อิทธิพลศิลปะอยุธยาตามเมืองต่างๆ ในความทรงจำของช่างเชื้อสาย "โยเดีย"
“ศิลปกรรมอยุธยา” ตามเมืองต่างๆ ในความทรงจำของช่างเชื้อสาย “โยเดีย” ปรากฏที่ไหน เป็นอย่างไรบ้าง
การหลอมรวมและแลกเปลี่ยนกันทางวัฒนธรรม เป็นปฏิสัมพันธ์ซึ่งเกิดขึ้นเสมอในสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะด้วยเงื่อนไขใด เมื่อมีการอพยพหรือโยกย้ายถิ่นฐาน สภาพแวดล้อมและวิถีความเป็นอยู่ภายในชุมชนย่อมเป็นแรงผลักดันพฤติกรรมของบุคคล เมื่อเกิดความคุ้นชิน จึงเริ่มยอมรับปรับเปลี่ยน และผสมผสานจนกระทั่งเชื่อมโยงกันได้ในที่สุด
เฉกเช่นผู้คนจากกรุงศรีอยุธยา ซึ่งเคยอาศัยอยู่ร่วมกันกับผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติ อาทิ ชาวฉาน ลีนซีน(ล้านช้าง) ตะโย๊ะ(จีน) กะหยิ่น(กะเหรี่ยง) เต้ากะแต ยูน(เชียงใหม่) และชาวพม่า เมื่อราวต้นพุทธศตวรรษที่ 23 ณ บริเวณเมืองสะกาย เมืองอังวะ อีกทั้งยังกระจัดกระจายออกไปตามภูมิภาคอื่นๆ
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของพม่าในสมัยยองยาน(กฎอเม่งดอ) ได้ระบุถึงการแบ่งกลุ่มประชากร โดยจัดสรรให้ชาว“โยดยา” อยู่ในกลุ่มที่ทางการพม่าเรียกว่า“ชาน” หรือ“ฉาน” (Shan) ถือเป็นผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งรวมอยู่ในเมืองพม่า ณ ขณะนั้น
เมืองที่มีการค้นพบหลักฐานศิลปกรรมอยุธยา
จากการเก็บข้อมูลเท่าที่ได้จากการสำรวจพบว่า หลักฐานศิลปกรรมอยุธยาที่คาดว่ามีอิทธิพลของงานช่างจากกรุงศรีอยุธยา ปรากฏกระจัดกระจายอยู่ตามเมืองต่าง ๆ เช่น เมืองพะโค สะกาย อังวะ มินบู อมรปุระ เซกู มนโยว เมืองมัณฑะเลย์ ทั้งที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของพม่า และพื้นที่รกร้างในเมืองห่างไกล
มีการค้นพบข้อมูลทั้งในรูปแบบของคำบอกเล่า เอกสารโบราณ เช่นสมุดดำ และงานศิลปกรรมซึ่งมีหลายประเภทดังนี้ อาทิ งานจิตรกรรมฝาผนังที่เมืองสะกาย เมืองมินบู รวมถึงเมืองอมรปุระ ประเภทงานปูนปั้นประดับผนัง งานแกะสลักเครื่องไม้ในวังหงสาวดีเ มืองพะโค และวัดร้างในเมืองอังวะ งานจำหลักหินทรายเรื่องรามเกียรติ์ในเมืองมนโยว ตัวอักษรไทยพบในงานจิตรกรรมฝาผนัง และในงานพระพุทธรูปองค์เล็กในเมืองอมรปุระ เป็นต้น
อิทธิพลของศิลปะแบบอยุธยาตอนปลาย ในศิลปกรรมเมืองพม่า
งานประเภทงานจิตรกรรมฝาผนังปัจจุบันค้นพบหลักฐานที่เป็นประเภทงานจิตรกรรมฝาผนัง ทั้งในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 และพุทธศตวรรษที่ 25 แสดงรูปแบบของอิทธิพลอยุธยาอย่างชัดเจนในเมืองสะกายและเมืองมินบู ยกตัวอย่างงานจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย และกู่วุดจีกูพญา เมืองมินบู
อีกทั้งประเภทที่พบว่า ปรากฏอิทธิพลที่มีการผสมผสานระหว่างงานช่างแบบพม่าปะปนร่วมกับศิลปะแบบอยุธยา เช่น ในวัดพญาตงซู และเจติยวิหารจอกตอจี เมืองอมรปุระ ซึ่งจะพยายามสรุปแนวคิดให้เห็นได้อย่างพอสังเขป ดังจะยกตัวอย่างต่อไปนี้คือ แนวคิดเรื่องอิทธิพลไทยในงานจิตรกรรมฝาผนังในเมืองสะกายเมืองมินบูและเมืองอมรปุระ
หลักฐานงานจิตรกรรมฝาผนังที่ค้นพบ ได้แก่ อุโบสถวัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย กู่วุดจีกูพญา เมืองมินบู ภายในวัดพญาตงซู เมืองอมรปุระ และภายในเจติยวิหารจอกตอจี เมืองอมรปุระ โดยสามารถสังเกตได้จากรูปแบบ ซึ่งสรุปได้ดังนี้คือ
- การใช้ลักษณะของสีแดงชาดในงานจิตรกรรมฝาผนัง
- การใช้เส้นสินเทาหรือแถบหยักฟันปลาคั่นแบ่งภาพในงานจิตรกรรม
- ลวดลายพันธุ์พฤกษาหรือลายกระหนกแบบอยุธยาตอนปลาย
- ลักษณะการวาดเทพนมและเครื่องทรงของบุคคลชั้นสูง
