โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความสงสัยที่เกิดขึ้นบ่อย เมื่อหมอบอกว่า “เป็นไข้หวัดใหญ่”

The Momentum

อัพเดต 08 พ.ย. 2561 เวลา 14.01 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2561 เวลา 14.01 น. • ชนาธิป ไชยเหล็ก

In focus

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ควรฉีดตั้งแต่เดือนมิถุนายนของทุกปี เนื่องจากในไทยมีการระบาดสองรอบ คือช่วงปลายฝนต้นหนาวเดือน ก.ค.-ต.ค. และช่วงต้นปี ในเดือน ม.ค.-มี.ค.
  • ถึงแม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็อาจยังเป็นไข้หวัดใหญ่ได้ เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่กลายพันธุ์ได้ง่าย และสายพันธุ์ที่นำมาใช้ผลิตวัคซีนอาจไม่ตรงกับสายพันธุ์ที่ระบาดในปีนั้นๆ
  • จนถึงตอนนี้ยังไม่มีเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่ก่อโรคและระบาดรุนแรง เชื้อไข้หวัดใหญ่ที่พบส่วนใหญ่ยังเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับสายพันธุ์ที่เคยระบาดอยู่ก่อนหน้านี้
  • โรคไข้หวัดใหญ่สามารถวินิจฉัยจากอาการและการตรวจร่างกาย ไม่จำเป็นต้องตรวจยืนยันการติดเชื้อหรือแยกเชื้อว่าเป็นสายพันธุ์ A หรือ B เนื่องจากรักษาด้วยยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเดียวกัน

อากาศเริ่มเย็นลงแล้ว (ตอนที่เขียนบทความนี้อากาศเขตปริมณฑลกรุงเทพฯ เย็นสบาย แต่ไม่แน่ใจว่าตอนที่บทความลงเว็บไซต์จะยังเป็นเช่นนี้อยู่หรือเปล่า) หลายคนก็เริ่มกังวลถึงโรคที่มากับฤดูหนาว โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่ที่จะมีอาการหนักกว่าหวัดธรรมดาและสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า จึงขวนขวายฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามคลินิกและโรงพยาบาลเอกชน หรือเมื่อมีอาการไข้ไอน้ำมูกก็รีบมาตรวจที่โรงพยาบาลเร็วขึ้น

ทั้งที่ความจริงแล้วโรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยมีการระบาดปีละสองรอบ คือเดือนมกราคม-มีนาคม และเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม ซึ่งก็คือช่วงปลายฝนต้นหนาว ดังนั้นระยะเวลาที่เหมาะสมกับการฉีดวัคซีนมากที่สุดคือช่วงก่อนฤดูฝนหรือประมาณเดือนมิถุนายน ในขณะที่การฉีดวัคซีนตอนนี้อาจไม่ทันป้องกันโรคในระลอกนี้แล้ว เพราะร่างกายจะเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันประมาณสองสัปดาห์หลังได้รับวัคซีน แต่อย่างไรก็ยังคุ้มค่าที่จะฉีดอยู่ เพราะโรคไข้หวัดใหญ่จะระบาดอีกระลอกช่วงต้นปีหน้า และไม่ได้หมายความว่าระหว่างปีจะไม่มีโอกาสป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่

ทั้งนี้ทั้งนั้น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องฉีดใหม่ทุกปี เพราะสายพันธุ์ที่ระบาดนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละปี ฉะนั้น ปีหน้าก็เตรียมตัวฉีดวัคซีนกันตั้งแต่กลางปีได้เลย โดยจะตรงกับช่วงที่วัคซีนรอบใหม่เข้ามาในโรงพยาบาลพอดี แต่ที่โรงพยาบาลรัฐจะบริการฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดใหญ่ก่อน

ทำไมฉีดวัคซีนแล้ว ถึงยังเป็นไข้หวัดใหญ่

“เป็นโรคไข้หวัดใหญ่นะครับ” พอผมแจ้งผลการวินิจฉัยกับคนไข้ หลังจากซักประวัติได้ว่ามีอาการไข้สูง ไอ น้ำมูก ร่วมกับอาการปวดศีรษะ และตรวจร่างกายพบอุณภูมิร่างกายสูง คอแดง ต่อมทอนซิลไม่โต และเสียงปอดปกติว่าทั้งหมดนี้เข้าได้กับโรคไข้หวัดใหญ่ คนไข้ก็เริ่มเชื่อมโยงความเจ็บไข้ได้ป่วยครั้งนี้กับประสบการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ที่ผ่านมา อาจเป็นประสบการณ์ตรงกับตัวเองหรือกับคนใกล้ชิด หรือเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคนี้มาทางอ้อมเกิดเป็นความฉงนสงสัยขึ้นมา

