โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Money Heist กับหน้ากากนักปล้นที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเซอร์เรียลลิสม์ตัวพ่อ ซัลบาดอร์ ดาลี

The Momentum

อัพเดต 25 เม.ย. 2563 เวลา 12.22 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. 2563 เวลา 11.29 น. • ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์

In focus

  • การเลือกใบหน้าของดาลีมาใช้เป็นหน้ากากของทีมนักปล้นใน Money Heistนั้น นอกจากจะเป็นเพราะดาลีนั้นเป็นภาพจำและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันทรงพลังของสเปนแล้ว ดาลียังเป็นเหมือนตัวแทนของความเป็นขบถและการแหกกฎเกณฑ์ —แม้แต่กฎเกณฑ์ของขบวนการเซอร์เรียลลิสม์เองก็ตาม
  • ดาลีเป็นสมาชิกที่มีบทบาทสำคัญและมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของลัทธิเซอร์เรียลลิสม์ ด้วยเทคนิควิธีการทำงานที่เขาคิดค้นขึ้นที่เรียกว่า ‘วิธีจิตตาพาธ - วิพากษ์’ (Paranoiac-critical method) หรือวิธีการอันฉับพลันที่ทำให้ได้มาซึ่งความรู้อันไม่ยึดติดกับเหตุผล ด้วยการวิเคราะห์ ตีความอาการเพ้อที่เกิดจากสภาวะหลงผิดหวาดระแวงอย่างเป็นระบบ
  • แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่่นชมไปกับชื่อเสียงและความสำเร็จของดาลี ด้วยความที่เขาชอบเล่นกับความขัดแย้งทั้งในผลงานและพฤติกรรมของตนเองเพื่อยั่วยุและเรียกร้องความสนใจ ด้วยบุคลิกเพี้ยนๆ การพูดการจาอันแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น และความเป็นนักประชาสัมพันธ์ตัวเองชั้นยอด
  • ความไม่พอใจนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถึงจุดแตกหัก เมื่อดาลีแสดงการสนับสนุนผู้นำเผด็จการของสเปนอย่าง ฟรานซิสโก ฟรังโก อย่างออกนอกหน้า และแสดงความเลื่อมใสต่อผู้นำเผด็จการของเยอรมนีอย่าง อดอฟล์ ฮิตเลอร์ ว่า “ไม่มีอะไรเซอร์เรียลไปกว่าผู้นำเผด็จการ”

ใน Money Heist(ในชื่อภาษาสเปนว่า La casa de papelหรือ The House of Paper) ภาพยนตร์ซีรีส์ดราม่าอาชญากรรมชื่อดังสัญชาติสเปนที่ถูกนำมาฉายทางเน็ตฟลิกซ์ ที่เล่าเรื่องราวของทีมนักโจรกรรมภายใต้การนำของชายผู้มีฉายาว่า The Professor (ศาสตราจารย์) ที่วางแผนปล้นโรงกษาปณ์และธนาคารกลางแห่งชาติของสเปน นอกจากความลุ้นระทึกและความซับซ้อนลุ่มลึกของกลยุทธในการโจรกรรมอันสมบูรณ์แบบแล้ว ซีรีส์นี้ยังมีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์อีกประการหนึ่งก็คือ ทีมนักปล้นจะสวมใส่ยูนิฟอร์มปกปิดตัวตนและใบหน้าด้วยชุดจั๊มพ์สูทสีแดงสดและสวมหน้ากากรูปใบหน้าของ ซัลบาดอร์ ดาลี นั่นเอง 

การเลือกใบหน้าของดาลีมาใช้เป็นหน้ากากของทีมนักปล้นนั้น นอกจากจะเป็นเพราะดาลีนั้นเป็นภาพจำและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอันทรงพลังของสเปนแล้ว ดาลียังเป็นเหมือนตัวแทนของความเป็นขบถและการแหกกฎเกณฑ์อีกด้วย

ด้วยความที่ดาลีเป็นศิลปินคนสำคัญในขบวนการที่สำคัญและทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 อย่าง เซอร์เรียลลิสม์ ที่มุ่งเน้นในการปฏิเสธความเป็นเหตุผล จิตสำนึก ต่อต้านกฎเกณฑ์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี เป็นปฏิปักษ์กับทุนนิยม อำนาจรัฐ หรือแม้แต่ศาสนาและคุณค่าทางศีลธรรมอันดีงาม ซึ่งงานของดาลีเองก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความพิลึกพิลั่น หลุดโลก ขบถ และไม่ยึดติดกับกฎเกณฑ์และเหตุผลใดๆ แม้แต่กฎเกณฑ์ของขบวนการเองก็ตาม

