การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 สะท้อนบทบาทอิทธิพลรัสเซียลดลงในตะวันออกกลาง
THE STATES TIMES
อัพเดต 16 ต.ค. 2568 เวลา 09.10 น. • เผยแพร่ 16 ต.ค. 2568 เวลา 10.30 น. • เรื่องเล่าจากเครมลินการยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ (Russia-Arab Summit) ที่มีกำหนดจัดขึ้นในกรุงมอสโก ในวันที่ 15 ตุลาคม ปี ค.ศ. 2025 ที่จะถึงเป็นสัญญาณชัดเจนของการเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง การประชุมดังกล่าวถูกวางแผนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างรัสเซียกับประเทศอาหรับหลายชาติ แต่กลับถูกยกเลิกอย่างกะทันหัน เนื่องจากผู้นำประเทศสำคัญหลายประเทศไม่สามารถเข้าร่วมได้ โดยมีเหตุผลหลักจากความร่วมมือของพวกเขาในการเจรจาสันติภาพฉนวนกาซา ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลาง การล้มเหลวของการประชุมครั้งนี้สะท้อนถึงความจำกัดของรัสเซียในการดึงดูดและกำหนดวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ตลอดจนความสามารถในการเป็นผู้เล่นหลักทางการเมืองและความมั่นคงในตะวันออกกลางลดลงอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันบทบาทของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอาหรับกลับเพิ่มขึ้น ทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาอิทธิพลและความน่าเชื่อถือในภูมิภาคนี้
การประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 เป็นความพยายามครั้งสำคัญของรัสเซียในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจกับประเทศอาหรับหลายชาติ โดยมีแผนจัดขึ้นที่กรุงมอสโก เป็นครั้งแรกที่รัสเซียพยายามรวบรวมผู้นำประเทศอาหรับในการประชุมระดับสูง จุดประสงค์หลักของการประชุมคือการสร้างเวทีเจรจาและความร่วมมือในประเด็นความมั่นคง ภูมิรัฐศาสตร์ และการลงทุน รวมถึงการแสดงบทบาทของรัสเซียในตะวันออกกลางและฐานะเป็นผู้มีอิทธิพลในภูมิภาค รัสเซียได้เชิญผู้นำจากประเทศสมาชิกสันนิบาตอาหรับเข้าร่วม ซึ่งรวมถึงประเทศสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อียิปต์และซีเรีย รัสเซียคาดหวังว่าจะสามารถใช้เวทีนี้เสริมบทบาทในการกำหนดวาระภูมิรัฐศาสตร์ สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเพิ่มความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในซีเรียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
รัสเซียพยายามเสริมบทบาทในตะวันออกกลางด้วยเหตุผลหลายประการ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1) การสร้างสมดุลอำนาจและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ หลังสงครามเย็น สหรัฐอเมริกามีบทบาทโดดเด่นในตะวันออกกลาง รัสเซียจึงมองว่าการเข้าไปมีบทบาทในภูมิภาคนี้เป็นวิธีหนึ่งในการสร้าง สมดุลอำนาจ ลดการพึ่งพาและอิทธิพลของสหรัฐฯ รวมทั้งแสดงศักยภาพของตนในเวทีระหว่างประเทศ
2) รักษาฐานทัพและความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ ตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ซีเรียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับรัสเซีย ฐานทัพเรือในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนช่วยให้รัสเซียควบคุมเส้นทางการค้าและการเคลื่อนย้ายทางทหาร อีกทั้งยังใช้เป็นฐานสนับสนุนพันธมิตรในภูมิภาค
3) ผลประโยชน์ด้านพลังงานและเศรษฐกิจ ตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีทรัพยากรพลังงานสำคัญ เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รัสเซียต้องการสร้าง พันธมิตรทางเศรษฐกิจและพลังงาน เพื่อรักษาตลาดส่งออกและเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก รวมถึงลดความเสี่ยงจากการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ
4) เสริมภาพลักษณ์และอิทธิพลทางการเมือง การเข้าไปมีบทบาทนำในตะวันออกกลางช่วยให้รัสเซียสร้าง ภาพลักษณ์ของผู้เล่นสำคัญ ที่สามารถเป็นตัวกลางแก้ไขความขัดแย้ง เช่น การสนับสนุนซีเรียและการเข้าร่วมกระบวนการสันติภาพบางโครงการ การแสดงบทบาทนี้ทำให้รัสเซียสามารถเจรจาในเวทีระหว่างประเทศได้มากขึ้น
5) การป้องกันการสูญเสียอิทธิพลต่อภูมิภาคใกล้บ้าน รัสเซียมองว่าการละทิ้งตะวันออกกลางอาจทำให้สหรัฐฯ หรือชาติตะวันตกอื่น ๆ กำหนดวาระภูมิรัฐศาสตร์และสร้างพันธมิตรที่เป็นภัยต่อผลประโยชน์ของรัสเซียในภูมิภาคใกล้เคียง เช่น เอเชียกลางและคอเคซัส