โดยความสงสัยที่พบบ่อยที่สุดก็คือ “ทำไมฉีดวัคซีนแล้ว ถึงยังเป็นไข้หวัดใหญ่” ซึ่งก็น่าคิดอยู่เหมือนกันนะครับว่าในเมื่อเรา (เสียเงิน) ฉีดวัคซีนเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไข้หวัดใหญ่แล้ว แต่ทำไมหมอยังบอกว่าเราป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อีก ซึ่งนอกจากจะตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีนแล้ว เป็นไปได้ว่าคนไข้ก็ยังตั้งคำถามถึงการวินิจฉัยโรคของหมออีกด้วย ทำนองว่า “วินิจฉัยผิดหรือไม่”

สำหรับเรื่องแรก ผมเคยเขียนถึงสาเหตุที่ทำให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่มีประสิทธิภาพเพียง 40-60% เท่านั้นในบทความชื่อเดียวกับความสงสัยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สามารถกดเข้าไปอ่านทำความเข้าใจก่อนได้ แล้วอย่าลืมวกกลับมาที่บทความนี้อีกทีนะครับ

แล้วติดเชื้อ (ไข้หวัดใหญ่) สายพันธุ์ใหม่รึเปล่า

“ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ไหนก็รักษาเหมือนกัน” ผมอาจจะเลี่ยงไปตอบด้วยประโยคนี้แทนในการตรวจคนไข้จริง เพราะยอมรับว่าเป็นความสงสัยที่อธิบายยาก ขึ้นอยู่กับว่าคนไข้แต่ละคนรู้จักเชื้อไข้หวัดใหญ่มากน้อยแค่ไหนถึงจะเริ่มต้นตอบได้ถูก

ถ้ารู้จักดีมาก ก็จะเข้าใจว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่นั้นเกิดสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมาตลอดเวลา ดังนั้นจึง “ไม่สามารถทราบได้” ว่าเป็นสายพันธุ์เก่าที่เคยระบาดอยู่เดิม หรือเป็นสายพันธุ์ที่เพิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงของสารพันธุกรรมขึ้นมาใหม่ จะรู้ได้ก็ต่อเมื่อส่งน้ำมูกของคนไข้ไปเพาะเชื้อที่ห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยที่มีคณะแพทยศาสตร์ แต่อาการของคนไข้ไม่ได้เป็นรุนแรงจนต้องส่งตรวจเพิ่มเติมขนาดนั้น

ส่วนถ้าคนไข้รู้จักว่ามีเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดในต่างประเทศเป็นระยะๆ เช่น เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H3N2 ติดจากหมูที่สหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ.2555 เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H7N9 ติดจากสัตว์ปีกที่จีน มาเลเซีย ไต้หวัน และฮ่องกงในปี พ.ศ.2556-2557 ก็ต้องตอบว่า “ตอนนี้ยังไม่มีรายงานเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดในไทย” การติดเชื้อครั้งนี้จึงน่าจะเป็นสายพันธุ์ที่คล้ายคลึงกับสายพันธุ์ที่มีในไทยอยู่เดิม (circulating strain)

แต่ถ้ารู้จักเฉพาะ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” หรือสายพันธุ์ H1N1 (2009) ที่เคยระบาดครั้งใหญ่ในไทยเมื่อปี พ.ศ.2552 ก็ต้องอธิบายว่า จากที่เชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้เคยเป็นคนแปลกหน้าสำหรับโลกของเรา ตอนนี้มันได้กลายเป็นคนรู้จักของทุกคนมานานจนในปีหน้าก็ครบทศวรรษแล้ว และได้รับโควตาเป็น 1 ใน 3 สายพันธุ์หลักที่จะอยู่ในวัคซีนไข้หวัดใหญ่ของทุกปี ซึ่งในการผลิตวัคซีนตั้งแต่ พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา องค์การอนามัยโลกได้เปลี่ยนจากสายพันธุ์ A/California/7/2009(H1N1)pdm09 ซึ่งเป็นสายพันธุ์เดิมมาเป็น A/Michigan/45/2015(H1N1)pdm09

ตัวเลขที่เน้นตัวหนาคือปี ค.ศ. ที่ค้นพบเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นั้นๆ