ทั้งดาลีและเซอร์เรียลลิสม์ ต่างก็เป็นสัญลักษณ์แห่งการเป็นขบถต่อสังคม ไม่ต่างอะไรกับทีมนักปล้นผู้สวมหน้ากากดาลีในซีรีส์ Money Heistที่เป็นขบถและต่อต้านกฎเกณฑ์ของสังคมด้วยการก่ออาชญากรรม

งานฉายภาพยนตร์ซีรีส์ Money Heist ที่ Piazza Affari มิลาน, อิตาลี ภาพจาก https://medium.com/artupia/the-meaning-of-the-mask-of-dal%C3%AC-in-la-casa-de-papel-fc279dbc8d77

นอกจากหน้ากากดาลีแล้ว ทีมโปรดักชั่นดีไซน์ยังมีแบบสำรองเป็นหน้ากากรูปดอนกิโฆเต้ ตัวละครเอกจากวรรณกรรมเลื่องชื่อของสเปนอย่าง El ingenioso hidalgo don Quixote de la Manchaหรือในชื่อไทยว่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝันแต่ท้ายที่สุดดีไซน์หน้ากากแบบที่ว่านี้ก็ไม่ถูกเลือกมาใช้ในหนัง

การใช้หน้าดาลีมาทำหน้ากากเองยังก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อันเริ่มต้นมาจาก มูลนิธิ Gala-Salvador Dalí Foundation ผู้ดูแลลิขสิทธิ์ผลงานของดาลี ว่าทางซีรีส์เอาใบหน้าดาลีไปใช้เป็นหน้ากากโดยไม่ได้ทำการขออนุญาตกับทางมูลนิธิอย่างถูกต้องเป็นเรื่องเป็นราวแต่อย่างใด

ในซีรีส์นี้ยังมีการกล่าวว่า ยูนิฟอร์มจั๊มพ์สูทสีแดงสดและหน้ากากซัลบาดอร์ ดาลี ของทีมนักปล้นนั้น ถูกนำไปใช้ในการประท้วงไปทั่วโลก ทั้งใน รีโอเดจาเนโร, บัวโนสไอเรส, โคลอมเบีย, โรม, ปารีส, ฮัมบูร์ก, และซาอุดิอาระเบีย ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวสมมติในหนัง แต่ชุดและหน้ากากที่ว่านี้ก็บังเอิญถูกนำมาใช้จริงๆ โดยผู้ชุมนุมที่เดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องให้ ริคาร์โด รอสเซลโล ผู้นำเปอร์โตริโก ลาออกจากตำแหน่ง ในปี 2019 อีกด้วย 

ดาลี กับหนวดโง้งอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา, ภาพจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Salvador_Dal%C3%AD

ดาลีและเซอร์เรียลลิสม์

เซอร์เรียลลิสม์ (Surrealism) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า ‘ลัทธิศิลปะเหนือจริง’ เป็นกระแสเคลื่อนไหวและขบวนการศิลปะที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แรกเริ่มเดิมทีได้รับอิทธิพลมาจากขบวนการศิลปะหัวก้าวหน้าของยุโรปที่เรียกว่า ดาดา (Dada) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในราวปี 1916 โดยมีสมาชิกที่ประกอบด้วยจิตรกร นักเขียน กวี อาทิเช่น ทริสตร็อง ท์ซารา (Tristan Tzara), กีโยม อาโปลิแนร์ (Guillaume Apollinaire), หลุยส์ อารากง (Louis Aragon), อองเดร เบรอตง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาร์แซล ดูชองป์ฯลฯ ด้วยความที่เป็นกระแสเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยุโรปเพิ่งบอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 1 มาหมาดๆ ดาดาจึงมีแนวคิดปฏิเสธความเป็นเหตุผลและจิตสำนึก ค่านิยม ตรรกะ รวมถึงต่อต้านลัทธิทุนนิยม อุดมการณ์ชาตินิยม ลัทธิล่าอาณานิคม รวมถึงปฏิเสธสุนทรียะและความงามตามขนบเดิมๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะพวกเขามองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุที่พาผู้คนไปสู่ความทุกข์ยาก งานของพวกเขาจึงละทิ้งเหตุผลทั้งมวล แต่ใช้สัญชาตญาณและความบังเอิญ และความเหลวไหลไร้สาระ ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นอิสระและเสรีภาพ และใช้มันในการกระตุ้นผู้คนให้คิดถึงมุมมองและหนทางใหม่ๆ ซึ่งขบวนการศิลปะนี้เองที่กลายเป็นต้นธารของขบวนการศิลปะเซอร์เรียลลิสม์นั่นเอง