อย่างไรก็ตาม การประชุมต้องเผชิญอุปสรรคหลายประการ ผู้นำหลายประเทศอาหรับไม่สามารถเข้าร่วมเนื่องจากมีพันธกิจอื่น โดยเฉพาะการเข้าร่วมเจรจาสันติภาพฉนวนกาซาที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และผลกระทบจากสงครามยูเครนทำให้รัสเซียมีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและอิทธิพล ทำให้ความสำเร็จของการประชุมตกอยู่ในความเสี่ยงสูง และท้ายที่สุดการประชุมต้องถูกยกเลิก ซึ่งสะท้อนถึงการเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางอย่างชัดเจน
การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 สะท้อนถึงข้อจำกัดทางภูมิรัฐศาสตร์และความเสื่อมถอยของอิทธิพลรัสเซียในภูมิภาค เหตุผลสำคัญสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้
1) ความพ่ายแพ้ของรัฐบาลบาชาร์ อัล-อัสซาดในซีเรียเมื่อปลายปี 2024 หลังจากสงครามกลางเมืองยืดเยื้อกว่า 14 ปี ฝ่ายกบฏสามารถยึดกรุงดามัสกัสได้โดยแทบไม่พบการต่อต้าน ประธานาธิบดีอัสซาดหลบหนีออกจากประเทศ และรัฐบาลของเขาล่มสลาย มีผลกระทบโดยตรงต่อ อิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง รัสเซียเคยพึ่งพารัฐบาลอัสซาดในซีเรียเป็นฐานในการแสดงอิทธิพลในตะวันออกกลาง ทั้งทางทหาร การเมือง และเศรษฐกิจ การล่มสลายของรัฐบาลอัสซาดทำให้รัสเซีย สูญเสียพันธมิตรสำคัญและฐานยุทธศาสตร์ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ก่อนหน้านี้ รัสเซียสามารถใช้ซีเรียเป็นจุดค้ำยันในการมีบทบาทในภูมิภาค เช่น การเจรจาสันติภาพ การจัดซัมมิตรัสเซีย-อาหรับ หรือการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรอาหรับ การพ่ายแพ้ของอัสซาดทำให้ ความสามารถในการกำหนดวาระทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในภูมิภาคลดลงอย่างชัดเจน นอกจากนี้การที่พันธมิตรสำคัญล่มสลายสะท้อนถึงความอ่อนแอของรัสเซียในฐานะผู้สนับสนุนเพราะรัสเซียสูญเสียความน่าเชื่อถือและความสามารถในการสร้างแรงจูงใจทางการเมือง ทำให้ประเทศอาหรับอื่น ๆ ไม่มั่นใจในการพึ่งพารัสเซีย และเริ่มหันไปสนับสนุนหรือร่วมมือกับสหรัฐฯ และพันธมิตรอื่น ๆ แทน สหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ กลายเป็นผู้กำหนดวาระสำคัญในตะวันออกกลางแทนรัสเซีย ส่งผลให้รัสเซียต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์
2) สงครามรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง ซึ่งเดิมรัสเซียถือเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิภาคผ่านการสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการ เช่น กรณีซีเรีย และการมีฐานทัพทหารสำคัญเช่นที่ท่าเรือตาร์ตูสและฐานทัพอากาศคูเมอิมิม โปรแกรมการทหารและการทูตของรัสเซียในภูมิภาคได้รับความสำเร็จในอดีต แต่การรุกรานยูเครนในปี 2022 ทำให้รัสเซียต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศอย่างหนักและการสูญเสียทรัพยากรอย่างมาก ส่งผลให้ความสามารถในการรักษาอิทธิพลของตนในภูมิภาคเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ความล้มเหลวในการให้การสนับสนุนทางทหารที่มีนัยสำคัญในการสู้รบระหว่างอิหร่านและอิสราเอลยิ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายและการมีอำนาจต่อรองของมอสโกในภูมิภาค ในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง รัสเซียยังคงพยายามขยายบทบาทผ่านความร่วมมือด้านการค้าและพลังงานกับประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย เช่น ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่สมดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับอิหร่านและกลุ่มประเทศในกลุ่มความร่วมมืออ่าว (GCC) เป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น ทำให้รัสเซียถูกจำกัดบทบาทและสถานะทางการทูตในภูมิภาคสงครามยูเครนจึงเป็นปัจจัยเร่งที่ทำให้อำนาจและอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางลดลงอย่างชัดเจน ภายใต้ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและการทูต รัสเซียต้องปรับกลยุทธ์ใหม่เพื่อรักษาผลประโยชน์ในภูมิภาคที่ซับซ้อนและแข่งขันสูงนี้ แต่ความสามารถในการทำเช่นนั้นถูกจำกัดอย่างมากจากภาระในสงครามยูเครนและความสัมพันธ์กับตะวันตก