- ลักษณะการวาดภาพปราสาท(เรือนยอด) แบบปลายอยุธยาในงานจิตรกรรม
- ภาพของพระอดีตพุทธพระพักตร์แบบปลายอยุธยา
- ลักษณะการวาดนักสิทธ์วิทยาธรเหาะเหินเดินอากาศอยู่บนท้องฟ้า(ก้อนเมฆ)
- การวาดจำลองภาพของเจดีย์ทรงเครื่องแบบอยุธยาตอนปลาย
แนวคิดเรื่องอิทธิพลศิลปกรรมอยุธยาในงานปูนปั้นงานแกะสลักไม้และงานศิลาจำหลักหินทรายเรื่องรามเกียรติ์ในพะโคเมืองอังวะและเมืองมนโยว
อิทธิพลแบบปลายอยุธยาปรากฏการผสมผสานกับรูปแบบงานช่างของพม่า นอกจากจะสืบค้นได้จากการงานจิตรกรรมฝาผนังแล้ว ยังพบได้อีกในหลักฐานงานปูนปั้น ภาพสมุดข่อย(พุทธศตวรรษที่ 24 – 25) ภาพศิลาจำหลักเรื่องรามเกียรติ์ งานแกะสลักไม้ ลวดลายคล้ายกระจังที่ประดับบุษบก ธรรมาสน์ในประเทศไทย หลักฐานดังยกตัวอย่างมานี้ สามารถเปรียบเทียบได้กับศิลปกรรมอยุธยาในประเทศไทย ซึ่งกำหนดอายุได้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22-23 หรือจนกระทั่งงานในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ยกตัวอย่าง ดังนี้ ลักษณะของลายกระจังแบบอยุธยาตอนปลายพบในศิลปกรรมเมืองพม่าอาทิ
แผ่นแกะสลักงานเครื่องไม้ ภายในวังหงสาวดี เมืองพะโค ลักษณะรูปแบบของลายกระจังใกล้เคียงกับลายกระจังบุษบก ในงานจิตรกรรมฝาผนังภายในวัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย ซึ่งสอดคล้องและอาจเปรียบเทียบได้กับงานเครื่องไม้“กระจังปฏิญาณ” ประดับบุษบก หรือธรรมาสน์ ศิลปะแบบปลายอยุธยา–ต้นรัตนโกสินทร์เป็นต้น
เจดีย์จุฬามณีงานปูนปั้นประดับผนังวัดร้างในเมืองอังวะ
จากการเก็บข้อมูลสำรวจซึ่งนำโดยสมาคมสถาปนิกสยามและนักวิชาการชาวพม่า ได้มีการค้นพบหลักฐานใหม่ คือ งานปูนปั้น ภาพของเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมเพิ่มมุมบนฐานสิงห์(เจดีย์แบบย่อมุม) และภาพจำลองเขาสัตบริภัณฑ์ อัตลักษณ์สำคัญที่สอดคล้องกับงานสถาปัตยกรรมแบบอยุธยา ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 23 พบได้ในประเทศไทย เช่น เจดีย์รายวัดภูเขาทอง เจดีย์รายวัดโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร ฯลฯ อิทธิพลดังกล่าวพบในงานปูนปั้นจำลองภาพของเจดีย์จุฬามณี บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ภายในวัดร้างเมืองอังวะ เป็นตัวอย่างงานปูนปั้นที่สำคัญ และมีการค้นพบเพียงแห่งเดียวในพม่าในปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม :
- ตามรอย “สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร” จากกรุงศรีอยุธยา ถึงกรุงอังวะ
- สถูปเจ้าฟ้าอุทุมพร และลูกหลานชาวโยดะยาในพม่า “คุณหมอทิน มอง จี”
- รูปหล่อสัมฤทธิ์เจ้านายสตรีสมัยอยุธยา ฤาเป็นพระราชนัดดาในพระเจ้าแผ่นดิน?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดลอกส่วนหนึ่งจากบทความ “อิทธิพลของศิลปะแบบอยุธยาตอนปลายในศิลปกรรมเมืองพม่า” เขียนโดย อรวินท์ ลิขิตวิเศษกุล ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม กรกฎาคม 2561
* อ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ“รอยศิลป์อยุธยาในพม่า” อรวินท์ ลิขิตวิเศษกุล, สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์: บริษัท ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้น จำกัด(มหาชน)
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 กรกฎาคม 2563
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อิทธิพลศิลปะอยุธยาตามเมืองต่างๆ ในความทรงจำของช่างเชื้อสาย “โยเดีย”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com