เซอร์เรียลลิสม์เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1924 จากการนำของ อองเดร เบรอตง (André Breton) และ หลุยส์ อารากง (Louis Aragon) กวี นักวิจารณ์ศิลปะ และนักประพันธ์ชาวฝรั่งเศส ที่ต้องการก้าวพ้นจากร่มเงาของดาดา เพราะเขามองว่าพวกดาดานั้นมองโลกในแง่หดหู่สิ้นหวัง และไม่ให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์อะไรขึ้นมาใหม่ 

โดยในเดือนตุลาคม 1924 เบรอตงออกแถลงการณ์เซอร์เรียลลิสม์ฉบับแรก (Manifeste du surréalisme) ขึ้น โดยนิยามว่าเซอร์เรียลลิสม์คือ “การแสดงออกอย่างอัตโนมัติของจิตในสภาวะบริสุทธิ์ดั้งเดิม ที่ถ่ายทอดออกมาด้วยคำพูด การเขียนถ้อยคำ หรือด้วยวิธีการใดก็ตาม เป็นการทำงานที่แท้จริงของความคิดที่ควบคุมตัวมันเองโดยปราศจากการควบคุมของเหตุผล ละเว้นไปจากความงามหรือความคำนึงทางศีลธรรมอันใดก็ตาม” 

คำว่า เซอร์เรียลลิสม์ เป็นศัพท์ที่ กีโยม อโปลิแนร์ เป็นผู้ให้กำเนิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1917 โดยอยู่ในบทละครล้อเลียนเสียดสีที่มีชื่อว่า Les mamelles de Tirésias(เต้านมของทีรีไซอัส) จนกระทั่งเบรอตงและพวกหยิบมาใช้ตั้งเป็นชื่อกลุ่ม คำคำนี้จึงเกิดความสำคัญและรู้จักกันเป็นที่แพร่หลายในวงกว้าง

นอกจากเซอร์เรียลลิสม์จะได้รับแนวคิดในการต่อต้านความเป็นเหตุเป็นผล ตรรกะ จิตสำนึก และสุนทรียะแบบเดิมๆ มาจากพวกดาดาแล้ว พวกเขายังคัดค้านความเชื่อทางศาสนาและความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างสิ้นเชิง เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดสงครามซึ่งทำให้ผู้คนตายไปนับล้านและนำพาความทุกข์มาสู่ผู้คน ทางเดียวที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกก็คือการสำรวจเส้นทางของความคิดใหม่ๆ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าอยู่ในเวลาที่จิตสำนึกและเหตุผลของเราหลับใหล หรือตอนที่เรากำลังฝันอยู่ นั่นเอง ความฝันสำหรับพวกเซอร์เรียลลิสม์จึงเหมือนเครื่องมือที่ปลดปล่อยเราออกจากกรงขัง เพราะในความฝันเราจะทำอะไรก็ได้ ไม่มีเหตุผล ไม่ต้องมีคำอธิบาย และเป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กับศิลปินและคนทำงานสร้างสรรค์ทุกยุคสมัย พวกเขาเชื่อว่ามีแต่ในความฝันเท่านั้นที่คนเราจะเป็นอิสระอย่างแท้จริง