3) ความล้มเหลวของรัสเซียในการให้การสนับสนุนทางทหารต่ออิหร่านในความขัดแย้งกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ส่งผลโดยตรงต่อ การเสื่อมถอยอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลาง ทำให้รัสเซียไม่สามารถให้การสนับสนุนทางทหารที่มีนัยสำคัญต่ออิหร่านได้ เนื่องจากต้องเผชิญกับปัญหาภายในประเทศ ทั้งสงครามยูเครน การคว่ำบาตร และข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ส่งผลให้ การดำเนินยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางอ่อนแอ เมื่อรัสเซียไม่สามารถสนับสนุนอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มพันธมิตรในภูมิภาค
รวมถึงประเทศอาหรับหลายประเทศ จึงสูญเสียความเชื่อมั่นต่อรัสเซีย และเริ่มหันไปสนับสนุนสหรัฐฯ หรือพันธมิตรอื่น ๆ แทน ทำให้รัสเซียไม่สามารถกำหนดวาระสำคัญในภูมิภาคได้ ความล้มเหลวนี้ทำลาย ภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้สนับสนุนพันธมิตรสำคัญ ส่งผลให้ประเทศในตะวันออกกลางเห็นว่ารัสเซียไม่สามารถให้ความช่วยเหลือหรือปกป้องพันธมิตรได้อย่างแท้จริง การเสื่อมความน่าเชื่อถือและข้อจำกัดทางยุทธศาสตร์นี้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ ผู้นำอาหรับหลายประเทศไม่เข้าร่วมซัมมิต 2025 การประชุมจึงถูกยกเลิก และกลายเป็นสัญญาณชัดเจนของการลดบทบาทและอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาค
4) บทบาทของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรอาหรับ ประเทศอาหรับหลายประเทศมีพันธกิจสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาสันติภาพในฉนวนกาซา โดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ซึ่งทำให้ผู้นำเหล่านี้ ไม่สามารถให้ความสำคัญกับเวทีรัสเซีย ได้ การมีบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดอิทธิพลรัสเซีย
5) การตอบรับจากประเทศอาหรับไม่เพียงพอ เป็นความล้มเหลวของการทูตในเชิงปฏิบัติ เริ่มจากผู้นำหลายประเทศอาหรับสำคัญ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอียิปต์ ไม่สามารถเข้าร่วมซัมมิตได้ การไม่เข้าร่วมนี้สะท้อนถึงความไม่มั่นใจหรือความไม่เต็มใจที่จะยอมรับรัสเซียเป็นผู้กำหนดวาระ และทำให้การประชุมไม่สามารถเกิดผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางการเมืองหรือความร่วมมือได้
6) ความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาค ภูมิภาคตะวันออกกลางมีความซับซ้อนและมีหลายฝ่ายที่มีอิทธิพล เช่น สหรัฐฯ อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย และกลุ่มพันธมิตรอื่น ๆ รัสเซีย ไม่สามารถเป็นตัวกำหนดวาระหรือบังคับทิศทางความร่วมมือ ได้เต็มที่ ทำให้ความพยายามของรัสเซียต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินได้เสนอให้เลื่อนการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ 2025 ออกไปโดยไม่มีกำหนด เนื่องจากไม่ต้องการขัดขวางความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการเจรจาสันติภาพในฉนวนกาซา โดยกล่าวว่า "หากทรัมป์ประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาตั้งใจไว้… มันจะเป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์" อย่างไรก็ตาม การยกเลิกการประชุมแสดงถึงความยากลำบากของรัสเซียในการดึงดูดความสนใจจากผู้นำอาหรับหลายประเทศที่มีความสนใจในความริเริ่มของสหรัฐฯ มากกว่า การยกเลิกการประชุมสุดยอดรัสเซีย-อาหรับ ครั้งนี้ และการที่รัสเซียไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมสันติภาพในอียิปต์ที่นำโดยทรัมป์ สะท้อนถึงการเสื่อมอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย เช่น ความสนใจของประเทศอาหรับที่หันไปสนับสนุนความริเริ่มของสหรัฐฯ มากขึ้น และการที่รัสเซียมีความเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในยูเครนที่ทำให้ทรัพยากรและความสนใจของรัสเซียถูกจำกัด
บทสรุป ความเสื่อมอิทธิพลของรัสเซียในตะวันออกกลางเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ได้แก่ การสูญเสียพันธมิตรสำคัญ ความล้มเหลวในการสนับสนุนพันธมิตร การแข่งขันจากสหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับ รวมถึงความจำกัดทางทรัพยากรและยุทธศาสตร์ภายในประเทศ ผลลัพธ์คือรัสเซียไม่สามารถเป็นผู้กำหนดวาระสำคัญในภูมิภาคได้อีกต่อไป ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรอาหรับกลายเป็นผู้กำหนดสมดุลอำนาจและบทบาทหลักในตะวันออกกลางแทน