหนือหน้ากาล หรือที่เรียกอีกอย่างว่าเกียรติมุข

และถึงแม้ว่าจะมีแหล่งที่มาจากคนละปราสาท แต่ทับหลังสองชิ้นนี้ก็ถูกกำหนดอายุไว้อยู่ในช่วงสมัยเดียวกัน คือถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ.1560-1630 โดยพิจารณาจากวิวัฒนาการของลวดลายบนทับหลัง อย่างที่ผมเล่าให้ฟังเอาไว้ข้างต้นนั่นแหละครับ

โดยเฉพาะที่ปราสาทเขาโล้นนั้น มีจารึกสลักอยู่บนกรอบประตูด้านทิศเหนือและทิศใต้ ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ.1559 ซึ่งถือได้ว่าสอดรับกันอย่างเหมาะเจาะกับอายุสมัยของลวดลายบนทับหลังชิ้นนี้เลยทีเดียว (เอาน่า ห่างกับค่าอายุมาตรฐานที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะเขาทำวิวัฒนาการของลวดลายเอาไว้แค่ปีเดียว ของมันหยวนๆ กันได้)

แต่ความสำคัญของทับหลังทั้งสองชิ้นนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่ลวดลายหรืออายุสมัยของมันมากเท่ากับการที่พวกมันสามารถใช้กำหนดอายุปราสาทหนองหงส์และปราสาทเขาโล้นว่าสร้างขึ้นในช่วงใกล้เคียงกันได้อย่างมีนัยยะสำคัญ

เพราะปราสาททั้งสองหลังนี้สร้างอยู่บนจุดที่เป็น “แลนด์มาร์ก” หรือจุดหมายตาสำคัญที่บริเวณ “ช่องเขา” ของทิวเขาพนมดงรัก อันเป็นเส้นทางคมนาคมขึ้น-ลงระหว่างที่ราบสูงโคราช กับที่ราบลุ่มโตนเลสาบเขมร

ปราสาทหนองหงส์ตั้งอยู่ที่บริเวณขอบที่ราบสูงต้นทางผ่าน “ช่องตะโก” อันเป็นช่องเขาสำคัญในทิวเขาพนมดงรัก ส่วนปราสาทเขาโล้นเป็นต้นทางที่ราบลุ่ม รับทางลงจากที่ราบสูงผ่านช่องตะโก

พูดง่ายๆ ว่า ปราสาททั้งสองหลังนี้ เป็นจุดหมายตาสำคัญที่อยู่คนละฟากข้างของช่องเขาสำคัญอย่าง “ช่องตะโก” นั่นเอง

ทางตอนเหนือของปราสาทหนองหงส์ขึ้นไปไม่ไกลนัก เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์สำคัญของวัฒนธรรมขอมโบราณอย่างเขาพนมรุ้ง และต่อเนื่องขึ้นไปอีกนิดก็เป็นเมืองพิมาย พื้นที่บริเวณนี้เชื่อกันว่าอยู่ในอำนาจทางการเมืองของราชวงศ์มหิธร แห่งเมืองมหิธรปุระ ที่ต่อมาจะไปเถลิงอำนาจในเมืองพระนคร แล้วสร้างนครวัด นครธม ในช่วงหลัง พ.ศ.1650 เป็นต้นไป

ส่วนทางใต้ของปราสาทเขาโล้นมีปราสาทสด๊กก็อกธม ปราสาทสำคัญในลัทธิเทวราชา ที่กษัตริย์ขอมโบราณให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก จนมีการสร้างปราสาทใหญ่โตหลายแห่งเพื่อใช้ในลัทธิความเชื่อดังกล่าว (ที่สำคัญได้แก่ ปราสาทนครวัดและปราสาทบายน ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางของนครธม) เพราะเป็นปราสาทของตระกูลพราหมณ์ผู้ประกอบพิธีในลัทธิเทวราชาโดยเฉพาะ

ปราสาทแห่งนี้ได้มีการบูรณะต่อเติมเป็นปราสาทใหญ่โตเมื่อ พ.ศ.1595 คาบเกี่ยวกันกับช่วงเวลาที่สร้างปราสาทเขาโล้นและปราสาทหนองหงส์ เมื่อพิจารณาจากทั้งจารึกและลวดลายที่ปรากฏอยู่บนทับหลัง

ทับหลังทั้งสองชิ้นนี้จึงเป็นพยานสำคัญของการรุ่งเรืองขึ้นของราชวงศ์มหิธร ที่ขยายอิทธิพลลงไปในที่ราบลุ่มโตนเลสาปเขมร ที่มี “อังกอร์” หรือเมืองพระนครใน จ.เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชาปัจจุบัน เป็นเมืองสำคัญที่สุด

สำหรับผมแล้วนี่คือความสำคัญของทับหลังทั้งสองชิ้น ที่กลุ่มสำนึก 300 องค์ซึ่งนำโดยคุณทนงศักดิ์ หาญวงศ์ และคุณดำรงค์ ลีนานุรักษ์ ต่อสู้และผลักดันจนได้กลับคืนสู่ประเทศไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...