ประจวบกับในช่วงเวลาเดียวกันกับที่นักจิตวิเคราะห์ชื่อดังอย่าง ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ได้ค้นพบสิ่งที่เรียกว่า ‘จิตไร้สำนึก’ (Unconscious mind) ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นสภาพดั้งเดิมของจิตใจที่ไร้การควบคุม ไตร่ตรอง และไร้เหตุผล ซึ่งมีตั้งแต่ความต้องการพื้นฐานอย่างความหิว ความอยากขับถ่าย ไปจนถึงความต้องการทางเพศ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ในตัวคนทุกคน เพียงแต่ส่วนใหญ่เรามักจะเก็บกดมันเอาไว้ในส่วนลึกของจิตใจไม่ยอมแสดงออกมาเต็มที่ แต่พอถูกเก็บสะสมเอาไว้มากๆ มันก็แอบถูกระบายออกมาในรูปของความฝัน แต่ความฝันก็เพียงแค่่บรรเทาความต้องการเหล่านั้นลงชั่วคราว ตามสำนวนของฟรอยด์ว่า “การกวาดเศษแก้วแตกเอาไปซุกไว้ใต้พรม” และถ้าความต้องการเหล่านั้นไม่ได้รับการตอบสนองในชีวิตจริง มันก็จะตกค้างในจิตใจและสะสมจนกลายเป็นความป่วยทางจิตในที่สุด ไม่ต่างกับเศษแก้วที่แทงทะลุพรมออกมา ซึ่งฟรอยด์เชื่อว่าวิธีการบำบัดทางหนึ่งคือการทำงานศิลปะนั่นเอง ซึ่งแนวคิดที่ว่านี้โดนใจชาวเซอร์เรียลลิสม์อย่างจังจนนำเอามาใช้เป็นแนวทางหลักของกลุ่มเลยทีเดียว 

เซอร์เรียลลิสม์นิยมความไร้ระเบียบ ยกย่องจินตนาการเหนือเหตุผล มองว่าความฝันและจิตไร้สำนึกคือช่องทางในการบรรลุความจริงที่ถ่องแท้ ซึ่งสูงส่งกว่าความเป็นจริงที่มาจากตรรกะเหตุผลและหลักคิดทางวิทยาศาสตร์ การเปิดโอกาสให้ศิลปินแสดงออกถึงแรงขับทางเพศอย่างเสรี และการปฏิเสธตรรกะและเหตุผลของศิลปินกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์ที่ว่านี้เอง ก็ถือเป็นการขบถต่อค่านิยมของสังคมในเรื่องศีลธรรม จารีตประเพณี และจริยธรรมทางการเมืองของชนชั้นกลางเกี่ยวกับสถาบันครอบครัวและความมุ่งมั่นต่อภาระหน้าที่การงาน ซึ่งเป็นเสาหลักในการดำรงไว้ซึ่งสังคมอันดีงามในยุคสมัยนั้นนั่นเอง

ถึงลัทธิเซอร์เรียลลิสม์จะถูกยุบลงในปี 1969 แต่แนวคิดของพวกเขาก็ยังคงส่งอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจต่อวงการศิลปะรุ่นหลังอย่างสูง

และหนึ่งในศิลปินคนสำคัญและถูกจดจำในฐานะสัญลักษณ์และภาพจำของกระแสเคลื่อนไหวเซอร์เรียลลิสม์ก็คือ ซัลบาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) นั่นเอง

ดาลีเป็นสมาชิกที่มีบทบาทสำคัญและมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของลัทธิเซอร์เรียลลิสม์ ด้วยเทคนิควิธีการทำงานที่เขาคิดค้นขึ้นที่เรียกว่า ‘วิธีจิตตาพาธ – วิพากษ์’ (Paranoiac-critical method) หรือวิธีการอันฉับพลันที่ทำให้ได้มาซึ่งความรู้อันไม่ยึดติดกับเหตุผล ด้วยการวิเคราะห์ ตีความอาการเพ้อที่เกิดจากสภาวะหลงผิดหวาดระแวงอย่างเป็นระบบด้วยวิธีการนี้ ดาลีกระตุ้นให้ศิลปินกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์ปรับความเป็นจริงของโลกภายนอกให้สอดคล้องกับแรงปรารถนาหรือจินตนาการของพวกเขา ด้วยความที่กลุ่มเซอร์เรียลลิสม์ในระยะแรก มีจุดอ่อนในการมัวแต่มุ่งเน้นการแสดงออกอย่างอัตโนมัติของจิตบริสุทธิ์และการถ่ายทอดความฝันตรงๆ จนทำให้ขาดการสื่อสารกับโลกภายนอก 

ดาลีเชื่อว่าวิธีการของเขาสามารถทำให้ศิลปินเซอร์เรียลลิสม์สื่อสารกับโลกภายนอกได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถแสดงออกถึงความไร้เหตุผลภายในจิตได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น อุปมาเหมือนศิลปินเป็นผู้ป่วยโรคจิตเภทประเภทหลงผิดหวาดระแวงที่เพ้อคลั่ง มองเห็นภาพลวงตา หรือภาพหลอนซ้ำซ้อน หากแต่นำเสนอภาพลวงตาและภาพหลอนเหล่านั้นออกมาอย่างน่าติดตาตรึงใจด้วยทักษะทางศิลปะอันเชี่ยวชาญนั่นเอง