ซึ่งจะเห็นว่าไม่ใช่สายพันธุ์ใหม่สำหรับปีนี้อีกเหมือนกัน

ภาพแสดงร้อยละของสายพันธุ์ไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทยจะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ A(H1N1)pdm09 (สีฟ้าอ่อน) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009  

ช่วยตรวจได้ไหมว่าเป็นสายพันธุ์ A หรือ B

นอกจากสายพันธุ์ใหม่-เก่าแล้ว ความสงสัยเรื่องการแยกสายพันธุ์ก็ยังมีเรื่อง A-B เพราะบางคนน่าจะเคยรู้มาว่าไข้หวัดใหญ่ที่ก่อโรคในคนมีสองสายพันธุ์หลัก หรือเคยได้ยินว่าเพื่อนร่วมงานเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์โน่นนั่นนี่ ซึ่งถ้าโรงพยาบาลไหนมีชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ก็จะใช้ก้านพลาสติกคล้ายไม้พันสำลีแคะหู แหย่เข้าไปป้ายเอาน้ำมูกในจมูกคนไข้เพื่อนำไปตรวจ นอกจากจะได้ทราบว่าคนไข้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือไม่แล้ว ก็จะทราบว่าเป็นสายพันธุ์ A หรือ B ไปพร้อมกันด้วยเลย

แต่อย่างโรงพยาบาลของผมไม่มีชุดตรวจ ก็จะวินิจฉัยจากอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (influenza-like illness: ILI) แทน คือมีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับไอ เจ็บคอ อาจมีอาการอื่นๆ เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดเมื่อย อาเจียน ท้องเสีย หากมีอาการเหล่านี้ก็จะสันนิษฐานว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ ส่วนในรายที่มีอาการเพียงเล็กน้อยจะต้องเจาะเลือดเพื่อช่วยแยกกับโรคไข้เลือดออกด้วย แต่คนไข้ที่มีความรู้ก็จะมีความสงสัยว่า “ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A หรือ B”

“เนื่องจากโรงพยาบาลไม่มีชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ จึงวินิจฉัยจากอาการเป็นหลัก” ผมอธิบายเหตุผลและยืนยันคำตอบเดิม “แต่ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ไหนก็รักษาเหมือนกัน คือรับประทานยาต้านเชื้อไข้หวัดใหญ่ตัวเดียวกัน

“ส่วนถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดาก็รักษาตามอาการ ไม่มียารักษาเฉพาะ”

หลายคนน่าจะกำลังสงสัยต่ออีกว่า “ทำไมโรงพยาบาลไม่จัดซื้อชุดตรวจไข้หวัดใหญ่มาตรวจ” ให้รู้แล้วรู้รอดไป เหตุผลในแง่การรักษาก็เป็นอย่างที่ผมตอบคนไข้ไป แต่เหตุผลสำคัญคือในแง่งบประมาณ ชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ราคา 450-700 บาทในขณะที่ยาต้านเชื้อไข้หวัดใหญ่ราคาเม็ดละ 25 บาทรับประทานครั้งละหนึ่งเม็ดหลังอาหารเช้า-เย็น ติดต่อกัน 5 วัน คิดเป็น 250 บาทเท่านั้น  หักลบกันแล้วราคาของความอยากรู้กลับแพงกว่าราคาของการหายจากโรคเสียอีก จึงไม่คุ้มค่าที่จะนำชุดตรวจไข้หวัดใหญ่มาใช้

และอีกเหตุผลคือในแง่ความประสิทธิภาพของชุดตรวจ เนื่องจากความไว (sensitivity)ของชุดตรวจเท่ากับ 86-99% หมายความว่าคนไข้ที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่มีโอกาสที่ผลการตรวจเป็นลบได้ ดังนั้นหากคนไข้เป็นกลุ่มเสี่ยง ก็จะยังได้รับยาต้านเชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ดี

ความสงสัยทั้ง 3 ข้อเกิดขึ้นบ่อย ในชีวิตจริงผมอาจไม่ได้ใช้เวลาตอบอย่างละเอียดเท่านี้ หวังว่าคนที่เคยป่วยหรือกำลังป่วยอยู่จะรู้จักกับโรคไข้หวัดใหญ่มากขึ้น ส่วนคนที่ยังไม่ป่วย ถ้าป่วยขึ้นมาก็น่าจะคุยกับหมอรู้เรื่องมากขึ้น แต่ทางที่ดีรักษาสุขภาพให้แข็งแรง อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องมาสงสัยเรื่องนี้เลยครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...