โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SKR เปิดงบปี 64 กำไรนิวไฮ 1.4 พันลบ. โต 3 เท่าตัว อานิสงส์ผู้ป่วยพุ่ง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 24 ก.พ. 2565 เวลา 06.26 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายสุริยันต์ โคจรโรจน์ กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SKR โดยทางบริษัทได้จดทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลในกลุ่ม ESG Emerging List (ทำเนียบกลุ่มบริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน)

ทั้งนี้ในปี 2564 บริษัทได้เปิดเผยผลประกอบการว่า บริษัทมีรายได้รวม 6,377.34 ล้านบาท เติบโต 2,469.74 ล้านบาท หรือ 63.20% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 3,907.60 ล้านบาท ขณะที่บริษัทฯมีกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องแตะ 1,395.30 ล้านบาท เติบโต 299.02% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้ามีกำไรสุทธิ 349.68 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานเติบโตก้าวกระโดด ซึ่งเพิ่มขึ้นทั้งรายได้และกำไรสุทธิมาจากการเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนไข้รักษาโรคเฉพาะทางที่ซับซ้อนด้วยการผ่าตัดและกลุ่มผู้เข้ารับบริการโดยใช้สิทธิประกันสังคม รวมถึงการร่วมมือกับภาครัฐในการออกตรวจเชิงรุกและการรับรักษาผ่านสถานพยาบาลผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospitel) โดยโรงพยาบาลศิครินทร์ ร่วมกับ สำนักงานประกันสังคม เปิดตัวโครงการ “Hospitel เพื่อผู้ประกันตน” ผ่าน 7 โรงแรมชั้นนำ สามารถรองรับการรักษากว่า 3,500 เตียง เพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ผู้ประกันตนและเป็นการลดการติดต่อแพร่ระบาดของโควิด-19

พร้อมกับโรงพยาบาลในเครืออีก 2 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลศิครินทร์ สมุทรปราการ และโรงพยาบาลศิครินทร์ หาดใหญ่ ร่วมกับ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ออกหน่วยตรวจคัดกรองเชิงรุกโควิด-19 โดยตรวจวิเคราะห์แบบ RT-PCR สำหรับผู้ประกันตนในพื้นที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และสงขลา รวมถึงการดำเนินการโครงการการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดในโรงงาน หรือ Factory Sandbox ควบคู่ไปกับการจัดทำมาตรการป้องกันควบคุมในพื้นที่เฉพาะ หรือ Bubble & Seal

ขณะที่ค่าใช้จ่ายการดำเนินการรวมค่าเสื่อมราคาของปี 2564 อยู่ที่จำนวน 4,610.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.45% จากจำนวน 3,507.06 ล้านบาท ในปีก่อนหน้า เป็นผลมาจากต้นทุนการรักษาพยาบาล จำนวน 3,509.24 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.14% จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากจำนวนคนไข้ที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากการกลุ่มลูกค้าทั่วไป ประกอบด้วย จ่ายเงินสด บริษัทคู่สัญญา บริษัทประกันชีวิต และกลุ่มลูกค้าประกันสังคม

รวมถึงการร่วมมือกับภาครัฐในการบริหารจัดการคนไข้ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เช่น การตรวจคัดกรอง การออกตรวจค้นหาเชิงรุก การบริการฉีดวัคซีนภาครัฐและการรับรักษาผ่านสถานพยาบาลผู้ป่วยเฉพาะกิจ (Hospitel) ทั้งนี้ในส่วนการบริหารต้นทุนยังทำได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนของต้นทุนกิจการโรงพยาบาลต่อรายได้จากกิจการโรงพยาบาล อยู่ที่ 55.53% ลดลง 15.22% จาก 70.75% ในปี 2563

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในปี 2565 นั้น นายสุริยันต์ มั่นใจว่า ยังคงเติบโตจาก 2 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ กลุ่ม Hospital ผ่านการเพิ่มศักยภาพทางการแพทย์ผ่านสถาบันการแพทย์เฉพาะทางด้านต่าง ๆ เช่น ศูนย์โรคมะเร็ง หรือ ศูนย์ส่องกล้องครบวงจร สำหรับกลุ่มลูกค้าประกันสังคม ทางเครือโรงพยาบาลศิครินทร์เปิดตัวโครงการ “ประกันสังคม พลัส” เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ประกันตนตามโควต้าประมาณ 5 แสนราย โดยพัฒนาระบบการให้บริการสำหรับลูกค้าประกันสังคมผ่านแนวคิด “รอคิวไม่นาน พบหมอเฉพาะทางทันที” และผ่าตัดด้วยมาตรฐานสากลระดับโลก”

ส่วนกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่ม Non-Hospital หลังจากคณะกรรมการมีมติเพิ่มเงินลงทุนในบริษัทย่อย ส่งผลให้การพัฒนาเพิ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพด้านต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมีแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น โดยธุรกิจกลุ่ม Non-Hospital จะสร้างประโยชน์ให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการซื้อสินค้าเพื่อสุขภาพอย่างยั่งยืนมากขึ้น

“ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โครงสร้างรายได้ในธุรกิจโรงพยาบาลจะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มลูกค้าทั่วไป กลุ่มลูกค้าสวัสดิการภาครัฐ และ กลุ่มงานโครงการภาครัฐ ซึ่งการเติบโตต่อจากนี้ เราจะมุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ “Sikarin” ให้เกิดการยอมรับจากลูกค้าและสามารถเชื่อมโยงได้อย่างถูกต้องกับผลิตภัณฑ์หรือบริการนั้น ๆ ภายใต้แนวคิด “ศิครินทร์ เคียงข้างคุณ” ส่วนการพัฒนาเรื่องบุคลากรในทุกระดับ จะถูกบริหารจัดการผ่านสถาบัน Sikarin Academy ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง บริษัท ศิครินทร์ จำกัด (มหาชน) กับ Chulalongkorn Business School” นายสุริยันต์ กล่าว**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...