เบรอตงชื่นชมและยกย่องวิธีการนี้ของดาลีอย่างมาก และกล่าวว่ามันมีศักยภาพในการนำไปปรับใช้กับงานจิตรกรรม บทกวี ภาพยนตร์ และการสร้างสรรค์วัตถุในแบบเซอร์เรียลลิสม์ทุกสิ่งอัน ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น ประติมากรรม ประวัติศาสตร์ศิลป์ หรือแม้กระทั่งใช้ในการอธิบายหรือตีความข้อเขียนทุกประเภทก็ตาม

ผลงานในลักษณะนี้ของดาลีที่เป็นที่รู้จักดีและคุ้นตาคนทั่วๆ ไปก็คือภาพเขียนรูปทิวทัศน์กว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่มีบรรยากาศอันพิสดารและองค์ประกอบอันขัดแย้งลักลั่น พิลึกพิลั่นเหนือจริง อย่างภาพที่มีรูปนาฬิกาหลอมละลายเหมือนเนยเหลวหยดย้อยกำลังโดนฝูงมดรุมตอมอยู่ โดยเขาได้แรงบันดาลใจมาจากการเห็นก้อนเนยแข็งกามองแบร์กำลังละลายย้อยหลังจากกินอาหารเย็น 

ตอนที่เขาวาดภาพนี้เสร็จ เขาถามความเห็นของ กาล่า(Gala) ภรรยาผู้เป็นทั้งผู้สนับสนุนและแรงบันดาลใจของเขาว่าเป็นอย่างไร เธอตอบว่า “มันเป็นภาพที่ทุกคนจะไม่มีวันลืม” ดาลีจึงตั้งชื่อภาพนี้ว่า The Persistence of Memory(1931) หรือ ‘ความทรงจำมิรู้ลืม’ นั่นเอง 

The Persistence of Memory (1931), ภาพจาก https://www.wikiart.org/en/salvador-dali/the-persistence-of-memory-1931

เมื่อถูกจัดแสดงในนิทรรศการ ภาพวาด ‘นาฬิกาเหลว’ ภาพนี้ได้รับความนิยมถล่มทลาย และผลักให้ชื่อเสียงของดาลีโด่งดังคับฟ้าและกลายเป็นศิลปินเนื้อหอมในแวดวงศิลปะและปัญญาชนในยุคนั้นอย่างมาก ภาพวาดนี้กลายเป็นสัญลักษณ์และภาพจำของงานศิลปะแนวเซอร์เรียลลิสม์ มันถูกต่อยอด ทำซ้ำและเลียนแบบนับไม่ถ้วนจนถึงปัจจุบัน

แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะชื่นชมไปกับชื่อเสียงและความสำเร็จของดาลี ด้วยความที่เขาชอบเล่นกับความขัดแย้งทั้งในผลงานและพฤติกรรมของตนเองเพื่อยั่วยุและเรียกร้องความสนใจ ด้วยบุคลิกเพี้ยนๆ การพูดการจาอันแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น และความเป็นนักประชาสัมพันธ์ตัวเองชั้นยอด ยกตัวอย่างเช่นครั้งหนึ่งในนิทรรศการเซอร์เรียลลิสต์นานาชาติที่ลอนดอนในปี 1936 ดาลีปรากฏตัวโดยสวมชุดประดาน้ำรุ่นโบราณมีหมวกโลหะครอบแก้วใหญ่โตเทอะทะ เขาอ้างว่าที่แต่งตัวแบบนี้ก็เพื่อให้มีชีวิตรอดอยู่ในก้นทะเลของจิตใต้สำนึกได้ แต่สุดท้ายเขาก็เกือบหมดสติอยู่ในนั้นจากการขาดอากาศหายใจ ถ้าไม่ได้เพื่อนมาช่วยเอาไว้เสียก่อน พฤติกรรมเหล่านี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจแก่สมาชิกในกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าลัทธิผู้เป็นเสมือน สันตะปาปาแห่งเซอร์เรียลลิสม์อย่าง อองเดร เบรอตง ที่เริ่มรู้สึกว่าดาลีกำลังแย่งความโดดเด่นไปจากพวกเขา

ดาลีสวมชุดประดาน้ำโบราณในนิทรรศการเซอร์เรียลลิสต์นานาชาติที่ลอนดอนปี 1936, ภาพจาก https://www.theguardian.com/artanddesign/2016/jun/01/dali-exhibition-surreal-encounters-edinburgh

ความไม่พอใจนี้ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถึงจุดแตกหัก เมื่อดาลีแสดงการสนับสนุนผู้นำเผด็จการของสเปนอย่าง ฟรานซิสโก ฟรังโก อย่างออกนอกหน้า และแสดงความเลื่อมใสต่อผู้นำเผด็จการของเยอรมนีอย่าง อดอฟล์ ฮิตเลอร์ ว่า “ไม่มีอะไรเซอร์เรียลไปกว่าผู้นำเผด็จการ” รวมถึงใส่ภาพฮิตเลอร์ลงในภาพวาด The Enigma of Hitler(1939) หรือ ‘ปริศนาของฮิตเลอร์’ ของเขา

The Enigma of Hitler (1939), ภาพจาก https://www.museoreinasofia.es/en/collection/artwork/enigma-hitler

เมื่อมีการแสดงนิทรรศการเซอร์เรียลลิสม์นานาชาติที่นิวยอร์กในปี 1942 เบรอตงก็ไม่ยินยอมให้ดาลีนำผลงานเข้ามาร่วมแสดง เพราะถือว่าเขาไม่มีคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกของกลุ่มอีกต่อไป โดยกล่าวหาว่าเขา “แสวงหาชื่อเสียงและความสำเร็จทางการค้ามากเกินไป (Avida Dollars)” จากการที่เขาเริ่มรับงานจ้างวานที่ได้รับค่าตอบแทนสูง อีกทั้งยังสร้างผลงานที่เลียนแบบความสำเร็จของตัวเอง รวมถึงข้อหาที่ร้ายแรงอย่างการ “ฝักใฝ่ในลัทธินาซีและเผด็จการ” เบรอตงประกาศขับดาลีออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มอย่างเด็ดขาด สมาชิกในกลุ่มบางคนเองก็กล่าวถึงดาลีราวกับเป็นบุคคลในอดีตที่ตายจากไปแล้ว บางคนถึงกับสาบส่งดาลีอย่างเกรี้ยวกราดจวบจนกระทั่งตอนที่เขาตายไปแล้วก็ตาม (แต่ก็ยังมีสมาชิกบางคนในกลุ่มโต้แย้งว่า ถ้าเซอร์เรียลลิสม์คือการสำรวจความฝันและเรื่องต้องห้ามโดยไม่มีการจำกัดความคิดหรือเซ็นเซอร์ ดาลีก็มีสิทธิทุกประการที่จะฝันเกี่ยวกับฮิตเลอร์เหมือนกัน)

และถึงแม้จะถูกขับออกจากกลุ่ม แต่ท้ายที่สุดแล้ว ดาลีก็ยังเป็นศิลปินที่เป็นเสมือนตัวแทนผู้ถูกจดจำมากที่สุดของกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์อยู่ดีถึงขนาดที่ว่า ถ้าพูดถึงเซอร์เรียลลิสม์ คนก็จะนึกถึงงานของดาลีเป็นอันดับแรกนั่นเอง.

ข้อมูล

https://screenrant.com/money-heist-salvador-dali-mask-red-jumpsuit-explained-2/ 

https://www.oprahmag.com/entertainment/tv-movies/a28434016/la-casa-de-papel-money-heist-costume/ 

https://advanced-television.com/2020/04/09/analysis-money-heist-1-tv-show-in-the-world/ 

https://medium.com/artupia/the-meaning-of-the-mask-of-dal%C3%AC-in-la-casa-de-papel-fc279dbc8d77  

https://en.wikipedia.org/wiki/Salvador_Dal%C3%AD 

https://en.wikipedia.org/wiki/Money_Heist 

วารสารหนังสือใต้ดินลำดับที่ 14 : เซอร์

วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศิลปมหาบัณฑิต สาขาวิชาทัศนศิลป์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่อง ค่านิยมเทียมส่วนบุคคลในสังคมสมัยใหม่ หน้า 15 โดย อานนท์ ลุลิตานนท์ https://goo.gl/Ab1IN5 

หนังสือ Art is Art, Art is Not Art อะไร (แม่ง) ก็เป็นศิลปะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...